thansettakij
thansettakij
สแกน! "5 เมืองเอก" นำเข้า "ข้าว" ของจีน ชี้ช่องไทยชิงตลาดแข่ง 'เวียดนาม'

สแกน! "5 เมืองเอก" นำเข้า "ข้าว" ของจีน ชี้ช่องไทยชิงตลาดแข่ง 'เวียดนาม'

11 ม.ค. 62 | 07:34 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ม.ค. 62 | 12:45 น.
พาณิชย์สแกนเมืองเอกจีน! ชี้ช่องชาวนาไทยรวมกลุ่มรูปสหกรณ์รุกส่งออก 5 เมืองหลัก ระบุ ยังมีโอกาสตลาดอีกกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ผ่าน 3 ช่องทาง ทั้งออฟไลน์-ออนไลน์ แข่งเวียดนามเจ้าตลาด

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลการศึกษาของ สนค. โดยวิธีเปรียบเทียบความสามารถทางการแข่งขันการส่งออกข้าวไทยในตลาดโลกกับความสามารถการแข่งขันในเมืองสำคัญของจีน เพื่อหาช่องว่างที่ไทยจะสามารถส่งออกข้าวไปจีนได้เพิ่ม พบว่า มี 5 เมืองสำคัญของจีนที่มีศักยภาพ ได้แก่ เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว หนิงโป และอู่ฮั่น ซึ่งมีมูลค่านำเข้าข้าวรวมคิดเป็น 80% ของการนำเข้าข้าวทั้งหมดของประเทศจีน การศึกษาครั้งนี้สามารถต่อยอดกับแนวความคิด "การเป็นชาวนามืออาชีพ" และ "ตลาดนำการผลิต" ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าข้าวไปยังประเทศจีนมากขึ้น รวมทั้งชี้เป้าให้เห็นถึงโอกาสการค้าข้าวสำหรับพี่น้องชาวนา สร้างแรงจูงใจในการยกระดับ จากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้ผลิต ได้มีโอกาสปลดล็อกตัวเองก้าวเข้าสู่บทบาทผู้ส่งออก โดยเฉพาะการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ เป็นต้น


ส่งออกข้าว2

สำหรับผลการศึกษาพบประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.การส่งออกข้าวของไทยไปยังจีนมีมูลค่าทั้งหมด 544.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (มูลค่าปี 2560) โดยจีนเป็นตลาดส่งออกข้าวลำดับที่ 2 ของไทย (ระหว่างปี 2558-2560) รองจากเบนิน การส่งออกไปยัง 5 เมืองสำคัญของจีน ได้แก่ เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว หนิงโป และอู่ฮั่น มีมูลค่ารวมถึง 448.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 82.4% ของมูลค่าการส่งออกข้าวจากไทยไปจีนทั้งหมด ด้านการนำเข้าข้าวของ 5 เมืองดังกล่าว พบว่า โตขึ้นถึง 7.5 เท่า ภายในระยะเวลา 10 ปี แต่ไทยมีสัดส่วนแบ่งตลาดลดน้อยลง จากปี 2551 ไทยมีส่วนแบ่งตลาดกว่า 90% แต่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 30% ขณะที่ เวียดนามมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น จนมาอยู่ที่ประมาณ 53% ในปัจจุบัน

2.ไทยสามารถส่งออกข้าวไปยัง 5 เมืองดังกล่าวเพิ่มขึ้น มีมูลค่าสูงถึง 223.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันที่ส่งออกต่ำกว่าศักยภาพ หรือยังสามารถส่งเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการแข่งขัน แบ่งเป็น การส่งออกไปเมืองเซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว หนิงโป และอู่ฮั่น เป็นมูลค่า 110.99, 47.47, 44.08, 12.12 และ 8.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ตามลำดับ) ทั้งนี้ ทั้ง 5 เมือง มีรายได้ต่อหัวอยู่ในเกณฑ์สูง โดยมีประชากรรวมกันประมาณ 63 ล้านคน


ส่งออกข้าว

"เซินเจิ้น" ไทยมีโอกาสส่งออกข้าวเพิ่มอีก 110.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบัน ไทยส่งออกข้าวไปเซินเจิ้น 241.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 44.32% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกข้าวไปจีน และมีส่วนแบ่งตลาด 33.26% ของมูลค่าการนำเข้าข้าวของเซินเจิ้น โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 2 รองจากเวียดนาม ทั้งนี้ เซินเจิ้นมีประชากร 10 ล้านคน และ GDP มีมูลค่า 332.33 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 3 ของจีน

"เซี่ยงไฮ้" ไทยมีโอกาสส่งออกข้าวเพิ่มอีก 47.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบัน ไทยส่งออกข้าวไปเซี่ยงไฮ้ 114.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 21.11% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกข้าวไปจีน และมีส่วนแบ่งตลาด 29.63% โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 2 รองจากเวียดนาม ทั้งนี้ เซี่ยงไฮ้มีประชากร 23 ล้านคน และ GDP มีมูลค่า 446.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 1 ของจีน

"กว่างโจว" ไทยมีโอกาสส่งออกข้าวเพิ่มอีก 44.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบัน ไทยส่งออกข้าวไปกว่างโจว 48.78 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 8.96% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกข้าวไปจีน และมีส่วนแบ่งตลาด 26.03% โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 2 รองจากเวียดนาม ทั้งนี้ กว่างโจวมีประชากร 12.7 ล้านคน และ GDP มีมูลค่า 318.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 4 ของจีน

"หนิงโป" ไทยมีโอกาสส่งออกข้าวเพิ่มอีก 12.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจุบัน ไทยส่งออกข้าวไปหนิงโป 16.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 3.02% ของมูลค่าที่ไทยส่งออกข้าวไปจีน และมีส่วนแบ่งตลาด 15.34% โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 2 รองจากเวียดนาม ทั้งนี้ หนิงโปมีประชากร 7.6 ล้านคน และ GDP มีมูลค่า 145.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐญ เป็นอันดับที่ 15 ของจีน

"อู่ฮั่น" ไทยมีโอกาสส่งออกข้าวเพิ่มอีก 8.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปัจจุบัน ไทยส่งออกข้าวไปอู่ฮั่น 27.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 5.02 ของมูลค่าที่ไทยส่งออกข้าวไปจีน และมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 24.47 โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 2 รองจากเวียดนาม ทั้งนี้ อู่ฮั่นมีประชากร 9.7 ล้านคน และ GDP มีมูลค่า 198.62 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 9 ของจีน

ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า การุกตลาดข้าวในจีนควรวางยุทธศาสตร์ไว้ 3 ด้านหลัก คือ 1.การส่งเสริมการค้าออฟไลน์ (Off-Line) ส่งเสริมสินค้าเพื่อสุขภาพและราคาสูงอย่าง "สินค้าข้าวออแกนิกส์" เนื่องจากทั้ง 5 เมือง มีรายได้ต่อหัวสูง ร่วมมือกับผู้นำเข้าท้องถิ่นในการขยายตลาดและการแสดงสินค้าตามจุดยุทธศาสตร์ รวมทั้งเน้นส่งเสริมการทำการค้าแบบรัฐต่อรัฐ (G2G)


ส่งออกข้าว3

2.การส่งเสริมการค้าออนไลน์ (On-Line) เน้นส่งเสริมการค้าที่เข้าถึงผู้บริโภครายย่อยของจีนด้วยแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ โดยเฉพาะการส่งเสริมการค้าแบบสหกรณ์การเกษตรของไทยกับอี-คอมเมิร์ซของจีน ในลักษณะเดียวกันกับการขายทุเรียน นอกจากนี้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้ง "ต้นน้ำ" เน้นจัดทำบรรจุภัณฑ์เป็นภาษาจีน เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด, "กลางน้ำ" ส่งเสริมการเรียนรู้การทำตลาดสินค้าออนไลน์ และ "ปลายน้ำ" ทำการตลาดในประเทศจีนตามเมืองเป้าหมาย สร้างการรับรู้ต่อข้าวไทย ซึ่งมีความหลากหลาย และชูจุดเด่นด้านคุณภาพที่คัดสรรแล้วของข้าวไทย เป็นต้น

3.ส่งเสริมการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับแนวคิด "แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2559-2563) ของจีน" ทั้งเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร ข้อมูลที่ครบถ้วน อาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รูปทรงทันสมัย รวมทั้งยังมีโอกาสค้าขายสินค้าเด็กทารกและเด็กแรกเกิดมากขึ้น หลังจากจีนได้ยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว ซึ่งคาดว่าจะทำให้จำนวนเด็กแรกเกิดเพิ่มขึ้นด้วย

"กระแสอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (Cross-Border e-Commerce) ที่เติบโตขึ้นอย่างมากในจีน เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการค้าขาย เมื่อรวมกับสินค้าข้าวที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับทั่วโลกของไทย จึงเป็นโอกาสทองสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ที่จะสร้างรายได้จากการค้าขายข้าวด้วยตนเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะการรวมกลุ่มกันเพื่อส่งออก ซึ่งขอยกตัวอย่างความสำเร็จในการส่งออกทุเรียน ที่ล่าสุด สหกรณ์ชาวสวนผลไม้ 12 แห่ง ใน 3 จังหวัด "ระยอง จันทบุรี และตราด" ได้มีการเจรจาการค้ากับบริษัทอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน เพื่อส่งออกทุเรียนในช่วง มี.ค."

ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว