
กลุ่มเซ็นทรัล โกยขายขายปี 58 กว่า 2.8 แสนล้านบาท
กลุ่มเซ็นทรัล เผยผลประกอบการ ปี 2558 และทิศทางการตลาด ประจำปี 2559
ขยายการลงทุนในประเทศ เปิดศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านค้า และแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จของการลงทุนในยุโรป สร้างยอดขายให้กลุ่มเซ็นทรัลอย่างงดงาม และสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย ในฐานะห้างสรรพสินค้าของคนไทย พร้อมเผยแนวโน้มทางธุรกิจ
การรุกขยายของเซ็นทารา โฮเท็ล แอนด์ รีสอร์ท ไปยังต่างประเทศ
การผสานผลังร่วมกับภาครัฐ ในการสนับสนุนแนวคิด ประชารัฐ เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม
1.ภายในประเทศ (Domestic)
1.1.ผลประกอบการ ปี 2558
- กลุ่มเซ็นทรัลมีผลประกอบการในปี 2558 ยอดขาย 283,450 ล้านบาท คิดเป็น
อัตราการเจริญเติบโต 13.5 % (เทียบกับปี 2557 มียอดขาย 249,548 ล้านบาท)
- ขณะที่ GDP เติบโต 3.7 %
1.2.เป้าหมายทางการตลาดในปี 2559
- ปี 59 ตั้งเป้าเติบโต 18.9% คิดเป็นยอดขายและรายได้ราว 337,040 ล้านบาท
- งบการลงทุน 39,000 ล้านบาท
1.3.การลงทุนในประเทศ
1.3.1 ศูนย์การค้า
-เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช ปลายเดือน ส.ค. 59
ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกของจังหวัด พื้นที่โครงการกว่า 125,000 ตร.ม. มูลค่าการลงทุน 3,500 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพสูง พร้อมนำทัพธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลปักธงครบครัน นำด้วยห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการแบรนด์ที่หลากหลายและร้านค้าในศูนย์ฯ กว่า 300 ร้านค้า เพื่อรองรับกำลังซื้อมหาศาลในจังหวัดที่มีประชากรสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของภาคใต้ ซึ่งจะโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต
-เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา (โคราช) ภายในปี 59
ไลฟ์สไตล์ช้อปปิ้งคอมเพล็กซ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ โคราช โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการออกแบบระดับโลก บนโลเคชั่นศักยภาพสูง เปรียบเสมือนเป็นประตูเชื่อมสู่ภาคอีสานของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน คับคั่งด้วย แฟชั่นแบรนด์ทั้งไทยและอินเตอร์ และร้านอาหารชั้นนำ กว่า 400 ร้านค้า อีกทั้งสินค้าที่หลากหลายครบครันจากห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แห่งแรกในภาคอีสาน และธุรกิจในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป พร้อมเปิดตัวโซน “RiverWalk” ไลฟ์สไตล์โซน ที่จะเป็นพื้นที่กิจกรรม และศูนย์กลางการพบปะสังสรรค์แห่งใหม่ของคนโคราช
-เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต เฟส 2 เปิดให้บริการประมาณปลายปี 60
เป็นเวิลด์คลาสรีเทล คอนเซ็ปต์ใหม่ใจกลางเมืองภูเก็ต ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Masterpiece of Phuket: A Cutting Edge Design ศูนย์การค้าดีไซน์ระดับโลก โครงการยิ่งใหญ่ของเครือ Central Group ที่รวม 3 โครงการ 3 คอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว บนทำเลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด และเป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของภูเก็ต อีกทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางจากทุกทิศทุกเส้นทาง ถือเป็นศูนย์กลางของภูเก็ตอย่างแท้จริงและเป็นโลเคชั่นในการทำธุรกิจที่ดีที่สุดของเกาะ ในส่วนของโครงการ ตั้งเป้าให้เป็น Lifestyle Hub ที่ประกอบไปด้วย Lifestyle Shopping Centres 2 รูปแบบ, Dinning Zone ที่มอบประสบการณ์เหนือชั้น และมีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และมี World Class Attraction ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์จากทั่วโลก ต่อยอดการเป็น Tourist Destination ของภูเก็ต ให้กลายเป็น A Must Visit Destination ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้ต้องมาสัมผัส
1.3.2 ห้างสรรพสินค้า
- เปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน 2 สาขา คือ โรบินสัน สาขา นครศรีธรรมราช 2 ซึ่งตั้งอยู่ใน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช และอีก1 สาขาในคอนเซ็ปต์ ไลฟ์สไตล์ มอลล์ คือ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ลพบุรี ภายใต้คอนเซ็ปต์ EAT SHOP PLAY ซึ่งเป็นสาขาแรก ที่นำแผงโซล่าเซลล์มาใช้ เพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถึง 11%
1.3.3 คอนโดมิเนียม
- เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม “Escent” 3 แห่ง คือ
•เอสเซ็นท์ เชียงใหม่ ตั้งอยู่บนถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด จำนวนห้องพัก 400 ยูนิต
•เอสเซ็นท์ ระยอง ตั้งอยู่บนถนนสายบ้านหนองมะหาด-บ้านชายกะป่อม ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง จำนวนห้องพัก 419 ยูนิต
•เอสเซ็นท์ ขอนแก่น ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่นจำนวน 408 ยูนิต
1.3.4 รีโนเวทศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า
- ศูนย์การค้า : พัทยา เซ็นเตอร์, เซ็นทรัลเวิลด์, พระราม 3
- ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล : ชิดลม, เซน, ภูเก็ต, บางนา, ปิ่นเกล้า
- โรบินสัน : พระราม 9, เชียงใหม่, ราชบุรี, ตรัง, จันทบุรี, สระบุรี, นครศรีธรรมราช 1
- โรบินส์ : โฮจิมินห์ ซิตี้
1.3.5 โรงแรม
-ต้นปี 2559 ได้เปิดตัวคอนเวนชั่น คุ้มคำ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ (Khum Kham Convention Centre) ที่จังหวัดเชียงใหม่
-เดือนมกราคม 2559 ได้เปิดตัว เซ็นทรา มาริส รีสอร์ท จอมเทียน
(Centra Maris Resort Jomtien) ที่พัทยา
-ไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 เปิดตัว โรงแรมเซ็นทารา อเวนิว โฮเท็ล พัทยา
-ไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 เปิดตัว เซ็นทรา Phu Pano รีสอร์ท
-ไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 เปิดตัวโรงแรมภายใต้ชื่อ โคซี่ COSI เน้นเป็นห้องพักราคาประหยัด ประมาณ 6 โครงการในประเทศไทย (สมุย เชียงใหม่ พัทยา) โดยเฉลี่ย 150 ห้อง
-เปิดตัวโรงแรม ปาร์ค ไฮแอท กรุงเทพ (Park Hyatt Bangkok) สุดยอดแห่งโรงแรมระดับ 6 ดาว ซึ่งมีเพียง 36 สาขาทั่วโลก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ช่วงเดือนตุลาคม 2559
1.3.6 เปิดร้านค้าอย่างต่อเนื่อง
- กลุ่มเซ็นทรัลเตรียมเปิดร้านค้าอย่างต่อเนื่องรวมทั้งสิ้น 420 สาขา ประกอบด้วย กลุ่มเซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ป, กลุ่มเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, ท็อปส์ เดลี่, แฟมิลี่มาร์ท, โคโมโนยะ (KOMONOYA) , มัทสึโมโตะ คิโยชิ (Matsumoto Kiyoshi) , ซูเปอร์สปอร์ต, ออฟฟิศเมท, บีทูเอส, เพาเวอร์บาย, ไทวัสดุ
2..ภายนอกประเทศ (International)
2.1.กลุ่มเซ็นทรัล ขยายอาณาจักรการลงทุนไปยังนานาประเทศ
- 8 ประเทศ ทางฝั่งตะวันตก ประกอบด้วย อิตาลี, เยอรมัน, เดนมาร์ก, ตุรกี, การ์ต้า, โอมาน, เอธิโอเปีย, คิวบา
- 9 ประเทศ ทางฝั่งตกวันออก ประกอบด้วย ไทย, เวียดนาม, ลาว, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, จีน, ศรีลังกา, มัลดีฟส์
2.2 สัดส่วนรายได้ของ International Business ของกลุ่มเซ็นทรัล ได้ขยายตัวเรื่อยมา นับตั้งแต่เข้าซื้อกิจการห้างสรรพสินค้า ลา รีนาเชนเต เป็นครั้งแรกในปี 2011 (พ.ศ. 2554)
ปี 2011 : ขยายตัว 5 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
ปี 2012 : ขยายตัว 9 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
ปี 2013 : ขยายตัว 11 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
ปี 2014: ขยายตัว 12 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
ปี 2015 : ขยายตัว 18 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
ปี 2016 ตั้งเป้าขยายตัว 24 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
2.3.จำนวนพนักงานของกลุ่มเซ็นทรัล แบ่งเป็น ประเทศไทย มีพนักงาน 62,701 คน และต่างประเทศ มีจำนวนพนักงาน 14,712 คน
2.4.ยอดขายรวมของกลุ่มห้างสรรพสินค้าในยุโรป
ปี 2014 มียอดขาย 22,000 ล้านบาท คิดเป็น 24% ของกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า (ไทย+ต่างประเทศ)
ปี 2015 มียอดขาย 30,000 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า (ไทย+ต่างประเทศ)
ปี 2016 คาดว่าจะมียอดขาย 51,000 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า(ไทย+ต่างประเทศ) และคาดว่าในปีต่อๆ ไป จนถึงปี 2020 จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 20% ในแต่ละปี
2.5.งบการลงทุนในยุโรป
งบลงทุนตั้งแต่อดีตจนถึงปี 2015 ทุ่มงบไปทั้งสิ้น 40,800 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายปี 2016-2020 (5 ปีต่อจากนี้) จะใช้งบลงทุนเพื่อรีโนเวทห้างสรรพสินค้าทุกแห่งในยุโรป ประมาณ 10,400 ล้านบาท (แบ่งเป็นลารีนาเชนเต 3,600 ล้านบาท, อิลลุม 2,400 ล้านบาท, กลุ่มห้างสรรพค้าคาเดเวกรุ๊ปในเยอรมัน 4,400 ล้านบาท)
2.6.ห้างสรรพสินค้าในยุโรป
ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจค้าปลีกที่กลุ่มเซ็นทรัลสั่งสมมากว่า 69 ปี เราต้องการสร้าง Segment ที่ชัดเจนของกลุ่มห้างสรรพสินค้าระดับ Luxury โดยสร้างให้เป็น Luxury Destination ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ต้องมาเยือน เรียกว่า Central One World of Luxury ซึ่งประกอบด้วย 7 ห้างสรรพสินค้า แบ่งเป็น 5 ห้างสรรพสินค้าในยุโรป ได้แก่ ลา รีนาเชนเต (La Rinascente) , อิลลุม (Illum), คาเดเว (KaDeWe), อัลสแตร์เฮ้าส์ (Alsterhaus), โอเบอร์โพลลิงเกอร์ (Oberpollinger) และอีก 2 ห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย ได้แก่ เซ็นทรัล ชิดลม และ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี นับเป็นอาณาจักรห้างสรรพสินค้าระดับลักชัวรี่ของ กลุ่มเซ็นทรัล ( Central One World of Luxury) ที่นักช้อปต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต
โดยมีเป้าหมายที่จะเน้นการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างประสบการณ์แห่งความสุขให้กับลูกค้า ด้วยการนำเสนอสินค้าหลากหลาย ปรับปรุง ตกแต่ง สถาปัตยกรรมภายนอกและบรรยากาศการช้อปปิ้งภายในเพื่อสร้างความประทับใจใหม่ๆ อยู่เสมอ
ในปี 2558 ยอดขายจากห้างสรรพสินค้าในยุโรป เทียบเท่ากับ 30% ของยอดขายรวมของกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า (Central Department Store Group) โดยคาดว่ายอดขายของห้างสรรพสินค้าในยุโรป จะเติบโตโดยฉลี่ย 20% ต่อปี รวมแล้วเท่ากับประมาณ 40% ของยอดขายทั้งหมดในกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้าภายในปี 2563
ทั้งนี้กลุ่มเซ็นทรัลในฐานะบริษัทของคนไทย ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศและคนไทยทุกคน ในการขยายธุรกิจไปยังต่างแดน โดยเชื่อว่าคนไทยทุกคนจะมีส่วนร่วมในความภาคภูมิใจครั้งนี้เช่นกัน
2.6.1.ห้างสรรพสินค้าลา รีนาเชนเต (มิลาน , ประเทศอิตาลี)
หลังการเข้าซื้อกิจการห้าง ลา รีนาเชนเต ของกลุ่มเซ็นทรัลในปี 2554 ปัจจุบัน ลา รีนาเชนเต ได้ฉลองครบรอบ 150 ปี เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ทื้งนี้ปี 2015 ห้างลา รีนาเชนเต ได้รับการขนานนามให้เป็น 1 ใน 13 ห้างสรรพสินค้าของโลกที่ทุกคนควรต้องไปเยือน โดย UK Business Insider เว็บไซต์ที่ทรงอิทธิพลด้านข่าวสารระดับโลกจากอังกฤษ ตั้งตระหง่าน ณ ใจกลางเมืองมิลาน นครเอกแห่งแฟชั่นของโลก อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นห้างสรรพสินค้าที่หรูที่สุดของมิลานอีกด้วย มีลูกค้ามาเยือนประมาณ 9.5 ล้านคนต่อปี หรือประมาณ 25,000-35,000 ต่อวัน รวมทั้งยังเป็นศูนย์รวมแฟชั่นรองเท้านานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี ลา รีนาเชนเต มีสินค้าระดับ high-end สำหรับสุภาพสตรี มากถึง 280 แบรนด์ และแบรนด์สำหรับสุภาพบุรุษ 300 แบรนด์ สำหรับเด็ก 80 แบรนด์ สินค้าดีไซน์โดดเด่นและสินค้าตกแต่งบ้าน 400 แบรนด์ และมีสินค้ากูร์เมต์ (Gourmet) อีกกว่า 1,300 ชนิด
ปัจจุบันลา รีนาเชนเต มีทั้งสิ้น 11 สาขาในอิตาลี ตามเมืองต่างๆ ดังนี้ มิลาน (Milan), โรม (Rome) 2 สาขา, ฟลอเรนซ์ (Florence), คาตาเนีย (Catania),กาลยารี(Cagliari), พาเลอร์โม (Palermo), เจนัว(Genoa), แพดัว (Padua),มอนซ่า (Monza), ตูริน (Turin)
2.6.2.ห้างสรรพสินค้าลา รีนาเชนเต (la Rinascente) กรุงโรม, ประเทศอิตาลี ลา รีนาเชนเต ที่กรุงโรม เป็นห้างแฟล็กชิปอีกแห่งหนึ่งที่กำลังจะเปิดช่วง ก.พ.-มี.ค. 2560 สถาปัตยกรรมยังคงความเป็นยุค1854 เพื่อให้กลมกลืนกับใจกลางเมืองแห่งประวัติศาตร์ ทั้งนี้ขณะที่ก่อสร้างอาคารได้ค้นพบ Aquedotto Vergine ซึ่งเป็นสะพานส่งน้ำโรมันที่มีอายุกว่า 2,000 ปี ดังนั้นชั้นใต้ดินของลา รีนาเชนเต ณ กรุงโรม จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ซูปเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังเป็นพิพิธภัณฑ์และบริเวณจัดงานนิทรรศการต่างๆอีกด้วย
2.6.3.ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) ประเทศเยอรมัน
ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) มาจากคำว่า “Kaufhaus des Westen” หมายถึงห้างสรรพสินค้าแห่งตะวันตก เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป อายุ 109 ปี ตั้งอยู่บนถนน โทเอนซีนสตราสเซอ(Tauentzienstrasse) ซึ่งเป็นถนนหลักสำหรับนักช้อป ใจกลางเบอร์ลินตะวันตก มีพื้นที่ประมาณ 60,000 ตาราง มีลูกค้ามาเยือนมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี หรือ 40,000-50,000 คนต่อวัน รวมทั้งมีสินค้าให้เลือกสรรกว่า 380,000 รายการ
ห้างคาเดเว มี Food Hall สุดหรูขนาดเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลถึง 2 สนาม และ Luxury Grocery Store ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรอีก (7,000 ตรม.) นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับจาก Trip Advisor ให้ห้างคาเดเวได้ 4.5 ดาว ซึ่งมากกว่า ห้างแฮรอดส์ (Harrods) ในลอนดอน และห้างลาฟาแยตในปารีส (Lafayette) ที่ได้ 4 ดาว และได้รับการขนานนามให้เป็น 1 ใน 13 ห้างสรรพสินค้าของโลกที่ทุกคนควรต้องไปเยือน โดย UK Business Insider เว็บไซต์ที่ทรงอิทธิพลด้านข่าวสารระดับโลกจากอังกฤษ ในปี 2015 เช่นเดียวกับห้างลา รีนาเชนเต รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นห้างสรรพสินค้าที่งดงามและน่าหลงใหลมากที่สุดในโลก (World’s Most Spectacular Department Store) จาก Travel+Leisure 2016 นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
ในพระนิพนธ์เรื่อง “ไกลบ้าน” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงเล่าถึงครั้งหนึ่งได้เสด็จเยือนห้างคาเดเว เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งหลัง พุทธศักราช 2450 โดยทรงบรรยายถึงความโอ่อ่าของสถานที่ สินค้าที่มีมากมาย พร้อมทั้งการบริการของพนักงาน ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดและความภาคภูมิใจของคนไทย ที่ในปัจจุบันห้างสรรพสินค้าคาเดเว กลายเป็นห้างสรรพสินค้าของคนไทยภายใต้การบริหารของกลุ่มเซ็นทรัล
2.6.4.ห้างสรรพสินค้าอัลสแตร์เฮ้าส์ (Alsterhaus) ประเทศเยอรมัน
ห้างอัลสแตร์เฮ้าส์’ เป็นห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในฮัมบูร์ก อายุ 104 ปี ตั้งอยู่บนนถนจังเฟิร์นสตีค (Jungfernstieg) ซึ่งเป็นถนนหลักที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองฮัมบูร์กเช่นกัน ด้านหน้าของห้างหันเข้าหา Binnen alster (บินเนเอ้าสแต) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่สำคัญของเมือง จึงเป็นที่มาของชื่อ “อัลสแตร์เฮ้าส์” (Alster แปลว่า ทะเลสาป, haus แปลว่า บ้าน) ห้างมีพื้นที่ขนาด 24,000 ตรม มีลูกค้ามาเยือนประมาณ 5 ล้านคนต่อปี หรือประมาณ 30,000-40,000 คนต่อวัน
สำหรับสินค้าที่ขึ้นชื่อและทำชื่อเสียงให้อัลสแตร์เฮ้าส์มายาวนาน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในฐานะที่เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าลักชัวรี่ คือ “เปลอเครอส” (pleureuse) ขนนกกระจอกเทศสำหรับประดับบนหมวกของสุภาพสตรี พัด และ ร่มที่ทำจากผ้าไหม
2.6.5.ห้างสรรพสินค้าโอเบอร์โพลลิงเกอร์ (Oberpollinger) เยอรมัน
โอเบอร์โพลลิงเกอร์ ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองมิวนิค บนถนนนอยเฮ้าเซอร์ (Neuhauser Straße) ซึ่งเป็นถนนช้อปปิ้งที่คนเลือกที่จะมาบ่อยที่สุดเป็นอันดับสองในเยอรมัน ห้างแห่งนี้นับเป็นห้างสรรพสินค้าที่หรูหราแห่งแรกของเมืองมิวนิค มีอายุ 111 ปี มีขนาดพื้นที่ 40,000 ตรม. และมีคนมาเยือนประมาณ 30,000 คนต่อวัน
2.6.6.ห้างสรรพสินค้า อิลลุ่ม (Illum) โคเปนเฮเกน, ประเทศเดนมาร์ก
ตั้งอยู่กลางกรุง Copenhagen เมืองหลวงของเดนมาร์ก บนถนน สตรอยก์ (Stroget) ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ยาวที่สุดของยุโรป ห้างอิลลุม มีอายุ125 ปี มีพื้นที่ 20,000 ตรม. ซึ่งยังคงรักษามนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ภายนอก ซึ่งกลมกลืนกับตึกประวัติศาสตร์ในบริเวณโดยรอบ ภายในตกแต่งอย่างทันสมัยงดงาม เพื่อความประทับใจของลูกค้า โดยมีคนมาเยือนประมาณ 6.5 ล้านคนต่อปี
ห้างอิลลุม ได้คัดสรรสินค้าจากแบรนด์หรูระดับโลก ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักที่สุด เช่น Salvatore Ferragamo, Celine, Balenciaga, Valentino และ Saint Laurent รวมทั้งยังถูกเสนอชื่อให้เป็น ‘Retail Destination of the year’ ในปี 2008 ในงาน World Retail congress ที่ประเทศบาเซโลน่า และติดอันดับห้างสรรพสินค้าที่งดงามและน่าหลงใหลมากที่สุดในโลก (World’s Most Spectacular Department Store) จัดอันดับโดย Travel+Leisure 2016 นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
3.ธุรกิจเซ็นทารา โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท
กลุ่มเซ็นทรัล มีโรงแรมและรีสอร์ททั้งที่เป็นทั้งเจ้าของเองและบริหารให้ รวมทั้งสิ้น 70 แห่ง ใน 11 ประเทศ มีห้องพักรวม 14,583 ห้อง โดยผู้มาพักเฉลี่ยมากที่สุด 5 อันดับแรก ในปี 2015 ได้แก่ จีน, ไทย, สหราชอาณาจักร (อังกฤษ, สกอตแลนด์,ไอร์แลนด์เหนือ), ออสเตรเลีย และ รัสเซีย
3.1.เปิดทำการโรงแรมอย่างเป็นทางการทั้งหมด 41 โรงแรม รวม 7,867 ห้องพัก ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย (35 แห่ง) , เวียดนาม (2 แห่ง), มัลดีฟส์ (2 แห่ง) ศรีลังกา (1 แห่ง) และ อินโดนีเซีย (1แห่ง) โดยแบ่งเป็น โรงแรมที่กลุ่มเซ็นทรัลเป็นเจ้าของ 15 โรงแรม (13 โรงแรมอยู่ในประเทศไทย อีก 2 โรงแรมอยู่ที่ประเทศมัลดีฟส์) และ รับบริหาร 26 โรงแรม
3.2. ขณะนี้ได้ทำการเซ็นสัญญาบริหารเพิ่มเติมอีก 29 โรงแรม 6,716 ห้องพัก ทั้งนี้โรงแรม Centara Muscat Hotel ประเทศโอมาน, โรงแรม Centara Grand West Bay Hotel Doha ประเทศกาต้าร์, และโรงแรม Centara Grand Lykia World Resort & Spa ประเทศตุรกี จะเปิดบริการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559
3.3. ทางด้านโรงแรมในต่างประเทศที่กลุ่มเซ็นทรัลลงทุนเอง ขณะนี้เปิดแล้ว 2 โรงแรมที่ประเทศมัลดีฟส์ เงินลงทุนรวม 2 โรงแรมที่มัลดีฟส์ อยู่ที่ 3,517 ล้านบาท แบ่งเป็น
-Centara Grand Island Resort & Spa Maldives (5 ดาว) = 2,051 ล้านบาท
-Centara Ras Fushi Resort & Spa Maldives (4 ดาว) = 1,466 ล้านบาท
3.4. กลุ่มเซ็นทรัลมีโครงการลงทุนโรงแรม 4 ดาว ที่ประเทศมัลดีฟส์ เพิ่มอีก 2 โรงแรม คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2019
3.5.โครงการลงทุนโรงแรม 4 ดาวในอนาคตที่ประเทศดูไบ , สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
-โรงแรมที่ดูไบ คาดว่ากลุ่มเซ็นทรัลจะลงทุน 2,500 ล้านบาท (เป็นการร่วมทุน 40%) กับกลุ่ม Nakheel, Dubai-based developer เพื่อสร้างบีชฟรอนต์ รีสอร์ท ระดับ 4 ดาว มีห้องพัก 550 ห้อง
4.สานพลังประชารัฐ
ด้านธุรกิจเอสเอ็มอี / ชุมชน
-ร่วมส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือวิสาหกิจเริ่มต้นให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มเซ็นทรัลเข้าไปมีส่วนส่งเสริมและผลักดันตั้งแต่ระดับท้องถิ่น โอท็อป และระดับผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอี ดังนี้
•สินค้าชุมชน ด้วยการลงพื้นที่เข้าพบปะกับชุมชนเพื่อช่วยพัฒนาสินค้าตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต เช่น ให้ความรู้ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์, การก่อสร้างโรคแพ็คบรรจุภัณฑ์, การพัฒนามาตรฐานการปลูก GAP เป็นต้น จนสามารถวางจำหน่ายในภายในห้างร้านของกลุ่มเซ็นทรัล (เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์, ไทวัสดุ, โฮมเวิร์ค) ทำให้ชุมชนมีรายได้เป็นของตนเอง
•ซื้อขาดสินค้าเกษตรจากชุมชนโดยตรงเพื่อนำมาวางจำหน่ายในท็อปส์ ทำให้ชุมชนมีรายได้ที่แน่นอน พร้อมทั้งมีการส่งเสริมและฝึกอบรมให้กับชุมชนเกษตรกรอีกด้วย
•ให้การสนับสนุนพื้นที่ในจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า อาทิ เอสเอ็มอีแฟร์ (ซึ่งจะร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และ หอการค้าไทย) โอท็อปแฟร์ หรือตลาดสินค้าชุมชน โดยเซ็นทรัลพัฒนา
•โครงการพี่ช่วยน้อง จัดให้มีการสัมนาเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี การจับคู่ธุรกิจ เวิร์คช็อปให้ความรู้ (Mini Business Matching) ซึ่งจะจัดขึ้นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2559 รวมทั้งสนับสนุนพื้นที่จำหน่าย pop up space
ทั้งนี้ในปี 2558 ที่ผ่านมา สินค้าที่นำมาจำหน่ายภายในท็อปส์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และไทวัสดุ สามารถสร้างยอดขายได้รวม 621 ล้านบาท (แบ่งเป็น สินค้าชุมชน 247 ล้านบาท, สินค้าโอท็อป 168 ล้านบาท และสินค้าเอสเอ็มอี 206 ล้านบาท) โดยตั้งเป้าปี 2559 ไว้ที่ 790 ล้านบาท (แบ่งเป็น สินค้าชุมชน 288 ล้านบาท, สินค้าโอท็อป 227 ล้านบาท และสินค้าเอสเอ็มอี 275 ล้านบาท)
ขยายการลงทุนในประเทศ เปิดศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านค้า และแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จของการลงทุนในยุโรป สร้างยอดขายให้กลุ่มเซ็นทรัลอย่างงดงาม และสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย ในฐานะห้างสรรพสินค้าของคนไทย พร้อมเผยแนวโน้มทางธุรกิจ
การรุกขยายของเซ็นทารา โฮเท็ล แอนด์ รีสอร์ท ไปยังต่างประเทศ
การผสานผลังร่วมกับภาครัฐ ในการสนับสนุนแนวคิด ประชารัฐ เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม
1.ภายในประเทศ (Domestic)
1.1.ผลประกอบการ ปี 2558
- กลุ่มเซ็นทรัลมีผลประกอบการในปี 2558 ยอดขาย 283,450 ล้านบาท คิดเป็น
อัตราการเจริญเติบโต 13.5 % (เทียบกับปี 2557 มียอดขาย 249,548 ล้านบาท)
- ขณะที่ GDP เติบโต 3.7 %
1.2.เป้าหมายทางการตลาดในปี 2559
- ปี 59 ตั้งเป้าเติบโต 18.9% คิดเป็นยอดขายและรายได้ราว 337,040 ล้านบาท
- งบการลงทุน 39,000 ล้านบาท
1.3.การลงทุนในประเทศ
1.3.1 ศูนย์การค้า
-เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช ปลายเดือน ส.ค. 59
ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งแรกของจังหวัด พื้นที่โครงการกว่า 125,000 ตร.ม. มูลค่าการลงทุน 3,500 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพสูง พร้อมนำทัพธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัลปักธงครบครัน นำด้วยห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการแบรนด์ที่หลากหลายและร้านค้าในศูนย์ฯ กว่า 300 ร้านค้า เพื่อรองรับกำลังซื้อมหาศาลในจังหวัดที่มีประชากรสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของภาคใต้ ซึ่งจะโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต
-เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา (โคราช) ภายในปี 59
ไลฟ์สไตล์ช้อปปิ้งคอมเพล็กซ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ โคราช โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการออกแบบระดับโลก บนโลเคชั่นศักยภาพสูง เปรียบเสมือนเป็นประตูเชื่อมสู่ภาคอีสานของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน คับคั่งด้วย แฟชั่นแบรนด์ทั้งไทยและอินเตอร์ และร้านอาหารชั้นนำ กว่า 400 ร้านค้า อีกทั้งสินค้าที่หลากหลายครบครันจากห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แห่งแรกในภาคอีสาน และธุรกิจในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป พร้อมเปิดตัวโซน “RiverWalk” ไลฟ์สไตล์โซน ที่จะเป็นพื้นที่กิจกรรม และศูนย์กลางการพบปะสังสรรค์แห่งใหม่ของคนโคราช
-เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต เฟส 2 เปิดให้บริการประมาณปลายปี 60
เป็นเวิลด์คลาสรีเทล คอนเซ็ปต์ใหม่ใจกลางเมืองภูเก็ต ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Masterpiece of Phuket: A Cutting Edge Design ศูนย์การค้าดีไซน์ระดับโลก โครงการยิ่งใหญ่ของเครือ Central Group ที่รวม 3 โครงการ 3 คอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว บนทำเลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด และเป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดของภูเก็ต อีกทั้งเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางจากทุกทิศทุกเส้นทาง ถือเป็นศูนย์กลางของภูเก็ตอย่างแท้จริงและเป็นโลเคชั่นในการทำธุรกิจที่ดีที่สุดของเกาะ ในส่วนของโครงการ ตั้งเป้าให้เป็น Lifestyle Hub ที่ประกอบไปด้วย Lifestyle Shopping Centres 2 รูปแบบ, Dinning Zone ที่มอบประสบการณ์เหนือชั้น และมีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย และมี World Class Attraction ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์จากทั่วโลก ต่อยอดการเป็น Tourist Destination ของภูเก็ต ให้กลายเป็น A Must Visit Destination ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกให้ต้องมาสัมผัส
1.3.2 ห้างสรรพสินค้า
- เปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน 2 สาขา คือ โรบินสัน สาขา นครศรีธรรมราช 2 ซึ่งตั้งอยู่ใน ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช และอีก1 สาขาในคอนเซ็ปต์ ไลฟ์สไตล์ มอลล์ คือ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ลพบุรี ภายใต้คอนเซ็ปต์ EAT SHOP PLAY ซึ่งเป็นสาขาแรก ที่นำแผงโซล่าเซลล์มาใช้ เพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถึง 11%
1.3.3 คอนโดมิเนียม
- เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม “Escent” 3 แห่ง คือ
•เอสเซ็นท์ เชียงใหม่ ตั้งอยู่บนถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด จำนวนห้องพัก 400 ยูนิต
•เอสเซ็นท์ ระยอง ตั้งอยู่บนถนนสายบ้านหนองมะหาด-บ้านชายกะป่อม ตำบลเชิงเนิน อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง จำนวนห้องพัก 419 ยูนิต
•เอสเซ็นท์ ขอนแก่น ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่นจำนวน 408 ยูนิต
1.3.4 รีโนเวทศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า
- ศูนย์การค้า : พัทยา เซ็นเตอร์, เซ็นทรัลเวิลด์, พระราม 3
- ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล : ชิดลม, เซน, ภูเก็ต, บางนา, ปิ่นเกล้า
- โรบินสัน : พระราม 9, เชียงใหม่, ราชบุรี, ตรัง, จันทบุรี, สระบุรี, นครศรีธรรมราช 1
- โรบินส์ : โฮจิมินห์ ซิตี้
1.3.5 โรงแรม
-ต้นปี 2559 ได้เปิดตัวคอนเวนชั่น คุ้มคำ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ (Khum Kham Convention Centre) ที่จังหวัดเชียงใหม่
-เดือนมกราคม 2559 ได้เปิดตัว เซ็นทรา มาริส รีสอร์ท จอมเทียน
(Centra Maris Resort Jomtien) ที่พัทยา
-ไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 เปิดตัว โรงแรมเซ็นทารา อเวนิว โฮเท็ล พัทยา
-ไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 เปิดตัว เซ็นทรา Phu Pano รีสอร์ท
-ไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 เปิดตัวโรงแรมภายใต้ชื่อ โคซี่ COSI เน้นเป็นห้องพักราคาประหยัด ประมาณ 6 โครงการในประเทศไทย (สมุย เชียงใหม่ พัทยา) โดยเฉลี่ย 150 ห้อง
-เปิดตัวโรงแรม ปาร์ค ไฮแอท กรุงเทพ (Park Hyatt Bangkok) สุดยอดแห่งโรงแรมระดับ 6 ดาว ซึ่งมีเพียง 36 สาขาทั่วโลก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ช่วงเดือนตุลาคม 2559
1.3.6 เปิดร้านค้าอย่างต่อเนื่อง
- กลุ่มเซ็นทรัลเตรียมเปิดร้านค้าอย่างต่อเนื่องรวมทั้งสิ้น 420 สาขา ประกอบด้วย กลุ่มเซ็นทรัล เรสเตอรองส์ กรุ๊ป, กลุ่มเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, ท็อปส์ เดลี่, แฟมิลี่มาร์ท, โคโมโนยะ (KOMONOYA) , มัทสึโมโตะ คิโยชิ (Matsumoto Kiyoshi) , ซูเปอร์สปอร์ต, ออฟฟิศเมท, บีทูเอส, เพาเวอร์บาย, ไทวัสดุ
2..ภายนอกประเทศ (International)
2.1.กลุ่มเซ็นทรัล ขยายอาณาจักรการลงทุนไปยังนานาประเทศ
- 8 ประเทศ ทางฝั่งตะวันตก ประกอบด้วย อิตาลี, เยอรมัน, เดนมาร์ก, ตุรกี, การ์ต้า, โอมาน, เอธิโอเปีย, คิวบา
- 9 ประเทศ ทางฝั่งตกวันออก ประกอบด้วย ไทย, เวียดนาม, ลาว, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, จีน, ศรีลังกา, มัลดีฟส์
2.2 สัดส่วนรายได้ของ International Business ของกลุ่มเซ็นทรัล ได้ขยายตัวเรื่อยมา นับตั้งแต่เข้าซื้อกิจการห้างสรรพสินค้า ลา รีนาเชนเต เป็นครั้งแรกในปี 2011 (พ.ศ. 2554)
ปี 2011 : ขยายตัว 5 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
ปี 2012 : ขยายตัว 9 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
ปี 2013 : ขยายตัว 11 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
ปี 2014: ขยายตัว 12 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
ปี 2015 : ขยายตัว 18 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
ปี 2016 ตั้งเป้าขยายตัว 24 % ของยอดขายรวมของกลุ่มเซ็นทรัล
2.3.จำนวนพนักงานของกลุ่มเซ็นทรัล แบ่งเป็น ประเทศไทย มีพนักงาน 62,701 คน และต่างประเทศ มีจำนวนพนักงาน 14,712 คน
2.4.ยอดขายรวมของกลุ่มห้างสรรพสินค้าในยุโรป
ปี 2014 มียอดขาย 22,000 ล้านบาท คิดเป็น 24% ของกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า (ไทย+ต่างประเทศ)
ปี 2015 มียอดขาย 30,000 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า (ไทย+ต่างประเทศ)
ปี 2016 คาดว่าจะมียอดขาย 51,000 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า(ไทย+ต่างประเทศ) และคาดว่าในปีต่อๆ ไป จนถึงปี 2020 จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 20% ในแต่ละปี
2.5.งบการลงทุนในยุโรป
งบลงทุนตั้งแต่อดีตจนถึงปี 2015 ทุ่มงบไปทั้งสิ้น 40,800 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายปี 2016-2020 (5 ปีต่อจากนี้) จะใช้งบลงทุนเพื่อรีโนเวทห้างสรรพสินค้าทุกแห่งในยุโรป ประมาณ 10,400 ล้านบาท (แบ่งเป็นลารีนาเชนเต 3,600 ล้านบาท, อิลลุม 2,400 ล้านบาท, กลุ่มห้างสรรพค้าคาเดเวกรุ๊ปในเยอรมัน 4,400 ล้านบาท)
2.6.ห้างสรรพสินค้าในยุโรป
ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจค้าปลีกที่กลุ่มเซ็นทรัลสั่งสมมากว่า 69 ปี เราต้องการสร้าง Segment ที่ชัดเจนของกลุ่มห้างสรรพสินค้าระดับ Luxury โดยสร้างให้เป็น Luxury Destination ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ต้องมาเยือน เรียกว่า Central One World of Luxury ซึ่งประกอบด้วย 7 ห้างสรรพสินค้า แบ่งเป็น 5 ห้างสรรพสินค้าในยุโรป ได้แก่ ลา รีนาเชนเต (La Rinascente) , อิลลุม (Illum), คาเดเว (KaDeWe), อัลสแตร์เฮ้าส์ (Alsterhaus), โอเบอร์โพลลิงเกอร์ (Oberpollinger) และอีก 2 ห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย ได้แก่ เซ็นทรัล ชิดลม และ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี นับเป็นอาณาจักรห้างสรรพสินค้าระดับลักชัวรี่ของ กลุ่มเซ็นทรัล ( Central One World of Luxury) ที่นักช้อปต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต
โดยมีเป้าหมายที่จะเน้นการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างประสบการณ์แห่งความสุขให้กับลูกค้า ด้วยการนำเสนอสินค้าหลากหลาย ปรับปรุง ตกแต่ง สถาปัตยกรรมภายนอกและบรรยากาศการช้อปปิ้งภายในเพื่อสร้างความประทับใจใหม่ๆ อยู่เสมอ
ในปี 2558 ยอดขายจากห้างสรรพสินค้าในยุโรป เทียบเท่ากับ 30% ของยอดขายรวมของกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า (Central Department Store Group) โดยคาดว่ายอดขายของห้างสรรพสินค้าในยุโรป จะเติบโตโดยฉลี่ย 20% ต่อปี รวมแล้วเท่ากับประมาณ 40% ของยอดขายทั้งหมดในกลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้าภายในปี 2563
ทั้งนี้กลุ่มเซ็นทรัลในฐานะบริษัทของคนไทย ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศและคนไทยทุกคน ในการขยายธุรกิจไปยังต่างแดน โดยเชื่อว่าคนไทยทุกคนจะมีส่วนร่วมในความภาคภูมิใจครั้งนี้เช่นกัน
2.6.1.ห้างสรรพสินค้าลา รีนาเชนเต (มิลาน , ประเทศอิตาลี)
หลังการเข้าซื้อกิจการห้าง ลา รีนาเชนเต ของกลุ่มเซ็นทรัลในปี 2554 ปัจจุบัน ลา รีนาเชนเต ได้ฉลองครบรอบ 150 ปี เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ทื้งนี้ปี 2015 ห้างลา รีนาเชนเต ได้รับการขนานนามให้เป็น 1 ใน 13 ห้างสรรพสินค้าของโลกที่ทุกคนควรต้องไปเยือน โดย UK Business Insider เว็บไซต์ที่ทรงอิทธิพลด้านข่าวสารระดับโลกจากอังกฤษ ตั้งตระหง่าน ณ ใจกลางเมืองมิลาน นครเอกแห่งแฟชั่นของโลก อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นห้างสรรพสินค้าที่หรูที่สุดของมิลานอีกด้วย มีลูกค้ามาเยือนประมาณ 9.5 ล้านคนต่อปี หรือประมาณ 25,000-35,000 ต่อวัน รวมทั้งยังเป็นศูนย์รวมแฟชั่นรองเท้านานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี ลา รีนาเชนเต มีสินค้าระดับ high-end สำหรับสุภาพสตรี มากถึง 280 แบรนด์ และแบรนด์สำหรับสุภาพบุรุษ 300 แบรนด์ สำหรับเด็ก 80 แบรนด์ สินค้าดีไซน์โดดเด่นและสินค้าตกแต่งบ้าน 400 แบรนด์ และมีสินค้ากูร์เมต์ (Gourmet) อีกกว่า 1,300 ชนิด
ปัจจุบันลา รีนาเชนเต มีทั้งสิ้น 11 สาขาในอิตาลี ตามเมืองต่างๆ ดังนี้ มิลาน (Milan), โรม (Rome) 2 สาขา, ฟลอเรนซ์ (Florence), คาตาเนีย (Catania),กาลยารี(Cagliari), พาเลอร์โม (Palermo), เจนัว(Genoa), แพดัว (Padua),มอนซ่า (Monza), ตูริน (Turin)
2.6.2.ห้างสรรพสินค้าลา รีนาเชนเต (la Rinascente) กรุงโรม, ประเทศอิตาลี ลา รีนาเชนเต ที่กรุงโรม เป็นห้างแฟล็กชิปอีกแห่งหนึ่งที่กำลังจะเปิดช่วง ก.พ.-มี.ค. 2560 สถาปัตยกรรมยังคงความเป็นยุค1854 เพื่อให้กลมกลืนกับใจกลางเมืองแห่งประวัติศาตร์ ทั้งนี้ขณะที่ก่อสร้างอาคารได้ค้นพบ Aquedotto Vergine ซึ่งเป็นสะพานส่งน้ำโรมันที่มีอายุกว่า 2,000 ปี ดังนั้นชั้นใต้ดินของลา รีนาเชนเต ณ กรุงโรม จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ซูปเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังเป็นพิพิธภัณฑ์และบริเวณจัดงานนิทรรศการต่างๆอีกด้วย
2.6.3.ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) ประเทศเยอรมัน
ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) มาจากคำว่า “Kaufhaus des Westen” หมายถึงห้างสรรพสินค้าแห่งตะวันตก เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป อายุ 109 ปี ตั้งอยู่บนถนน โทเอนซีนสตราสเซอ(Tauentzienstrasse) ซึ่งเป็นถนนหลักสำหรับนักช้อป ใจกลางเบอร์ลินตะวันตก มีพื้นที่ประมาณ 60,000 ตาราง มีลูกค้ามาเยือนมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี หรือ 40,000-50,000 คนต่อวัน รวมทั้งมีสินค้าให้เลือกสรรกว่า 380,000 รายการ
ห้างคาเดเว มี Food Hall สุดหรูขนาดเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลถึง 2 สนาม และ Luxury Grocery Store ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรอีก (7,000 ตรม.) นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับจาก Trip Advisor ให้ห้างคาเดเวได้ 4.5 ดาว ซึ่งมากกว่า ห้างแฮรอดส์ (Harrods) ในลอนดอน และห้างลาฟาแยตในปารีส (Lafayette) ที่ได้ 4 ดาว และได้รับการขนานนามให้เป็น 1 ใน 13 ห้างสรรพสินค้าของโลกที่ทุกคนควรต้องไปเยือน โดย UK Business Insider เว็บไซต์ที่ทรงอิทธิพลด้านข่าวสารระดับโลกจากอังกฤษ ในปี 2015 เช่นเดียวกับห้างลา รีนาเชนเต รวมทั้งได้รับการจัดอันดับให้เป็นห้างสรรพสินค้าที่งดงามและน่าหลงใหลมากที่สุดในโลก (World’s Most Spectacular Department Store) จาก Travel+Leisure 2016 นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
ในพระนิพนธ์เรื่อง “ไกลบ้าน” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงเล่าถึงครั้งหนึ่งได้เสด็จเยือนห้างคาเดเว เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งหลัง พุทธศักราช 2450 โดยทรงบรรยายถึงความโอ่อ่าของสถานที่ สินค้าที่มีมากมาย พร้อมทั้งการบริการของพนักงาน ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุดและความภาคภูมิใจของคนไทย ที่ในปัจจุบันห้างสรรพสินค้าคาเดเว กลายเป็นห้างสรรพสินค้าของคนไทยภายใต้การบริหารของกลุ่มเซ็นทรัล
2.6.4.ห้างสรรพสินค้าอัลสแตร์เฮ้าส์ (Alsterhaus) ประเทศเยอรมัน
ห้างอัลสแตร์เฮ้าส์’ เป็นห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในฮัมบูร์ก อายุ 104 ปี ตั้งอยู่บนนถนจังเฟิร์นสตีค (Jungfernstieg) ซึ่งเป็นถนนหลักที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองฮัมบูร์กเช่นกัน ด้านหน้าของห้างหันเข้าหา Binnen alster (บินเนเอ้าสแต) ซึ่งเป็นทะเลสาบที่สำคัญของเมือง จึงเป็นที่มาของชื่อ “อัลสแตร์เฮ้าส์” (Alster แปลว่า ทะเลสาป, haus แปลว่า บ้าน) ห้างมีพื้นที่ขนาด 24,000 ตรม มีลูกค้ามาเยือนประมาณ 5 ล้านคนต่อปี หรือประมาณ 30,000-40,000 คนต่อวัน
สำหรับสินค้าที่ขึ้นชื่อและทำชื่อเสียงให้อัลสแตร์เฮ้าส์มายาวนาน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในฐานะที่เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าลักชัวรี่ คือ “เปลอเครอส” (pleureuse) ขนนกกระจอกเทศสำหรับประดับบนหมวกของสุภาพสตรี พัด และ ร่มที่ทำจากผ้าไหม
2.6.5.ห้างสรรพสินค้าโอเบอร์โพลลิงเกอร์ (Oberpollinger) เยอรมัน
โอเบอร์โพลลิงเกอร์ ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองมิวนิค บนถนนนอยเฮ้าเซอร์ (Neuhauser Straße) ซึ่งเป็นถนนช้อปปิ้งที่คนเลือกที่จะมาบ่อยที่สุดเป็นอันดับสองในเยอรมัน ห้างแห่งนี้นับเป็นห้างสรรพสินค้าที่หรูหราแห่งแรกของเมืองมิวนิค มีอายุ 111 ปี มีขนาดพื้นที่ 40,000 ตรม. และมีคนมาเยือนประมาณ 30,000 คนต่อวัน
2.6.6.ห้างสรรพสินค้า อิลลุ่ม (Illum) โคเปนเฮเกน, ประเทศเดนมาร์ก
ตั้งอยู่กลางกรุง Copenhagen เมืองหลวงของเดนมาร์ก บนถนน สตรอยก์ (Stroget) ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ยาวที่สุดของยุโรป ห้างอิลลุม มีอายุ125 ปี มีพื้นที่ 20,000 ตรม. ซึ่งยังคงรักษามนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ภายนอก ซึ่งกลมกลืนกับตึกประวัติศาสตร์ในบริเวณโดยรอบ ภายในตกแต่งอย่างทันสมัยงดงาม เพื่อความประทับใจของลูกค้า โดยมีคนมาเยือนประมาณ 6.5 ล้านคนต่อปี
ห้างอิลลุม ได้คัดสรรสินค้าจากแบรนด์หรูระดับโลก ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักที่สุด เช่น Salvatore Ferragamo, Celine, Balenciaga, Valentino และ Saint Laurent รวมทั้งยังถูกเสนอชื่อให้เป็น ‘Retail Destination of the year’ ในปี 2008 ในงาน World Retail congress ที่ประเทศบาเซโลน่า และติดอันดับห้างสรรพสินค้าที่งดงามและน่าหลงใหลมากที่สุดในโลก (World’s Most Spectacular Department Store) จัดอันดับโดย Travel+Leisure 2016 นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
3.ธุรกิจเซ็นทารา โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท
กลุ่มเซ็นทรัล มีโรงแรมและรีสอร์ททั้งที่เป็นทั้งเจ้าของเองและบริหารให้ รวมทั้งสิ้น 70 แห่ง ใน 11 ประเทศ มีห้องพักรวม 14,583 ห้อง โดยผู้มาพักเฉลี่ยมากที่สุด 5 อันดับแรก ในปี 2015 ได้แก่ จีน, ไทย, สหราชอาณาจักร (อังกฤษ, สกอตแลนด์,ไอร์แลนด์เหนือ), ออสเตรเลีย และ รัสเซีย
3.1.เปิดทำการโรงแรมอย่างเป็นทางการทั้งหมด 41 โรงแรม รวม 7,867 ห้องพัก ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย (35 แห่ง) , เวียดนาม (2 แห่ง), มัลดีฟส์ (2 แห่ง) ศรีลังกา (1 แห่ง) และ อินโดนีเซีย (1แห่ง) โดยแบ่งเป็น โรงแรมที่กลุ่มเซ็นทรัลเป็นเจ้าของ 15 โรงแรม (13 โรงแรมอยู่ในประเทศไทย อีก 2 โรงแรมอยู่ที่ประเทศมัลดีฟส์) และ รับบริหาร 26 โรงแรม
3.2. ขณะนี้ได้ทำการเซ็นสัญญาบริหารเพิ่มเติมอีก 29 โรงแรม 6,716 ห้องพัก ทั้งนี้โรงแรม Centara Muscat Hotel ประเทศโอมาน, โรงแรม Centara Grand West Bay Hotel Doha ประเทศกาต้าร์, และโรงแรม Centara Grand Lykia World Resort & Spa ประเทศตุรกี จะเปิดบริการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2559
3.3. ทางด้านโรงแรมในต่างประเทศที่กลุ่มเซ็นทรัลลงทุนเอง ขณะนี้เปิดแล้ว 2 โรงแรมที่ประเทศมัลดีฟส์ เงินลงทุนรวม 2 โรงแรมที่มัลดีฟส์ อยู่ที่ 3,517 ล้านบาท แบ่งเป็น
-Centara Grand Island Resort & Spa Maldives (5 ดาว) = 2,051 ล้านบาท
-Centara Ras Fushi Resort & Spa Maldives (4 ดาว) = 1,466 ล้านบาท
3.4. กลุ่มเซ็นทรัลมีโครงการลงทุนโรงแรม 4 ดาว ที่ประเทศมัลดีฟส์ เพิ่มอีก 2 โรงแรม คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2019
3.5.โครงการลงทุนโรงแรม 4 ดาวในอนาคตที่ประเทศดูไบ , สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
-โรงแรมที่ดูไบ คาดว่ากลุ่มเซ็นทรัลจะลงทุน 2,500 ล้านบาท (เป็นการร่วมทุน 40%) กับกลุ่ม Nakheel, Dubai-based developer เพื่อสร้างบีชฟรอนต์ รีสอร์ท ระดับ 4 ดาว มีห้องพัก 550 ห้อง
4.สานพลังประชารัฐ
ด้านธุรกิจเอสเอ็มอี / ชุมชน
-ร่วมส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือวิสาหกิจเริ่มต้นให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มเซ็นทรัลเข้าไปมีส่วนส่งเสริมและผลักดันตั้งแต่ระดับท้องถิ่น โอท็อป และระดับผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอี ดังนี้
•สินค้าชุมชน ด้วยการลงพื้นที่เข้าพบปะกับชุมชนเพื่อช่วยพัฒนาสินค้าตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต เช่น ให้ความรู้ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์, การก่อสร้างโรคแพ็คบรรจุภัณฑ์, การพัฒนามาตรฐานการปลูก GAP เป็นต้น จนสามารถวางจำหน่ายในภายในห้างร้านของกลุ่มเซ็นทรัล (เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์, ไทวัสดุ, โฮมเวิร์ค) ทำให้ชุมชนมีรายได้เป็นของตนเอง
•ซื้อขาดสินค้าเกษตรจากชุมชนโดยตรงเพื่อนำมาวางจำหน่ายในท็อปส์ ทำให้ชุมชนมีรายได้ที่แน่นอน พร้อมทั้งมีการส่งเสริมและฝึกอบรมให้กับชุมชนเกษตรกรอีกด้วย
•ให้การสนับสนุนพื้นที่ในจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า อาทิ เอสเอ็มอีแฟร์ (ซึ่งจะร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และ หอการค้าไทย) โอท็อปแฟร์ หรือตลาดสินค้าชุมชน โดยเซ็นทรัลพัฒนา
•โครงการพี่ช่วยน้อง จัดให้มีการสัมนาเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี การจับคู่ธุรกิจ เวิร์คช็อปให้ความรู้ (Mini Business Matching) ซึ่งจะจัดขึ้นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2559 รวมทั้งสนับสนุนพื้นที่จำหน่าย pop up space
ทั้งนี้ในปี 2558 ที่ผ่านมา สินค้าที่นำมาจำหน่ายภายในท็อปส์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และไทวัสดุ สามารถสร้างยอดขายได้รวม 621 ล้านบาท (แบ่งเป็น สินค้าชุมชน 247 ล้านบาท, สินค้าโอท็อป 168 ล้านบาท และสินค้าเอสเอ็มอี 206 ล้านบาท) โดยตั้งเป้าปี 2559 ไว้ที่ 790 ล้านบาท (แบ่งเป็น สินค้าชุมชน 288 ล้านบาท, สินค้าโอท็อป 227 ล้านบาท และสินค้าเอสเอ็มอี 275 ล้านบาท)






