
ลดความกังวล ... ในการสืบทอดธุรกิจ
หนึ่งในความล่าช้าที่สุดเมื่อถึงเวลาถ่ายโอนกิจการของธุรกิจครอบครัว ก็คือ การรับรู้ของคนรุ่นใหม่ที่ขาดความพร้อมนั่นเอง ซึ่งทำให้คนรุ่นอาวุโสอาจลังเลที่จะมอบอำนาจการบริหารให้ เพราะพวกเขากำลังมองหาสัญญาณของความคิดริเริ่มและการขับเคลื่อนในตัวผู้สืบทอดอยู่ โดยปกติทายาทรุ่นใหม่มักต้องผลักดันอย่างระมัดระวังเล็กน้อย เพื่อให้กระบวนการพัฒนาคนเหล่านี้มีความคืบหน้า เพราะถ้านิ่งเฉยเกินไป ก็อาจทำให้ผู้ร่วมงานยอมรับไปเองว่า ทายาทได้รับตำแหน่งมาด้วยสิทธิพิเศษ แทนที่จะเป็นความสามารถบางอย่างอันเป็นที่ยอมรับ ดังนั้น เพื่อบรรเทาความกังวลของคนรุ่นอาวุโส ทายาทรุ่นใหม่อาจเข้าร่วมในกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเตรียมตัวและแสดงความพร้อมสำหรับบทบาทการเป็นผู้นำคนสำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปกิจกรรมเหล่านี้มักอยู่ในรูปแบบดังต่อไปนี้
1.กระบวนการเป็นพี่เลี้ยงอย่างเป็นทางการ (Formal Mentoring) เรามักจะเห็นผู้นำรุ่นใหม่เข้าร่วมในกลุ่มการเรียนรู้แบบเพื่อนสอนเพื่อน (Peer-to-Peer Learning) มีองค์กรธุรกิจครอบครัวอยู่มากที่ใช้ระบบนี้ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ซึ่งรูปแบบการเรียนรู้แบบเพื่อนสอนเพื่อนนี้ จะทำให้แต่ละบุคคลได้แบ่งปันไอเดียและรับคำแนะนำจากผู้อื่นที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน และอีกแนวทางหนึ่ง คือ การพัฒนาความสัมพันธ์กับพี่เลี้ยง หรือ โค้ชธุรกิจ ที่ผู้นำรุ่นใหม่สามารถพบเจอได้เป็นประจำ โดยพี่เลี้ยงอาจเป็นคนในครอบครัวหรือมาจากภายนอกก็ได้ ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้จะทำให้ได้รับคำแนะนำแบบตัวต่อตัวเพิ่มเติม รวมถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของผู้อื่นและได้รับมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับธุรกิจและครอบครัวอีกด้วย
2.การหาประสบการณ์ (Experience) อีกวิธีหนึ่งในการพัฒนาทักษะโดยใช้ประโยชน์จากความรู้และประสบการณ์ของผู้อื่น นั่นคือ การใช้คณะกรรมการ ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการที่ปรึกษาที่ประกอบด้วยสมาชิกในครอบครัวรุ่นอาวุโส บุคคลภายนอกครอบครัว และที่ปรึกษา โดยคนกลุ่มนี้จะมีการประชุมกันเป็นประจำและทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับไอเดียและปัญหาต่าง ๆ รวมถึงมอบระดับหน้าที่รับผิดชอบให้กับทายาทรุ่นใหม่ ทั้งนี้ คณะกรรมการมักจะตั้งขึ้นภายหลังจากการถ่ายโอนกิจการแล้ว เมื่อคนรุ่นอาวุโสต้องการมีบทบาทต่อเนื่องในธุรกิจที่ไม่ใช่ในฐานะผู้บริหารแล้ว นอกจากนี้ อย่าประเมินค่าการหมุนเวียนงานในแผนกต่าง ๆ ของธุรกิจตํ่าเกินไป เพราะการได้สัมผัสกับงานด้านปฏิบัติการ การขาย และการบริหาร จะมีคุณค่ามากสำหรับคนที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ซึ่งไม่เพียงจะให้ประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการทำงานภายในของธุรกิจด้วย โดยความรู้เหล่านี้จะสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีคุณค่าอย่างแท้จริงในภายหลัง เมื่อทายาทรุ่นใหม่ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำและทำการตัดสินใจที่มีผลต่อธุรกิจ
3.การศึกษาเพิ่มเติม (Additional Education) การศึกษาในระดับการศึกษาขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น MBA หรือ ปริญญาอื่น ๆ ในสาขาที่เกี่ยวข้อง เป็นวิธีที่ดีสำหรับการศึกษาในระบบ เพราะไม่เพียงได้รับการศึกษาในระดับสูงที่จำเป็นต่อการบริหารธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่จะสร้างเครือข่ายมืออาชีพที่กว้างขึ้นไปพร้อมกันด้วย ซึ่งระดับการศึกษาขั้นสูงเหล่านี้เป็นการลงทุนเพิ่มขึ้นทั้งในรูปของเงินและเวลา เนื่องจากอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จ แต่ก็มักเป็นการลงทุนคุ้มค่าเสมอ อย่างไรก็ตาม นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าชีวิตของคุณขณะนั้นอยู่ในระยะไหนด้วย เพราะการที่จะเข้าศึกษาในระดับการศึกษาขั้นสูงหลายปีอาจไม่สามารถทำได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ยังมีทางเลือกอื่น คือ เข้าร่วมกิจกรรมการสร้างความมีส่วนร่วมขนาดเล็กที่หลากหลาย ซึ่งสามารถทำได้เพิ่มเติมอยู่เสมอ รวมถึงการเข้าร่วมสัมมนาเชิงธุรกิจและภาวะผู้นำ การอ่านหนังสือ หรือ ฟังพอดแคสต์ในหัวข้อที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้อาจเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการได้เรียนรู้ตามเป้าหมายได้ แต่มีราคาตํ่ากว่าอีกด้วย
จากที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นจะเห็นได้ว่า มีกิจกรรมหลากหลายที่ทายาทรุ่นใหม่สามารถเข้าร่วมเพื่อการพัฒนาตนเองได้ในขณะที่เตรียมการถ่ายโอนกิจการ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลให้มีผู้นำที่รอบรู้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยบรรเทาความรู้สึกกังวลบางอย่างของคนรุ่นอาวุโส และทำให้กระบวนการถ่ายโอนกิจการผ่านไปได้อย่างราบรื่นอีกด้วย
หน้า 31 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3441 ระหว่างวันที่ 3-6 กุมภาพันธ์ 2562
1.กระบวนการเป็นพี่เลี้ยงอย่างเป็นทางการ (Formal Mentoring) เรามักจะเห็นผู้นำรุ่นใหม่เข้าร่วมในกลุ่มการเรียนรู้แบบเพื่อนสอนเพื่อน (Peer-to-Peer Learning) มีองค์กรธุรกิจครอบครัวอยู่มากที่ใช้ระบบนี้ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ซึ่งรูปแบบการเรียนรู้แบบเพื่อนสอนเพื่อนนี้ จะทำให้แต่ละบุคคลได้แบ่งปันไอเดียและรับคำแนะนำจากผู้อื่นที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน และอีกแนวทางหนึ่ง คือ การพัฒนาความสัมพันธ์กับพี่เลี้ยง หรือ โค้ชธุรกิจ ที่ผู้นำรุ่นใหม่สามารถพบเจอได้เป็นประจำ โดยพี่เลี้ยงอาจเป็นคนในครอบครัวหรือมาจากภายนอกก็ได้ ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้จะทำให้ได้รับคำแนะนำแบบตัวต่อตัวเพิ่มเติม รวมถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของผู้อื่นและได้รับมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับธุรกิจและครอบครัวอีกด้วย
2.การหาประสบการณ์ (Experience) อีกวิธีหนึ่งในการพัฒนาทักษะโดยใช้ประโยชน์จากความรู้และประสบการณ์ของผู้อื่น นั่นคือ การใช้คณะกรรมการ ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการที่ปรึกษาที่ประกอบด้วยสมาชิกในครอบครัวรุ่นอาวุโส บุคคลภายนอกครอบครัว และที่ปรึกษา โดยคนกลุ่มนี้จะมีการประชุมกันเป็นประจำและทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับไอเดียและปัญหาต่าง ๆ รวมถึงมอบระดับหน้าที่รับผิดชอบให้กับทายาทรุ่นใหม่ ทั้งนี้ คณะกรรมการมักจะตั้งขึ้นภายหลังจากการถ่ายโอนกิจการแล้ว เมื่อคนรุ่นอาวุโสต้องการมีบทบาทต่อเนื่องในธุรกิจที่ไม่ใช่ในฐานะผู้บริหารแล้ว นอกจากนี้ อย่าประเมินค่าการหมุนเวียนงานในแผนกต่าง ๆ ของธุรกิจตํ่าเกินไป เพราะการได้สัมผัสกับงานด้านปฏิบัติการ การขาย และการบริหาร จะมีคุณค่ามากสำหรับคนที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ซึ่งไม่เพียงจะให้ประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการทำงานภายในของธุรกิจด้วย โดยความรู้เหล่านี้จะสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีคุณค่าอย่างแท้จริงในภายหลัง เมื่อทายาทรุ่นใหม่ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำและทำการตัดสินใจที่มีผลต่อธุรกิจ
3.การศึกษาเพิ่มเติม (Additional Education) การศึกษาในระดับการศึกษาขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น MBA หรือ ปริญญาอื่น ๆ ในสาขาที่เกี่ยวข้อง เป็นวิธีที่ดีสำหรับการศึกษาในระบบ เพราะไม่เพียงได้รับการศึกษาในระดับสูงที่จำเป็นต่อการบริหารธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่จะสร้างเครือข่ายมืออาชีพที่กว้างขึ้นไปพร้อมกันด้วย ซึ่งระดับการศึกษาขั้นสูงเหล่านี้เป็นการลงทุนเพิ่มขึ้นทั้งในรูปของเงินและเวลา เนื่องจากอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะสำเร็จ แต่ก็มักเป็นการลงทุนคุ้มค่าเสมอ อย่างไรก็ตาม นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าชีวิตของคุณขณะนั้นอยู่ในระยะไหนด้วย เพราะการที่จะเข้าศึกษาในระดับการศึกษาขั้นสูงหลายปีอาจไม่สามารถทำได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ยังมีทางเลือกอื่น คือ เข้าร่วมกิจกรรมการสร้างความมีส่วนร่วมขนาดเล็กที่หลากหลาย ซึ่งสามารถทำได้เพิ่มเติมอยู่เสมอ รวมถึงการเข้าร่วมสัมมนาเชิงธุรกิจและภาวะผู้นำ การอ่านหนังสือ หรือ ฟังพอดแคสต์ในหัวข้อที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้อาจเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการได้เรียนรู้ตามเป้าหมายได้ แต่มีราคาตํ่ากว่าอีกด้วย
จากที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นจะเห็นได้ว่า มีกิจกรรมหลากหลายที่ทายาทรุ่นใหม่สามารถเข้าร่วมเพื่อการพัฒนาตนเองได้ในขณะที่เตรียมการถ่ายโอนกิจการ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลให้มีผู้นำที่รอบรู้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยบรรเทาความรู้สึกกังวลบางอย่างของคนรุ่นอาวุโส และทำให้กระบวนการถ่ายโอนกิจการผ่านไปได้อย่างราบรื่นอีกด้วย
หน้า 31 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3441 ระหว่างวันที่ 3-6 กุมภาพันธ์ 2562






