
เคล็ดลับความสำเร็จ... เมื่อต้องทำธุรกิจร่วมกับคุณแม่
หากใครต้องทำงานในธุรกิจครอบครัวคงต้องเผื่อใจไว้บ้างว่าอาจมีสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อน ตัวอย่างเช่น เมื่อแม่เป็นเจ้าของบริษัทขณะที่ลูกเป็นหัวหน้าแผนกโฆษณาและมีไอเดียที่แปลกใหม่สำหรับแคมเปญการตลาดครั้งต่อไป แต่เมื่อนำเสนอไอเดียสุดเจ๋งนั้น แม่กลับแสดงความกระตือรือร้นเพียงเล็กน้อย และแทนที่จะบอกเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือเหตุผลเชิงปฏิบัติที่ไม่เห็นด้วยกับไอเดียของลูก แม่กลับพูดถึงข้อผิดพลาดที่ลูกเคยทำในอดีตก่อนหน้าที่จะเริ่มเข้ามาทำงานในบริษัทเสียอีก ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่าในธุรกิจครอบครัวมักไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “การเริ่มต้นใหม่”1
อย่างไรก็ตามมีธุรกิจครอบครัวมากมายที่ประสบความสำเร็จจากการบริหารร่วมกันระหว่างแม่กับลูก หลายคนบอกว่าเคล็ดลับคือความรักที่ไม่มีเงื่อนไขที่มีให้กันเมื่อต้องทำงานร่วมกัน รวมถึงการสนับสนุนซึ่งกันและกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กระนั้นการทำงานในธุรกิจครอบครัวก็อาจมีข้อเสียอยู่บ้าง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือความไม่ชัดเจนของขอบเขตการทำงานและบทบาทหน้าที่ แม่บางคนอาจทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาขณะที่ลูกเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ แต่ไปๆมาๆแม่ก็เข้ามาช่วยตัดสินใจอยู่ดี ซึ่งหลายครอบครัวยอมรับว่าบ่อยครั้งที่เส้นแบ่งหน้าที่เหล่านี้ไม่ชัดเจนจนต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่าตกลงฉันเป็นแม่ หรือยาย หรือหุ้นส่วนกันแน่
ทั้งนี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะสลับหน้าที่ไปมาจากการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจมาเป็นแม่หรือยาย เช่น บางครั้งขณะที่เพลิดเพลินไปกับการใช้เวลาร่วมกันนอกเวลางานแต่แล้วก็ต้องวกกลับเข้ามาคุยกันถึงเรื่องของการพัฒนาสินค้า การตลาด สินค้าคงคลัง เป็นต้น จนได้ ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำเคล็ดลับการในการทำธุรกิจครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ ดังต่อไปนี้2
1. เคารพมุมมองของกันและกัน ในการมีปฏิสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างคนหลายรุ่น จงตระหนักถึงช่วงวัยของบุคคลอื่นและให้ความเคารพมุมมองและประสบการณ์ชีวิตของกันและกันด้วย
2. หลีกเลี่ยงการทำตัวเป็นแม่ สำหรับผู้เป็นแม่แล้วสิ่งสำคัญคือการทำตัวเป็นเพื่อนร่วมงานในธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่ผู้ปกครอง ควรหลีกเลี่ยงการลงรายละเอียดในการบริหารงานมากจนเกินไปและไม่ทำตัวเป็นแม่ของลูกต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน เพราะการทำงานร่วมกันหมายถึงการปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมซึ่งแตกต่างอย่างมากจากความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก
3. หาแนวร่วม เมื่อต้องทำงานในธุรกิจครอบครัวจงทิ้งอัตตาเอาไว้ที่บ้าน หากรู้ว่าสมาชิกในครอบครัวคนใดคนหนึ่งมีประสบการณ์มากกว่าหรือดีกว่าในบางเรื่อง ก็จงปล่อยให้เขาหรือเธอทำสิ่งนั้นไปและหลีกเลี่ยงการให้พนักงานทราบว่าคุณไม่เห็นด้วยกับบางสิ่ง และหากจำเป็นควรให้บุคคลที่ 3 ซึ่งมีความเป็นกลางเข้ามาร่วมพุดคุยแสดงความคิดเห็นด้วย อย่างไรก็ตามควรมีการกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าด้วยว่าจะให้ใครเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ
4. กำหนดความคาดหวังที่ชัดเจนในการสื่อสาร ในกรณีอาศัยอยู่คนละที่ จะมีประโยชน์มากหากมีการกำหนดความคาดหวังในการสื่อสารและการตัดสินใจเอาไว้ อาจใช้การส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีในระหว่างวันและจัดให้มีการประชุมพนักงานเสมือนจริงทุกสัปดาห์เพื่อตรวจสอบเรื่องสำคัญและวางแผนสำหรับสัปดาห์ต่อไป ขณะที่บางบริษัทใช้การวางแผนแบบรายครึ่งปีซึ่งทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างต่อเนื่องในการทำงานด้านกลยุทธ์และแผนงานของบริษัทด้วย
5. แบ่งหน้าที่และพิชิตความสำเร็จ ทั้งแม่และลูกควรมีการแบ่งความรับผิดชอบในธุรกิจให้มากที่สุดแล้ว ทำงานกับจุดแข็งของกันและกัน เช่น บริษัทแห่งหนึ่งแม่เป็นนักวิเคราะห์และเชี่ยวชาญด้านเทคนิคมากกว่า ดังนั้นแดชบอร์ด เทคโนโลยีการตลาดและการอัพเดตเว็บไซต์จึงเป็นเรื่องที่เหมาะกับแม่ ส่วนลูกเก่งในเรื่องการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการ การเขียนคำโฆษณาและการสร้างโพสต์ในโซเชียลมีเดีย ทั้งสองจึงเลือกรับผิดชอบในด้านที่ตัวเองถนัดจนนำพาให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในที่สุด
การทำงานร่วมกับสมาชิกในครอบครัวนั้นอาจเกิดปัญหาหลายอย่างที่ไม่สามารถพบได้ในธุรกิจทั่วไป อีกทั้งครอบครัวก็มักติดกับในการรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดขณะที่ก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจด้วย การทำธุรกิจอาจมีหลาย เหตุผลแต่สำคัญที่สุดคือการทำเงินและการอยู่รอดของกิจการ ขณะที่ครอบครัวก็มีเป้าหมายในการช่วยเหลือ สนับสนุน สร้างและช่วยซึ่งกันและกัน ดังนั้นเมื่อสมาชิกในครอบครัวเข้ามาทำธุรกิจร่วมกันการสร้างความสอดคล้องระหว่างสมาชิกแต่ละคนกับแนวทางของธุรกิจจึงมีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นก็เป็นหน้าที่ของแต่ละครอบครัวที่จะต้องหาแนวทางในการทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายความสำเร็จอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายต่อไป
หน้า 31 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3487 ระหว่างวันที่ 14 - 17 กรกฎาคม 2562






