
ดัน 4 หมื่นร้านโชวห่วยสู่ออนไลน์ใน 3 ปีทั่วไทย
พาณิชย์ เดินหน้าเร่งโครงการโชวห่วยชุมชน ดันร้านค้าออฟไลน์สู่ออนไลน์ ชู 3 จังหวัดต้นแบบ กทม.-สมุทรปราการ-ฉะเชิงเทรา เป้า 1,000 ร้านในปีนี้ถึงต้นปีหน้า ก่อนขยายทั่วประเทศเป้า 3 ปีดัน 4 หมื่นร้าน
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าโครงการโชวห่วยชุมชน ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ 5 หน่วยงานที่ได้มีการลงนามไปเมื่ือเดือนตุลาคมที่ผ่านมาที่ต้องการสร้างระบบธุรกิจการค้ารูปแบบใหม่ผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้ร้านค้าชุมชนหรือร้านโชวห่วยได้มีโอกาสในการจำหน่ายที่หลากหลายช่องทางและสามารถสั่งซื้อสินค้าได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในโครงการโดยเฉพาะระบบ e-commerceมาใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักในการสั่งซื้อสินค้าของร้านค้าขนาดเล็กในชุมชนไปยังผู้ผลิต ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการเป็นผู้เจรจากับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่เพื่อจัดหาสินค้าอุปโภค บริโภคที่เป็นที่นิยมของประชาชนในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
[caption id="attachment_351322" align="aligncenter" width="503"]
ทั้งนี้โดยเดิมร้านค้าโชวห่วยจะเป็นในรูปแบบ B2C หรือร้านค้าไปยังลูกค้า แต่เมื่อนำระบบการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(อี-คอมเมิร์ซ) มาใช้ในโครงการ จะเป็น B2B คือ ร้านค้ากับร้านค้า โดยที่ร้านโชวห่วยสามารถสั่งสินค้าจากซัพพลายเออร์ทางออนไลน์ได้ โดยปัจจุบันร้านโชวห่วยที่อยู่ห่างไกลเวลาจะสั่งของจะสั่งจากร้านค้าปลีก อย่างยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ซึ่งจะได้สินค้าที่ราคาแพงขึ้นมาและเมื่อนำไปขายต่อก็จะมีราคาแพง แต่หากส่งตรงถึงซัพพลายเออร์จะได้สินค้าที่มีราคาถูกสามารถขายได้กำไรมากขึ้น โดยการขนส่งจะเป็นหน้าที่ของไปรษณีย์ไทย
“กระทรวงพาณิชย์จะมุ่งไปที่ร้านธงฟ้าก่อนเป็นอันดับแรก เพราะต้องการสนับสนุนให้มีการต่อยอดในการขาย นอกจากนี้ยังจะช่วยสินค้าชุมชนให้มีพื้นที่ขายโดยเฉพาะสินค้าที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งปกติจะไม่มีที่ขาย ดังนั้นร้านโชวห่วยที่ส่งสินค้ากับไปรษณีย์หากมีการสั่งสินค้าชุมชนด้วยก็จะได้รับคะแนนหรือพอยต์สะสม ส่งมากได้คะแนนมาก โดยคะแนนที่ได้ก็อาจจะนำไปซื้อสินค้าชุมชนที่ไปรษณีย์จะเป็นคนกำหนดสินค้าที่สามารถแลกคะแนนได้เพื่อเป็นการจูงใจให้ร้านค้านำสินค้าชุมชนหรือสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมาวางขายในร้าน เป็นต้น ส่วนชื่อโครงการอาจจะเปลี่ยนมาใช้เป็นโชวห่วยออนไลน์เพื่อให้สอดคล้องกันมากขึ้น แต่ทั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อยังคงใช้ชื่อโชวห่วย ชุมชนไปก่อน”
โดยเป้าหมายแรกของโครงการมี 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา จำนวน 1,000 ร้านค้าซึ่งจะดำเนินการให้ได้ภายในปีนี้หรือต้นปี 2562 ตั้งเป้าให้แต่ละร้านมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นไม่ตํ่ากว่า 10% และคาดว่าจะขยายให้ครอบคลุมร้านโชวห่วยในทุกจังหวัดได้ประมาณ 4 หมื่นร้านภายใน 3 ปีซึ่งจะเน้นเป็นร้านธงฟ้า แต่หากร้านค้าอื่นที่ไม่ใช่ร้านธงฟ้า สนใจที่จะสั่งสินค้าผ่านออนไลน์สามารถเข้าร่วมโครงการได้ นอกจากนี้กระทรวงอยากให้ร้านค้ามาใช้เครื่องยิงบาร์โค้ด หรือ POS ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้าสามารถบริหารสต๊อกในร้านได้
[caption id="attachment_350890" align="aligncenter" width="335"]
สำหรับโครงการส่งเสริมร้านโชวห่วย คาดว่าจะสามารถลดต้นทุนสินค้าจากการรวมซื้อ และยังเป็นการสร้างกลไกในการนำสินค้าจากชุมชนให้สามารถนำออกมาจำหน่ายทั่วประเทศ โดยชุมชนสามารถนำสินค้าที่พัฒนาและผลิตเองมาเสนอขายบนออนไลน์ผ่านแอพ พลิเคชัน เพื่อให้ร้านโชวห่วยอื่นๆ สามารถสั่งซื้อสินค้าไปขายได้วิธีนี้จะช่วยสร้างและขยายตลาดสินค้าชุมชนได้อย่างแพร่หลาย
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,420 วันที่ 22-24 พฤศจิกายน 2561






