
สู้ศึกการ์เมนต์จีนทะลัก‘เป่ายิ้งฉุบ’ พลิกโมเดลสู่นิชมาร์เก็ต
การ์เมนต์จีนทะลักไทยดันธุรกิจเสื้อผ้าสู่ Red Ocean “เป่า ยิ้ง ฉุบ” กระทบหนักเร่งปรับโมเดลธุรกิจใหม่สู่ “นิช มาร์เก็ต” พร้อมเสริมแกร่งไอทีหวังต่อยอดอี-คอมเมิร์ซโต 200% ทดแทนช่องทางค้าส่ง ล่าสุดเปิดตัวร้านแฟชั่นเสื้อผ้านำเข้า “Rule” พร้อมปูพรมในเซ็นทรัล 9-11 สาขา หวังปีหน้าทำกำไรทั้งกรุ๊ปโต หลังซบยาวต่อเนื่อง 2 ปี
นายชาลี รัตนวชิรินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นํ้าหนึ่งการตลาด จำกัด ผู้จำหน่ายเสื้อยืดครอบครัว ภายใต้แบรนด์ “เป่า ยิ้ง ฉุบ” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีผู้เล่นเข้ามาทำตลาดในธุรกิจเสื้อผ้ามากขึ้น โดยเฉพาะผู้นำเข้าจากประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่ต้องใช้เสื้อสีโทนเดียวกัน สินค้าจากจีนจะทะลักเข้ามาจำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ภาพรวมตลาดส่วนใหญ่ก็เป็นการเติบโตจากกลุ่มนำเข้ามากกว่า ส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนไปกลายเป็น Red Ocean มากขึ้นจากการทะลักเข้ามาของเสื้อผ้าหรือการ์เมนต์นำเข้าจากจีน แตกต่างจากเมื่อ 5-6 ปีก่อนที่เป็นตลาด Blue Ocean ซึ่งบริษัทประสบความสำเร็จจากการทำตลาดในการจำหน่ายเสื้อผ้าที่อิงเทศกาล หรือวันสำคัญต่างๆ ในทุกๆ ช่องทาง จนเป็นผู้นำตลาด
“การผลิตเสื้อเหลืองในปีนี้บริษัททำเพียงเสื้อเหลืองธรรมดา เสื้อรักพ่อแบบสกรีนลาย เสื้อสกรีนลาย “10 รักภักดี” ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนนี้เสื้อเหลืองได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 รองลงมาเสื้อครอบ ครัวหรือเสื้อกิจกรรมช่วงสงกรานต์”
เมื่อมีอีเวนต์ใหญ่เกิดขึ้น จะมีสินค้าจากจีนทะลักเข้ามาจำนวนมากและเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อตลาดหลักของบริษัท และไม่เข้าไปแข่งขันกับตรงนั้น ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจการ์เมนต์ที่ไม่มีโพสิชันนิ่งที่ชัดเจนค่อนข้างเหนื่อย ทำให้ต้องมีการปรับทิศทางที่ชัดเจนขึ้น ว่าต้องการโฟกัสกลุ่มไหน อย่างไร ให้เป็นนิช มาร์เก็ตไปเลย ซึ่งความจริงแล้วแล้วธุรกิจการ์เมนต์ไทยก็ใหญ่ระดับโลก แต่ทว่าเทียบกับจีนแล้วบ้านเรายังมีขนาดเล็กกว่ามาก ทำให้ต้องปรับแผนงานของบริษัท ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจหลักของบริษัทคือกลุ่มธุรกิจเสื้อผ้าสำหรับครอบครัวที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว จึงต้องต่อยอดจากตรงนั้น ด้วยการมองหาช่องทางการเติบโตใหม่ๆ ทำ ให้ต้องมีการปรับยุทธศาสตร์การทำงานโดยเน้นเจาะตลาด “นิช มาร์เก็ต” มากขึ้น
“เราเข้าใจในพฤติกรรม ผู้บริโภคที่แน่นอนว่าต้องเลือกซื้อหาสินค้าราคาถูกกว่า ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของสินค้าจากจีน ที่มีการผลิตจำนวนหลายล้านตัวและส่งเข้ามาจำนวนมาก ทำให้สามารถแข่งขันเรื่อง Price War ได้ และต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถสู้ตรงนั้นได้ ทั้งเรื่องราคาจำหน่ายและราคาต้นทุน จึงต้องเลี่ยง และหันมาทำเสื้อครอบครัว เสื้อตามออร์เดอร์แทน โดยเน้นขายแบบมีความสุขและพอเพียง โดยที่ไม่เข้าไปแข่งขันในตลาดแมสที่เป็นเรดโอเชียน”
“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเราเหนื่อยมาก ขาดทุนไปก็เยอะ จึงต้องมีการปรับยุทธศาสตร์การทำงาน ปรับซัพพลีเมนต์ไปยังเสื้อครอบครัว เสื้อกิจกรรมมากขึ้น ซึ่งก็มีการดาวน์ไซซ์หรือลดการดำเนินธุรกิจ ลดการผลิตของบริษัทลงกว่า 60-70% เปลี่ยนรูปแบบการทำตลาดสู่นิชมาร์เก็ตแทน เนื่องจากปัญหาสินค้าจากจีน ที่ทะลักเข้ามาเร็วขึ้น โดยก่อนช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญเพียง 2-3 สัปดาห์สินค้าก็เข้ามาแล้ว ในขณะที่ของเราไม่สามารถทำได้รวดเร็วขนาดนั้น ต้องมีขั้นตอนการตัดเย็บ ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลาราว 2-3 เดือน เพื่อเตรียมการและมีจำนวนน้อยกว่ามาก”
นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวร้านแฟชั่นเสื้อผ้าผู้หญิงนำเข้าแบรนด์ “Rule” ในศูนย์การค้ามากขึ้น นำเข้าเสื้อผ้าแฟชั่นจากจีน ปัจจุบันมี 9-11 สาขา ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล และผ่านช่องทางหน้าร้านออนไลน์เพิ่มขึ้น เนื่องจากมองว่าการเข้ามาของไอที เทคโนโลยีต่างๆ ส่งผลให้ซัพพลายเชนทั้งระบบเปลี่ยนไป ผู้ซื้อก็เปลี่ยน ผู้ขายก็เปลี่ยน แม้กระทั่งแบรนด์ดังในศูนย์การค้าก็ทำงานยากมากขึ้นเหนื่อย ทำให้แต่ละแบรนด์ต้องมีการปรับตัว หรือเพิ่มช่องทางการจำหน่าย
อย่างไรก็ตามบริษัทมั่นใจว่าปีหน้าจากการปรับโมเดลธุรกิจใหม่นี้จะสามารถสร้างการเติบโตให้แก่บริษัทได้ หลังจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการปรับลดรายได้ลง จาก 200 ล้านบาทต่อปี เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาทต่อปี
หน้า 24 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3461 ระหว่างวันที่ 14-17 เมษายน 2562






