thansettakij
thansettakij
อำพลฟูดส์ดิ้นส่งออกดันยอด 3 ปัจจัยทำต้นทุนพุ่ง/เล็งเป้า 3.5 พันล้านตั้งโรงงานเมียนมา

อำพลฟูดส์ดิ้นส่งออกดันยอด 3 ปัจจัยทำต้นทุนพุ่ง/เล็งเป้า 3.5 พันล้านตั้งโรงงานเมียนมา

30 มี.ค. 59 | 06:00 น.
3 ปัจจัยลบ แล้งต่อเนื่อง-ผลผลิตมะพร้าวไทยวูบ- แมลงศัตรูพืชยังระบาด "อำพลฟูดส์"หันใช้มะพร้าวนำเข้าเป็นวัตถุดิบ 90% ทำกะทิ-น้ำมะพร้าวกล่อง ขณะเศรษฐกิจในประเทศซบปรับราคาสินค้าไม่ได้ หันรุกส่งออกเพิ่ม 40% ตั้งเป้าปี 59 ยอดรวม 3.5 พันล้าน ขณะจับมือ 2 พันธมิตรศึกษาลงทุนในพม่า เป้าฐานผลิตใหม่ส่งออกไปสหรัฐฯ-อียูรับสิทธิจีเอสพี

[caption id="attachment_41135" align="aligncenter" width="391"] เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร  กรรมการผู้จัดการ  บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด[/caption]

นายเกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด ผู้ผลิต จำหน่าย และส่งออกกะทิสำเร็จรูป ตรา "ชาวเกาะ" เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้บริษัทได้ประสบปัญหามะพร้าวที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้นมาก อันเนื่องมาจาก 3 ปัจจัยคือ 1.จากประเทศไทยได้ประสบปัญหาภัยแล้งในปี 2558 ต่อเนื่องมาถึงปีนี้ 2.ผลผลิตมะพร้าวของไทยลดลง จากหลายปีก่อนยางพารา และปาล์มน้ำมันยังมีราคาที่ดี ทำให้มีการโค่นสวนมะพร้าวไปปลูกยางและปาล์ม และ 3.สวนมะพร้าวในหลายพื้นที่ได้ประสบปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืชทั้งหนอนหัวดำ และแมลงดำหนาม ทำให้ต้นมะพร้าวตาย หรือผลผลิตตกต่ำ

จากทั้ง 3 ปัจจัยมีผลให้ทางบริษัทต้องหันไปนำเข้ามะพร้าวจากอินโดนีเซียและเวียดนาม คิดเป็นสัดส่วน 90% ของปริมาณวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการผลิตกะทิ และน้ำมะพร้าวบรรจุกล่อง(บริษัทใช้มะพร้าววันละ 4 แสนลูก) โดยเริ่มนำเข้ามาตั้งแต่ปลายปี 2558 ส่วนอีก 10% ใช้มะพร้าวในประเทศ ซึ่งเวลานี้ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยคิดจากเนื้อมะพร้าวที่ในอดีตต้นทุนเฉลี่ยที่ 20-25 บาท/กิโลกรัม ล่าสุดเฉลี่ยที่ 45 บาท/กิโลกรัม หรือสูงขึ้น 100%

"ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นมาก แต่เราปรับราคาขายสำหรับตลาดในประเทศลำบาก เพราะกำลังซื้อในประเทศก็หดตัว แต่โชคดีได้ตลาดส่งออกมาช่วย ในปีที่ผ่านมาเราส่งออกเป็นกะทิสำเร็จรูปบรรจุกล่อง 60% และอีก 40% เป็นน้ำมะพร้าว โดยส่งออกกะทิสำเร็จรูปไปทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 60 ประเทศ มีตลาดหลักที่สหรัฐอเมริการวมถึงแคนาดาสัดส่วน 70% ที่เหลือส่งออกไปยังประเทศในยุโรป เอเชีย อาเซียน และตะวันออกกลาง"

ขณะที่ในสินค้าน้ำมะพร้าว(แบรนด์คิงไอแลนด์)ส่งออกไปเกือบ 20 ประเทศ มีตลาดหลักที่สหรัฐฯสัดส่วนประมาณ 70% เช่นกัน สรุปในปีที่ผ่านมาบริษัททำตลาดในประเทศและส่งออกในกลุ่มธุรกิจมะพร้าว และเครื่องดื่ม สัดส่วน 70:30 และจากนี้มีเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกเป็น 35-40% โดยในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายในภาพรวมไว้ที่ 3.5 พันล้านบาท แต่สามารถทำได้ที่ 3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากยอดขายในประเทศไม่ได้ตามเป้า ขณะที่ตลาดส่งออกไปได้ดี

ทั้งนี้จากยอดขาย 3 พันล้านในปี 2558 สัดส่วน 70-75% มาจากสินค้ากะทิและน้ำมะพร้าว ส่วนที่เหลือมาจากกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอื่นๆ เช่น น้ำนมข้าวยาคู กลุ่มอาหารพร้อมปรุง เช่น น้ำแกงพร้อมปรุงตรา "รอยไทย" กลุ่มเครื่องปรุงรสเพื่อสุขภาพ เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว รวมถึงกลุ่มขนมขบเคี้ยว เช่นมะพร้าวอบกรอบ เป็นต้น

"สำหรับในปี 2559 นี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 3.5 พันล้านบาทเท่ากับเป้าในปี 2558 ซึ่งจะพยายามไปให้ถึงเป้าหมาย โดยจะรุกตลาดส่งออกให้มากขึ้น" นายเกรียงศักดิ์ กล่าวและว่า

บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาแหล่งวัตถุดิบมะพร้าวเพื่อตั้งโรงงานผลิตกะทิ และน้ำมะพร้าวในเมียนมา โดยมีพันธมิตรอีก 2 รายที่อยู่ในธุรกิจเส้นใยมะพร้าว และถ่านคาร์บอนจากกะลามะพร้าว ซึ่งเป็นธุรกิจต่อเนื่องจากมะพร้าวมีแผนจะตั้งโรงงานโดยป้อนวัตถุดิบระหว่างกันด้วย เบื้องต้นมีการศึกษาพื้นที่เหมาะสมเรื่องแหล่งวัตถุดิบและแรงงานใน 3 จุด ได้แก่ ฝั่งตรงข้ามด่านสิงขรของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บริเวณเกาะสองตรงข้ามจังหวัดระนองของไทย และฝั่งตรงข้ามจังหวัดกาญจนบุรี คาดผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ โดยเป้าหมายการลงทุนนอกจากเจาะตลาดในเมียนมาแล้ว มีแผนจะส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯและสหภาพยุโรป(อียู) ที่ยังให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี)แก่เมียนมาด้วย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,143 วันที่ 27 - 30 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business