thansettakij
thansettakij
"เลือกตั้ง" เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน!!

"เลือกตั้ง" เงินสะพัด 3 หมื่นล้าน!!

24 ก.พ. 62 | 05:59 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.พ. 62 | 15:20 น.
สศช. ชี้! อานิสงส์เลือกตั้ง อัดฉีดเงินเข้าระบบ 2-3 หมื่นล้านบาท ดันจีดีพีโต 0.1-0.2% คงเป้าจีดีพีปี 2562 ที่ 4% แม้ตัวเลขปี 2561 จะพลาดเป้าที่ 4.2% เตรียมทบทวนตัวเลขใหม่ หลังสงครามการค้า-เลือกตั้งชัดเจน

ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่จะครบกำหนดเลื่อนเวลาในการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 25% ในรายการสินค้าที่มีวงเงิน 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในวันที่ 1 มี.ค. ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อเศรษฐกิจการค้าโลกและการส่งออกของไทยปี 2562 ซึ่งแม้จะมีสัญญาณบวก แต่ก็เป็นการยืดเวลาเจรจาออกไปเท่านั้น ไม่ใช่การยกเลิกขึ้นภาษีที่ได้ทำมาก่อนหน้านั้น รวมถึงความเสี่ยงที่อังกฤษจะออกจาก EU แบบไม่มีข้อตกลง ยังคงสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินของโลกเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 24 มี.ค. จะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย เพราะจะมีการกระจายเม็ดเงินหมุนเวียนจากกิจกรรมการเลือกตั้ง แต่นักลงทุนก็รอดูสถานการณ์หลังการเลือกตั้งเช่นกัน หากเหตุการณ์ราบรื่นและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีเสถียรภาพเข้ามาบริหารประเทศได้ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2562 จะสร้างความเชื่อมั่นและส่งผลดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายเงินงบประมาณและการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบประมาณปี 2563 ที่มีความต่อเนื่อง รวมถึงรัฐบาลใหม่จะเร่งผลักดันนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตดีขึ้น น่าจะเป็นผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง


Print

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2561 พบว่า ขยายตัว 3.7% ทำให้ทั้งปีจีดีพีขยายตัวเพียง 4.1% ตํ่ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 4.2% ซึ่งหลัก ๆ มาจากการลงทุนภาครัฐไตรมาส 4 ที่ติดลบ 0.1% ส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ภายใต้พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ แต่ สศช. มองว่า การเลือกตั้งจะทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบ 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.1-0.2% ของประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2562 ที่คาดว่าจะขยายตัว 4%

นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการ สศช. เปิดเผยว่า งบส่วนแรกมาจากงบเลือกตั้ง 6,100 ล้านบาท โดยมาจากการเลือกตั้ง ส.ส. 4,000 ล้านบาท ส.ว. 1,300 ล้านบาท และงบเลือกตั้งท้องถิ่นอีก 800 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายสำหรับการหาเสียงตามกฎหมายที่กำหนดไว้ 1.5 ล้านบาทต่อคน ซึ่งข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง 11,000 คน ทำให้มีงบส่วนนี้เป็น 16,690 ล้านบาท ที่เหลือเป็นงบค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง พรรคละไม่เกิน 35 ล้านบาท เฉพาะพรรคที่ส่งผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งมีประมาณ 72 พรรค คิดเป็นงบประมาณ 2,500 ล้านบาท

 

[caption id="attachment_391700" align="aligncenter" width="503"] วิชญายุทธ บุญชิต วิชญายุทธ บุญชิต[/caption]

"ส่วนจะเกิดอะไรขึ้นหลังการเลือกตั้ง ต้องจับตาบรรยากาศหลังเลือกตั้ง และทิศทางนโยบายและกระบวนการงบประมาณปี 2563 หากมีความล่าช้า ไม่สามารถประกาศก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2562 อาจจะทำให้ใช้ได้เฉพาะงบประมาณจำเป็น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเติบโตไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ได้ ดังนั้น ต้องติดตามกระบวนการงบประมาณปี 2563 จะล่าช้า หรือ วงเงินมากน้อยแค่ไหน และการอนุมัติโครงการลงทุนสำคัญ ๆ อาจจะล่าช้าออกไปหรือไม่ แล้วค่อยมาดูตัวเลขจีดีพีอีกครั้งหนึ่ง"

อย่างไรก็ตาม ภาพจีดีพีปี 2561 ที่ขยายตัว 4.1% นั้น แม้จะตํ่ากว่าประมาณการ แต่ก็ถือว่าเป็นการขยายตัวมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนจากรัฐวิสาหกิจ สะท้อนความคืบหน้าโครงการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานขยายตัว 8.7% โดยมูลค่าจีดีพีรวมทั้งปี 2561 อยู่ที่ 16.32 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 15.45 ล้านล้านบาท ขณะที่ รายได้ต่อหัว เพิ่มเป็น 2.40 แสนบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 2.28 แสนบาท

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2562 ยังคงคาดว่า จะขยายตัว 4.0% จากกรอบ 3.5-4.5% โดยจะปรับประมาณการจีดีพีอีกครั้ง หลังมีความชัดเจนในเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศของจีนกับสหรัฐฯ และผลเลือกตั้งภายในประเทศ โดยประเด็นบริหารนโยบายเศรษฐกิจปี 2562 ควรให้ความสำคัญต่อภาคการส่งออกทั้งปี ให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5% และพยายามดึงนักท่องเที่ยวกลับมาให้เกิน 40 ล้านคน และมีรายรับจากการท่องเที่ยว 2.24 ล้านล้านบาท และภาครัฐเองควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนประจำปีงบประมาณ 2562 ให้ได้ไม่ตํ่ากว่า 70% การเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจไม่ตํ่ากว่า 80% บวกงบเหลื่อมปีไม่ตํ่ากว่า 75% และเบิกจ่ายเงินกู้นอกงบประมาณอีก 12,858.1 ล้านบาท และสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้


090861-1927-9-335x503-8-335x503-13-335x503

นอกจากนั้น ปัจจัยสนับสนุนยังมาจากแนวโน้มการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ขยายตัว 4.2% ตามรายได้และการจ้างงานที่ปรับตัวดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่มูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเพิ่มขึ้นและโครงการลงทุนสำคัญที่คืบหน้ามากขึ้น รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยคาดว่า มูลค่าส่งออกจะขยายตัว 4.1% การบริโภคเอกชนขยายตัว 4.2% และการลงทุนรวมขยายตัว 5.1% ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 0.5-1.5% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 6.2% ของจีดีพี

หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,446 วันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2562 ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว