
ไอไนน์สยายปีกรุกอาเซียนหาพันธมิตร บุกงานอีเวนต์รับนักลงทุนปั้นแบรนด์
ไอ ไนน์ ขยายตลาดอีเวนต์แถบอาเซียน เล็ง เมียนมา สปป.ลาว เผยงานในประเทศอิ่มตัว เร่งปรับแผนเน้นดิจิตอล หาลูกค้าใหม่มากขึ้น ตั้งเป้าสิ้นปีโต 20%
[caption id="attachment_38553" align="aligncenter" width="356"]
นพัฐห์ ปูคะวนัช
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ-ไนน์ จำกัด[/caption]
นางสาวนพัฐห์ ปูคะวนัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ-ไนน์ จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทวางแผนขยายธุรกิจอีเวนต์สู่ตลาดต่างประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียน อาทิ สปป.ลาว และเมียนมา โดยจะเป็นการร่วมทุนกับบริษัทผู้นำด้านอีเวนต์ของประเทศดังกล่าว เนื่องจากเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนระดับบน ประกอบกับอุตสาหกรรมกำลังเติบโต และการมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เข้าไปจำนวนมากย่อมมีความต้องการเครื่องมือการตลาดด้านต่างๆ เข้าไปช่วยเสริม เช่น อีเวนต์ เป็นต้น
ปัจจุบันตลาดอีเวนต์ในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาวและเมียนมากำลังอยู่ในช่วงการเติบโต เนื่องจากมีแบรนด์และนักลงทุนจำนวนมากเข้าไปทำธุรกิจ แต่สิ่งที่สำคัญแบรนด์ต่างๆเหล่านี้ต้องการคือเครื่องมือการตลาด ที่สามารถสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์แบรนด์ไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง และกลุ่มเป้าหมายของบริษัทในตลาดต่างประเทศ เป็นกลุ่มระดับบนเนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง
“ที่ผ่านมาบริษัทสังเกตเห็นแบรนด์สินค้ากลุ่มความงาม เข้าไปตั้งออฟฟิศและทำธุรกิจใน 2 ประเทศนี้อย่างมาก รวมถึงกลุ่มอาหารแช่แข็ง ที่เริ่มได้รับความนิยมจากภัตตาคารอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณบอกถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดี และเป็นประเทศที่กำลังเติบโต”
ส่วนตลาดในประเทศ บริษัทยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันจะเร่งขยายงานโดยการหาลูกค้าใหม่ให้เพิ่มขึ้นเท่าตัวหรือประมาณ 15 ราย จากปัจจุบันฐานลูกค้าเดิมของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 15-20 ราย ซึ่งกลุ่มที่จะเน้นให้ความสำคัญ ได้แก่ กลุ่มความงาม การแพทย์ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ เป็นต้น เนื่องจากกลุ่มสินค้าดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคมีความต้องการต่อเนื่อง
นอกจากนี้บริษัทจะเน้นงานดิจิตอล โดยจะตั้งทีมงานเฉพาะที่ดูแลงานนี้โดยตรง เพื่อตอบรับกับเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และสนใจเรื่องของเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงรองรับแบรนด์ต่างๆ ที่เป็นลูกค้า ทั้งนี้ในด้านรายได้ของบริษัทปี 2558 เติบโตกว่า 50% เนื่องจากรายได้จากปี 2554 เลื่อนมาไว้ในปีก่อนส่วนใหญ่ส่งผลให้รายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ 100 % ขณะที่ปีนี้หลังจากที่เตรียมขยายงานไปตลาดต่างประเทศ บริษัทคาดการณ์รายได้ปีนี้จะเติบโตกว่า 20% ซึ่งจะมีรายได้จากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10%
สำหรับช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอีเวนต์ค่อนข้างแข่งขันกันอย่างรุนแรง หากผู้ประกอบการรายใดที่ต่างคนต่างอยู่ในยุคนี้ย่อมอยู่ยาก โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นขนาดเล็ก ดังนั้นธุรกิจนี้จึงต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด
“ที่ผ่านมาภาพรวมอุตสาหกรรมอีเวนต์ในประเทศค่อนข้างอิ่มตัว และมีผู้ประกอบการหลายรายปรับแผนธุรกิจจำนวนมาก โดยแผนการปรับตัวในสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ได้แก่ 1.ขยายงานองค์กรเพิ่มในส่วนดิจิตอล 2.ร่วมมือกับบริษัทต่างๆ มากขึ้น และ 3.ลดต้นทุนด้านต่างๆ โดยเฉพาะบุคลากร เช่นเดียวกับบริษัทที่ผ่านมาได้มีการลดบุคลากรไปบ้างรวมถึงต้องมีทีมวิ่งหาลูกค้าเดิมและใหม่ให้มากขึ้น”
ปัจจุบันบริษัท ก่อตั้งมานานกว่า 20 ปี มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดงาน อีเวนต์โดยมีผลงาน อาทิ เปิดตัว ซานโตรินี พาร์ค ชะอำ, L'Oreal Paris Cannes Press Conference อื่นๆ เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,140 วันที่ 17 - 19 มีนาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_38553" align="aligncenter" width="356"]
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ-ไนน์ จำกัด[/caption]
นางสาวนพัฐห์ ปูคะวนัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอ-ไนน์ จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า บริษัทวางแผนขยายธุรกิจอีเวนต์สู่ตลาดต่างประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียน อาทิ สปป.ลาว และเมียนมา โดยจะเป็นการร่วมทุนกับบริษัทผู้นำด้านอีเวนต์ของประเทศดังกล่าว เนื่องจากเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนระดับบน ประกอบกับอุตสาหกรรมกำลังเติบโต และการมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เข้าไปจำนวนมากย่อมมีความต้องการเครื่องมือการตลาดด้านต่างๆ เข้าไปช่วยเสริม เช่น อีเวนต์ เป็นต้น
ปัจจุบันตลาดอีเวนต์ในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาวและเมียนมากำลังอยู่ในช่วงการเติบโต เนื่องจากมีแบรนด์และนักลงทุนจำนวนมากเข้าไปทำธุรกิจ แต่สิ่งที่สำคัญแบรนด์ต่างๆเหล่านี้ต้องการคือเครื่องมือการตลาด ที่สามารถสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์แบรนด์ไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง และกลุ่มเป้าหมายของบริษัทในตลาดต่างประเทศ เป็นกลุ่มระดับบนเนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง
“ที่ผ่านมาบริษัทสังเกตเห็นแบรนด์สินค้ากลุ่มความงาม เข้าไปตั้งออฟฟิศและทำธุรกิจใน 2 ประเทศนี้อย่างมาก รวมถึงกลุ่มอาหารแช่แข็ง ที่เริ่มได้รับความนิยมจากภัตตาคารอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณบอกถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดี และเป็นประเทศที่กำลังเติบโต”
ส่วนตลาดในประเทศ บริษัทยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันจะเร่งขยายงานโดยการหาลูกค้าใหม่ให้เพิ่มขึ้นเท่าตัวหรือประมาณ 15 ราย จากปัจจุบันฐานลูกค้าเดิมของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 15-20 ราย ซึ่งกลุ่มที่จะเน้นให้ความสำคัญ ได้แก่ กลุ่มความงาม การแพทย์ แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ เป็นต้น เนื่องจากกลุ่มสินค้าดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคมีความต้องการต่อเนื่อง
นอกจากนี้บริษัทจะเน้นงานดิจิตอล โดยจะตั้งทีมงานเฉพาะที่ดูแลงานนี้โดยตรง เพื่อตอบรับกับเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และสนใจเรื่องของเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงรองรับแบรนด์ต่างๆ ที่เป็นลูกค้า ทั้งนี้ในด้านรายได้ของบริษัทปี 2558 เติบโตกว่า 50% เนื่องจากรายได้จากปี 2554 เลื่อนมาไว้ในปีก่อนส่วนใหญ่ส่งผลให้รายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ 100 % ขณะที่ปีนี้หลังจากที่เตรียมขยายงานไปตลาดต่างประเทศ บริษัทคาดการณ์รายได้ปีนี้จะเติบโตกว่า 20% ซึ่งจะมีรายได้จากในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10%
สำหรับช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอีเวนต์ค่อนข้างแข่งขันกันอย่างรุนแรง หากผู้ประกอบการรายใดที่ต่างคนต่างอยู่ในยุคนี้ย่อมอยู่ยาก โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นขนาดเล็ก ดังนั้นธุรกิจนี้จึงต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด
“ที่ผ่านมาภาพรวมอุตสาหกรรมอีเวนต์ในประเทศค่อนข้างอิ่มตัว และมีผู้ประกอบการหลายรายปรับแผนธุรกิจจำนวนมาก โดยแผนการปรับตัวในสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ได้แก่ 1.ขยายงานองค์กรเพิ่มในส่วนดิจิตอล 2.ร่วมมือกับบริษัทต่างๆ มากขึ้น และ 3.ลดต้นทุนด้านต่างๆ โดยเฉพาะบุคลากร เช่นเดียวกับบริษัทที่ผ่านมาได้มีการลดบุคลากรไปบ้างรวมถึงต้องมีทีมวิ่งหาลูกค้าเดิมและใหม่ให้มากขึ้น”
ปัจจุบันบริษัท ก่อตั้งมานานกว่า 20 ปี มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดงาน อีเวนต์โดยมีผลงาน อาทิ เปิดตัว ซานโตรินี พาร์ค ชะอำ, L'Oreal Paris Cannes Press Conference อื่นๆ เป็นต้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,140 วันที่ 17 - 19 มีนาคม พ.ศ. 2559






