
ความเชื่อมั่นผู้บริโภค "ลดลง" ต่อเนื่อง เหตุกังวล "สงครามการค้า"
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 หลังประชาชนกังวลผลกระทบจากสงครามการค้าและการเมืองยังไม่มีความชัดเจน คาดผลกระทบจากพายุปาบึกไม่ยาวนาน แต่กระทบระยะสั้นจากการหยุดการเดินทาง ในช่วง 3-5 วัน มูลค่าความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 พันล้านบาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ธ.ค. 2561 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 มาอยู่ที่ระดับ 79.4 จากเดือนก่อนหน้าที่ 80.5 เนื่องจากผู้บริโภครู้สึกว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้อำนาจซื้อน้อยลง และราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดทรงตัวระดับต่ำ รวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง และสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีนที่ยังมีปัญหาอยู่ จนส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนชะลอลง ทำให้กำลังซื้อในปัจจุบันชะลอตัวลง ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งค่าดัชนียังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติที่ระดับ 100 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังมีความกังวลถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมที่ยังฟื้นตัวไม่มาก
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีปัจจัยบวกมากขึ้น หลังจากรัฐบาลมีมาตรกรกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการยกเว้นค่าธรรมเนียม Visa on Arrival และปัญหาสงครามการค้าเริ่มมีการเจรจากัน ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรหลายรายการเริ่มปรับตัวดีขึ้น เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด และช่วงสิ้นปีประชาชนมีการเฉลิมฉลองตามเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งรัฐบาลออกมาตรการช็อปช่วยชาติและการโอนเงินสดเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลบวกต่อการจับจ่ายเพิ่มขึ้น และการท่องเที่ยวก็มีนักท่องเที่ยว ทั้งจีนเริ่มกลับมา และประเทศอื่น ๆ ก็มาเที่ยวไทยมากขึ้น ซึ่งแม้จะมีปัจจัยบวก แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบมากนัก ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงถูกกดดันต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2562
[caption id="attachment_369802" align="aligncenter" width="503"]
ธนวรรธน์ พลวิชัย[/caption]
ทั้งนี้ หากมีการเลือกตั้งเดือน ก.พ. เม็ดเงินจะผูกพันกับทิศทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จากกิจกรรมการหาเสียง ถ้าเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก็จะทำให้เกิดสูญญากาศในไตรมาสที่ 1 ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงฟื้นตัวช้าออกไป ขณะที่ เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่า จะอยู่ในกรอบ 4-4.2% โดยมีปัจจัยบวก ประกอบด้วย การส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 5 มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 1 หรือ ช่วงไตรมาสที่ 2 ทำให้จะมีเงินลงทุนเข้ามาเร็ว มีการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องตาม คือ ทางออกสงครามการค้าและสถานการณ์ราคาน้ำมัน เป็นต้น
สำหรับผลกระทบจากพายุปาบึก คาดว่าไม่กระทบยาวนานต่อการท่องเที่ยวของภาคใต้ในภาพรวม แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจกระทบระยะสั้นจากการหยุดการเดินทางในช่วง 3-5 วัน มูลค่าความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 พันล้านบาท ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความยาวนานของพายุที่เกิดขึ้น แต่จะไม่กระทบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของภาคใต้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ธ.ค. 2561 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 มาอยู่ที่ระดับ 79.4 จากเดือนก่อนหน้าที่ 80.5 เนื่องจากผู้บริโภครู้สึกว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้อำนาจซื้อน้อยลง และราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดทรงตัวระดับต่ำ รวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง และสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีนที่ยังมีปัญหาอยู่ จนส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนชะลอลง ทำให้กำลังซื้อในปัจจุบันชะลอตัวลง ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งค่าดัชนียังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติที่ระดับ 100 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังมีความกังวลถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมที่ยังฟื้นตัวไม่มาก
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีปัจจัยบวกมากขึ้น หลังจากรัฐบาลมีมาตรกรกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านการยกเว้นค่าธรรมเนียม Visa on Arrival และปัญหาสงครามการค้าเริ่มมีการเจรจากัน ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรหลายรายการเริ่มปรับตัวดีขึ้น เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด และช่วงสิ้นปีประชาชนมีการเฉลิมฉลองตามเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งรัฐบาลออกมาตรการช็อปช่วยชาติและการโอนเงินสดเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลบวกต่อการจับจ่ายเพิ่มขึ้น และการท่องเที่ยวก็มีนักท่องเที่ยว ทั้งจีนเริ่มกลับมา และประเทศอื่น ๆ ก็มาเที่ยวไทยมากขึ้น ซึ่งแม้จะมีปัจจัยบวก แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบมากนัก ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงถูกกดดันต่อเนื่องในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2562
[caption id="attachment_369802" align="aligncenter" width="503"]
ทั้งนี้ หากมีการเลือกตั้งเดือน ก.พ. เม็ดเงินจะผูกพันกับทิศทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จากกิจกรรมการหาเสียง ถ้าเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก็จะทำให้เกิดสูญญากาศในไตรมาสที่ 1 ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงฟื้นตัวช้าออกไป ขณะที่ เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่า จะอยู่ในกรอบ 4-4.2% โดยมีปัจจัยบวก ประกอบด้วย การส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 5 มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 1 หรือ ช่วงไตรมาสที่ 2 ทำให้จะมีเงินลงทุนเข้ามาเร็ว มีการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องตาม คือ ทางออกสงครามการค้าและสถานการณ์ราคาน้ำมัน เป็นต้น
สำหรับผลกระทบจากพายุปาบึก คาดว่าไม่กระทบยาวนานต่อการท่องเที่ยวของภาคใต้ในภาพรวม แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจกระทบระยะสั้นจากการหยุดการเดินทางในช่วง 3-5 วัน มูลค่าความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 พันล้านบาท ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความยาวนานของพายุที่เกิดขึ้น แต่จะไม่กระทบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของภาคใต้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้






