
‘แฟชั่นควีน’ รับตลาด แข่งดุ นำเข้าแบรนด์ดังเมืองผู้ดี‘W7’เสริมพอร์ต
“แฟชั่นควีน” รับตลาดเมกอัพเมืองไทยสุดเดือด เร่งปรับทัพชู 3 ยุทธศาสตร์ รวดเร็ว/ออนไลน์/บุคลากร เสริมแกร่งรับตลาดแข่งเดือด ล่าสุดส่ง ดับเบิ้ลยูเซเว่น (W7) คัลเลอร์คอสเมติกน้องใหม่จากอังกฤษ ชิงแชร์ตลาดแมสรับกำลังซื้อขาลง
นางสาวอาทิตยา ดิถีเพ็ญ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แฟชั่นควีน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อาทิ เอสเซนส์ (essence), คาทริซ (CATRICE) เครื่องสำอางแบรนด์ดังจากประเทศเยอรมนี และแบรนด์ ดับเบิ้ลยูเซเว่น (W7) จากประเทศอังกฤษ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมการแข่งขันในตลาดความงามและเครื่องสำอางของไทยยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาภาพรวมตลาดเมกอัพมีการเติบโต 8% จากปกติที่ตลาดมีการเติบโต 20% หรือเป็นตัวเลข 2 หลัก และมีมูลค่าอยู่ที่กว่า 5 หมื่นล้านบาท จากอุตสาหกรรมทั้งระบบที่มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งการเติบโตดังกล่าวแม้จะไม่หวือหวาเหมือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ทว่ายังมีแนวโน้มการเติบโตในตลาดอยู่ โดยในส่วนของบริษัทไตรมาสแรกค่อนข้างทรงตัวซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของบริษัทที่ยอดขายจะยังไม่หวือหวามากนัก แต่จะมีการเติบโตสูงในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งถือว่าเป็นช่วงไฮซีซัน
อาทิตยา ดิถีเพ็ญ
“ปีนี้ยอมรับว่าผู้เล่นในตลาดเครื่องสำอางมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นมาก ทั้งในส่วนของแบรนด์ไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะแบรนด์จากจีนที่เข้ามาเจาะตลาดแมสมากขึ้น มีระดับราคาตั้งแต่หลัก 10 บาท ทำให้บริษัทต้องมีการทำตลาดเชิงรุกเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการแข่งขัน
ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับภาพรวมตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นการสร้างความหลากหลายในไลน์สินค้าของบริษัท ล่าสุดบริษัทนำเข้าแบรนด์เมกอัพน้องใหม่จากประเทศอังกฤษ “ดับเบิ้ลยูเซเว่น-W7” ในกลุ่มคัลเลอร์คอสเมติกเข้ามาทำตลาดในไทยและถือเป็นแบรนด์ลำดับที่ 3 ของในเครือ โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้แบรนด์ในเครือของบริษัทมีครอบคลุมทุกช่วงวัยตั้งแต่ 18-40 ปี หลังจากที่ก่อนหน้าบริษัทมีแบรนด์เอสเซนส์ (essence) ที่เจาะกลุ่มเด็กวัยรุ่น, และคาทริซ (CATRICE) ที่เน้นเจาะวัยผู้ใหญ่
สำหรับแนวทางการทำตลาดของ W7 นับจากนี้จะเน้นทำตลาดเจาะ ลูกค้าอายุ 20-30 ปีโดยจะให้ความสำคัญกับการจัดดิสเพลย์ตามหน้าร้าน การสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ และการใช้อินฟลูเอ็นเซอร์,บล็อกเกอร์ เข้ามาช่วยในการสื่อสารแบรนด์ให้รู้จักเป็นวงกว้าง ควบคู่กับการขยายสาขาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) เข้ามาเสริมทัพด้วย ควบคู่กับการขยายไปยังศูนย์การค้า เดอะมอลล์,บิวเทรียม เพิ่มเติม โดยวางแผนจะขยายให้ครบ 60 สาขา ในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันที่มีวางจำหน่ายในวัตสัน และบิวเทรียม 5 สาขา โดยมองว่าจะใช้เวลาราว 2-3 ปีในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ก่อนจะเตรียมแผนในการนำเข้าแบรนด์น้องใหม่ในกลุ่มเมกอัพจากประเทศเกาหลีเข้ามาทำตลาดเพิ่มเติมในช่วงปลายปี เบื้องต้นขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาร่วมพาร์ตเนอร์เพื่อศึกษาข้อมูลด้านการตลาด ซึ่งจะส่งผลให้พอร์ตโฟลิโอสินค้าของบริษัทมีครอบคลุมทุกช่วงวัย
“แบรนด์ W7 ถือเป็นการกลับมาทำตลาดอีกครั้งหลังจากเปลี่ยนดิสตริบิวเตอร์โดยดิสตริบิวเตอร์เดิมเน้นเจาะออนไลน์ มาอยู่ในการจัดจำหน่ายของบริษัท ซึ่งโพสิชันของแบรนด์นับจากนี้จะเน้นเจาะกลุ่มแมส ระดับราคาตั้งแต่ 195-490 บาท ซึ่งถือว่าถูกกว่าเคาน์เตอร์แบรนด์ 4-5 เท่าเมื่อเทียบกับเคาน์เตอร์แบรนด์ ซึ่งมั่นใจว่าจากสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวมองว่าสินค้าที่เป็นแมสและสินค้าที่ราคาไม่แพงจะสามารถทำตลาดและกระตุ้นให้ลูกค้ามาซื้อได้ง่ายกว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีความเชี่ยวชาญในสินค้ากลุ่มแมสมากเป็นพิเศษ จากไลน์สินค้าเดิมที่มีอยู่”
อย่างไรก็ตามบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตในสิ้นปีนี้ไว้ที่ 10% จากปีที่ผ่านมา ขณะที่สัดส่วนออนไลน์ปัจจุบันอยู่ที่ 5-8% และจากการเน้นการทำออนไลน์เพิ่มมากขึ้น บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มสัดส่วนยอดขายในช่องทางออนไลน์เป็น 20% ในสิ้นปีนี้
หน้า 30 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3478 วันที่ 13-15 มิถุนายน 2562






