thansettakij
thansettakij
UAC จัดทัพรุกหนักเจาะตลาดเมียนมา

UAC จัดทัพรุกหนักเจาะตลาดเมียนมา

16 มี.ค. 59 | 08:58 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มี.ค. 59 | 16:32 น.
[caption id="attachment_38642" align="aligncenter" width="335"] CHP ชัชพล ประสพโชค[/caption]

ยูเอซีโกลบอล เผยจัดทัพรุกเจาะตลาดเมียนมา มองโอกาสขยายตัวสูง เล็งเจรจาพันธมิตร เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ย้ำแผนรุก CLMV ต่อเนื่อง ขยายฐานลูกค้าเพิ่ม

นายชัชพล ประสพโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC เปิดเผยว่า  แผนการดำเนินงานธุรกิจเคมีภัณฑ์  ขณะนี้ยังคงดำเนินการตามแผนที่วางไว้ คือ นำผลิตภัณฑ์ของ UAPC ที่ผลิตในประเทศไปจำหน่ายยังต่างประเทศ อาทิ เมียนมา จะเป็นประเทศแรกที่กำลังเข้าไป  ซึ่งมองว่ายังมีโอกาสการขยายตัวได้อีกค่อนข้างมาก และจะขยายต่อไปยังกัมพูชา ลาว และ เวียดนาม ซึ่งทิศทางการขยายธุรกิจดังกล่าว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการนำตัวอย่างไปทดสอบ โดยมีทีมงานของบริษัทฯเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดในเรื่องของกระบวนการทดสอบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ อีกทั้งเพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มอีกในหลายประเทศ

ทั้งนี้ยังมีการเจรจากับทางพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น ตามแผนงานที่จะมุ่งเน้น ตลาดอินโดจีน หรือ CLMV เพื่อเป็นการพัฒนาส่วนของงานเทรดดิ้ง ให้เติบโตและแข็งแกร่งตามนโยบายของบริษัทฯ โดยในส่วนของแผนการขยายโรงงานนั้น ขณะนี้ UAPC อยู่ระหว่างการออกแบบ ประมูลหาผู้รับเหมา เพื่อสร้างเครื่องจักรที่ทันสมัยสามารถรองรับการผลิตได้เพิ่มอีก 10,000 ตัน/ปี  โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2017

“ทิศทางของการขยายธุรกิจด้านเคมีภัณฑ์นั้น บริษัทฯจะใช้ UAPC เป็น Flag ship ในการลงทุนต่อยอดด้านเคมีภัณฑ์ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและขยายไปสู่การผลิตเคมีภัณฑ์ สำหรับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันด้วย ส่วนแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับพันธมิตรเพื่อต่อยอดธุรกิจก็อยู่ระหว่างการศึกษาและ   เจรจา ตอนนี้ก็ขยายในส่วนโรงงานและกำลังการผลิตไปก่อนเพื่อรองรับตลาดใหม่ที่จะเพิ่มขึ้น” นายชัชพล กล่าว

บริษัทฯตั้งเป้ารายได้ปี 2559  ที่ระดับ 1,800 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีก่อน 1,544 ล้านบาท โดยมีรายได้มาจากธุรกิจเทรดดิ้ง และธุรกิจการผลิต ซึ่งในส่วนธุรกิจการผลิตนี้ คือ ธุรกิจจำหน่ายเคมีภัณฑ์ (UAPC) และธุรกิจพลังงานทดแทน ขณะที่บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็นระดับ 20-30% ในปี 61