thansettakij
thansettakij
วิกฤติภัยแล้งปีนี้…อยู่อย่างตระหนักใช่ว่าตื่นตระหนก

วิกฤติภัยแล้งปีนี้…อยู่อย่างตระหนักใช่ว่าตื่นตระหนก

25 มี.ค. 59 | 05:15 น.
อัปเดตล่าสุด :25 มี.ค. 59 | 11:07 น.
 

unnamed (1) ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์(อีไอซี) ออกบทวิเคราะห์เรื่อง “วิกฤติภัยแล้งปีนี้…อยู่อย่างตระหนักใช่ว่าตื่นตระหนก”

Highlight:

ไทยต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งซ้ำแล้วซ้ำอีกเกือบทุกปี ไม่เว้นแม้แต่ในปัจจุบัน โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะตกไปอยู่ที่ภาคการเกษตรมากที่สุด สะท้อนได้จากปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรไทยหลายตัวมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยและน้ำตาล อย่างไรก็ดี จากปัจจัยดังกล่าวมีโอกาสที่ราคาสินค้าเกษตรบางตัวจะถูกหนุนให้ขยับตัวสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา

อีไอซีมองว่า ภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว รวมถึงปริมาณน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากนักจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ แต่ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

Implication:

อีไอซีแนะประชาชนทั่วไปไม่ควรที่จะตื่นตระหนกกับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ควรที่จะตระหนักกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากปริมาณน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม จึงไม่น่าเป็นกังวลมากนักสำหรับปัญหาการขาดแคลนน้ำในระยะนี้ อย่างไรก็ดี การให้ความร่วมมือกับนโยบายหรือแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ ของภาครัฐ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ควรมุ่งเน้นและปฏิบัติตามเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำซึ่งกันและกันในระยะต่อไป รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำให้น้อยลงก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ แม้ว่าตอนนี้พฤติกรรมการใช้น้ำในแบบเดิมๆ จะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก แต่ในอนาคตอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงได้ จากอุปสงค์น้ำ (water demand) ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ขณะที่อุปทานน้ำ (water supply) มีอยู่อย่างจำกัด ประกอบกับเป็นปัจจัยที่ควบคุมค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องขึ้นกับสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารจัดการน้ำ โดยมุ่งเน้นไปที่ฝั่งของอุปสงค์มากกว่าอุปทาน (water demand management strategy) ก็จะเป็นอีกทางที่ช่วยให้สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน ในภาวะที่อุปทานน้ำมีอยู่อย่างจำกัด ประกอบกับยังเป็นปัจจัยที่ควบคุมค่อนข้างยาก ดังนั้น การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการอุปสงค์น้ำซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถปรับปรุงและควบคุมได้ จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำของไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในระยะต่อไป เช่น การลดปริมาณน้ำที่สูญหายไปจากระบบ การลดมลพิษทางน้ำและนำกลับมาใช้ใหม่ รวมไปถึงการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในทุกภาคส่วน เป็นต้น

ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ควรติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ และควรมองหาลู่ทางในการป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้กับองค์กรในระยะต่อไป ปัญหาการขาดแคลนน้ำถือว่าเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดบ่อยขึ้นและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต ดังนั้น ควรมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อป้องกันปัญหาและลดความสูญเสียของผลกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ มีการวางแผนที่จะนำเทคโนโลยีการจัดการน้ำเข้าช่วยในการปรับปรุงกระบวนการผลิต มีการพัฒนาความรู้เรื่องน้ำให้กับบุคลากรทุกระดับ เพื่อปลูกจิตสำนึกในการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในระยะยาว เป็นต้น

ที่มา: ผู้เขียน: ธีระยุทธ ไทยธุระไพศาล

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์