
เอสซีจีตั้งเป้ารายได้โต5-5.5% สูงกว่าจีดีพีอาเซียนขยายตัว
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ คาดว่ารายได้จะเติบโตมากกว่าตัวเลขจีดีพีของอาเซียนที่คาดว่าในปีนี้จะเติบโต 5-5.5% แต่ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนหลายด้าน อาทิ เศรษฐกิจที่ผันผวน เงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งบริษัทมองว่าการบริหารความเสี่ยงคือทำให้บริษัทเข้มแข็ง เช่นการบริหารต้นทุน การนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ และสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้
[caption id="attachment_391035" align="aligncenter" width="335"]
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส[/caption]
โดยธุรกิจหลักของบริษัทคือปิโตรเคมี ราคาสินค้าที่ขายจะมีความผันผวนตามต้นทุนวัตถุดิบค่อนข้างาก ซึ่งส่วนต่างราคาแนฟทากับเม็ดพลาสติก(สเปรด) ปี 2561 อยู่ที่ 600-700 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ในปีนี้ทิศทางยังดูไม่ออกเพราะมีความไม่แน่นอนสูง
ขณะที่ทิศทางตลาดในอาเซียน ยังมองว่าไปได้ดี ภูมิภาคอาเซียนยังเติบโตมากเมื่อเทียบกับทั่วโลก จะเห็นได้ว่าประเทศรอบข้าง ด้านเศรษฐกิจยังไปได้ดี อย่งไรก็ตามกำลังการผลิตใหม่จากมาเลเซียจะเข้ามา คงกระทบบ้างแต่ยังมองว่าตลาดปิโตรเคมียังมีการเติบโตสูง
สำหรับในปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 6 หมื่นล้านบาท โดย 70% เป็นเงินลงทุนโครงการในต่างประเทศ เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.58 หมื่นล้านบาทในปีที่แล้ว ซึ่งจะเป็นการลงทุนในปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่เวียดนาม 3 หมื่นล้านบาท ,การลงทุนขยายกำลังการผลิตโอเลฟินส์ในไทย 2 หมื่นล้านบาท ตลอดจนการลงทุนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในฟิลิปปินส์ ,การลงทุนงานวิจัยและพัฒนา รวมถึงสตาร์ทอัพ 5 พันล้านบาท โดยเงินลงทุนดังกล่าวไม่นับรวมการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ที่เอสซีจียังคงมองหาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ รายได้ของเอสซีจี ล่าสุดรายได้จากการส่งออก รวมกับกำลังการผลิตในต่างประเทศ อยู่ที่ 45-55% อย่างไรก็ตามการลงทุนของเอสซีจีจะเน้นลงทุนในต่างประเทศเป็นหลักคิดเป็น 3 ต่อ 1 เนื่องจากโอกาสการลงทุนในแต่ละประเทศสูงมีสูง และสินค้าที่ผลิตมีตลาดในต่างประเทศมีศักยภาพสูง ดังนั้น บริษัทจึงยังเน้นตลาดอาเซียนเป็นหลัก
โดยเอสซีจีจะเน้น 2 กลยุทธ์หลักในปีนี้ คือ กลยุทธ์การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของเอสซีจีในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 9% ของยอดขาย ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับผลประกอบของอุตสาหกรรมในภาพรวม และกลยุทธ์การบริหารจัดการความเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มูลค่าเพิ่ม ก็จะมีการส่งมอบโซลูชั่นเพื่อตอบสนองลูกค้าได้อย่างเบ็ดเสร็จด้วย
ส่วนโครงการลงทุนในอีอีซี บริษัทลงทุนด้านโลจิสติกส์บ้างแต่ไม่มาก ไม่เน้นการลงทุนก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่จะเน้นด้านเซอร์วิสให้กับลูกค้ามากกว่า
[caption id="attachment_391035" align="aligncenter" width="335"]
โดยธุรกิจหลักของบริษัทคือปิโตรเคมี ราคาสินค้าที่ขายจะมีความผันผวนตามต้นทุนวัตถุดิบค่อนข้างาก ซึ่งส่วนต่างราคาแนฟทากับเม็ดพลาสติก(สเปรด) ปี 2561 อยู่ที่ 600-700 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แต่ในปีนี้ทิศทางยังดูไม่ออกเพราะมีความไม่แน่นอนสูง
ขณะที่ทิศทางตลาดในอาเซียน ยังมองว่าไปได้ดี ภูมิภาคอาเซียนยังเติบโตมากเมื่อเทียบกับทั่วโลก จะเห็นได้ว่าประเทศรอบข้าง ด้านเศรษฐกิจยังไปได้ดี อย่งไรก็ตามกำลังการผลิตใหม่จากมาเลเซียจะเข้ามา คงกระทบบ้างแต่ยังมองว่าตลาดปิโตรเคมียังมีการเติบโตสูง
สำหรับในปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 6 หมื่นล้านบาท โดย 70% เป็นเงินลงทุนโครงการในต่างประเทศ เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.58 หมื่นล้านบาทในปีที่แล้ว ซึ่งจะเป็นการลงทุนในปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่เวียดนาม 3 หมื่นล้านบาท ,การลงทุนขยายกำลังการผลิตโอเลฟินส์ในไทย 2 หมื่นล้านบาท ตลอดจนการลงทุนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในฟิลิปปินส์ ,การลงทุนงานวิจัยและพัฒนา รวมถึงสตาร์ทอัพ 5 พันล้านบาท โดยเงินลงทุนดังกล่าวไม่นับรวมการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ที่เอสซีจียังคงมองหาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ รายได้ของเอสซีจี ล่าสุดรายได้จากการส่งออก รวมกับกำลังการผลิตในต่างประเทศ อยู่ที่ 45-55% อย่างไรก็ตามการลงทุนของเอสซีจีจะเน้นลงทุนในต่างประเทศเป็นหลักคิดเป็น 3 ต่อ 1 เนื่องจากโอกาสการลงทุนในแต่ละประเทศสูงมีสูง และสินค้าที่ผลิตมีตลาดในต่างประเทศมีศักยภาพสูง ดังนั้น บริษัทจึงยังเน้นตลาดอาเซียนเป็นหลัก
โดยเอสซีจีจะเน้น 2 กลยุทธ์หลักในปีนี้ คือ กลยุทธ์การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของเอสซีจีในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 9% ของยอดขาย ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับผลประกอบของอุตสาหกรรมในภาพรวม และกลยุทธ์การบริหารจัดการความเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ซึ่งจะให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มูลค่าเพิ่ม ก็จะมีการส่งมอบโซลูชั่นเพื่อตอบสนองลูกค้าได้อย่างเบ็ดเสร็จด้วย
ส่วนโครงการลงทุนในอีอีซี บริษัทลงทุนด้านโลจิสติกส์บ้างแต่ไม่มาก ไม่เน้นการลงทุนก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่จะเน้นด้านเซอร์วิสให้กับลูกค้ามากกว่า






