
อบก.ห่วงโลกร้อนรุนแรงคาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้นเพิ่มขึ้น
สัมภาษณ์
ภาวะโลกร้อนเป็นภัยพิบัติที่มาถึง โดยที่เราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุดี จากการที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน นํ้ามัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดภาวะโลกร้อนสำหรับประเทศไทย ได้รับผล กระทบจากภาวะโลกร้อน คือมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส ในช่วง 40 ปี และหากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส จะทำให้พายุไต้ฝุ่นเปลี่ยนทิศทาง เกิดความรุนแรง และมีจำนวนเพิ่มขึ้น 10-20% ในอนาคต นอกจากนี้ ฤดูร้อนจะขยายเวลายาว นานขึ้น ในขณะที่ฤดูหนาวจะสั้นลง
ล่าสุด นางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรืออบก. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในสังกัดของกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงบทบาทและความคืบหน้าในการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนของไทย
ผู้อำนวยการอบก.กล่าวถึงบทบาทของอบก.ว่า ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักทางด้านเทคนิค วิชาการต่างๆ ที่ให้บริการตรวจประเมิน และให้การรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้ จากการทำโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ของทุกภาคส่วนในประเทศ แบบเฉพาะเรื่องเฉพาะทาง และเรื่องที่อบก.รับผิดชอบคือเรื่องการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเกิดขึ้น ซึ่งทุกคนจะตระหนักดีว่าปัจจุบันนี้ ปัญหาภาวะโลกร้อนโดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อประชาชนและคุณภาพชีวิตที่มีผลกระทบรุนแรงมากขึ้นทุกที
เอกชนตื่นตัวลดโลกร้อน
ในส่วนของประเทศไทยเกิดจากความสมัครใจของภาคเอกชน ที่ร่วมกับนโยบายภาครัฐมีทิศทางที่ชัดเจนว่าประเทศไทยเรา จะต้องร่วมมือกับชาวโลกในการลดก๊าซเรือนกระจกออกไป โดยช่วงแรกปี 2563 หรืออีก 2 ปีเท่านั้น ที่ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ว่า จะช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงประมาณ 7% จากการดำเนินการตามปกติ หมายถึงว่าถ้าเราไม่มีการดำเนินนโยบายใดๆ เลย ปล่อยให้กิจกรรมต่างๆ หรือโครงการต่างๆ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปกับการตัดไม้ทำลายป่า การดูดซับก็ไม่ดี เราจะลดลงมา 7% หรือ 24 ล้านตัน ซึ่งทุกประเทศต้องมีตัวเทียบว่าลดจากอะไร
ลดก๊าซฯได้เกินเป้า
สำหรับประเทศไทยลด 7% จากการดำเนินการปกติคือจะต้องลดลงมาให้ได้ 24 ล้านตัน ในปี 2563 ซึ่งเป้าหมายตรงนี้ต้องบอกว่าขณะนี้ทำได้บรรลุเป้าแล้ว หลังจากที่เราติดตามประเมินผลมาตลอดร่วมกับหน่วยงานหลักของกระทรวงทรัพย์ ซึ่งทำได้ก่อนเป้าหมายที่เราตั้งไว้ งานนี้เราร่วมกับกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ทำหน้าที่เป็นด่านแรกหรือเป็นประตูในการรับเรื่อง มีการติดต่อประสานงาน ส่วนอบก. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางเรื่องการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้จากการทำโครงการต่างๆ เช่น โครงการคาร์บอนเครดิต หรือการซื้อการขายคาร์บอนเครดิต เป็นต้น และเราร่วมงานกับหลายๆ กระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม ฯลฯ เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ 70% มาจากภาคพลังงานหรือกลุ่มที่ใช้พลัง งานจำนวนมาก เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ระบบการขนส่งที่ใช้นํ้ามัน อีก 30% จะมาจากการใช้พลังงานในภาคเกษตร ขยะของเสีย และอื่นๆ จากที่ทั้งประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาที่ 340 ล้านตัน
“เราพบว่าข้อมูลในปี 2559 ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 48 ล้านตัน หรือ 12% ซึ่งลดได้เกินเป้าหมายที่เรากำหนดไว้ว่าปี 2563 จะลด 7%”
ปี73ต้องลด20%
อย่างไรก็ตามเป้าหมายปี 2563 ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ควบคุมอุณหภูมิของโลกให้ไม่เกิน 2 องศา ทางกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) หรือย่อเป็น UNFCCC ก็เรียกร้องให้สมาชิกช่วยกันดูเป้าหมายระยะยาวขึ้นไปอีก คือเป้าถึงปี 2573 ว่าเราจะช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไปได้อีกเท่าไหร่ โดยประเทศไทยเสนอว่าในปีดังกล่าวจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% ซึ่งตรงนี้ไทยเสนอไปแล้วที่กรุงปารีส เมื่อปี 2015 โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลดลง 20% หรือ 111 ล้านตัน จากการดำเนินการตามปกติ ที่มาจากหลายภาคส่วน เช่น ภาคพลังงาน กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ทางคมนาคมขนส่ง ของเสียและภาคเกษตรกรรม โดยมองกว้างขึ้น
[caption id="attachment_346099" align="aligncenter" width="335"]
[/caption]
สำหรับสิ่งที่อบก. ดำเนินการอยู่ในขณะนี้คือ เราจะต้องส่งเสริมให้มีการทำโครงการหรือกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศเราให้มากขึ้น เพราะการลดก๊าซเรือนกระจกได้ ก็เท่ากับเราสร้างปัญหาน้อยลง
ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกฯกล่าวอีกว่า ตัวเลขที่ประเทศสมาชิกทั้งหลายเสนอไปในอนุสัญญาตัวนี้ UNFCCC จะมีสมาชิกอยู่ 194 ประเทศ ในจำนวนนี้ 173 ประเทศเสนอตัวเลขไปแล้วว่า เราจะช่วยกันลดเท่าไหร่ ประเทศที่เหลือเป็นประเทศเล็กๆ ตัวเลขจากทุกประเทศที่รวมกันแล้วพบว่าอุณหภูมิของโลกยังเพิ่มขึ้น 2.7 องศา ณ ปี 2544 เป้าหมายเราคือ ปี 2643 อุณหภูมิของโลกจะต้องเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศา และความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ 100 ส่วนจะต้องมีไม่เกิน 450 PPM (Part Per Million หมายถึง หนึ่งส่วนในล้านส่วน) คืออากาศ 1 ล้านส่วนจะต้องมีก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ไม่เกิน 450 ส่วน ซึ่งจากที่ทุกประเทศเสนอตัวเลขไป นักวิทยาศาสตร์ไปคำนวณดูพบว่าอุณหภูมิของโลกยังเพิ่มขึ้น 2.7 องศายังลงมาไม่ถึง 2 องศา ฉะนั้นจะทำอย่างไร ถึงจะช่วยกันลดให้ได้มากกว่านี้อีก
“ที่สำคัญที่จะต้องเตือนตัวเรา ณ เดือนมิถุนายน 2561 ตัวเลขความเข้มข้นของคาร์บอน ไดออกไซด์อยู่ที่ประมาณ 410.17 PPM จะเพิ่มขึ้นเร็วมาก ซึ่งเป้าหมายเราจะต้องไม่เกิน 450 PPM ในปี 2643 จากตัวเลขนี้มันใกล้มาแล้ว คือมีโอกาสที่จะเกิน 450 PPM ฉะนั้นทุกคนก็ต้องมาใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งอบก.เองก็เปิดให้การส่งเสริมการรณรงค์ลดก๊าซเรือนกระจก”
หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,416 วันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2561
ภาวะโลกร้อนเป็นภัยพิบัติที่มาถึง โดยที่เราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุดี จากการที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน นํ้ามัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดภาวะโลกร้อนสำหรับประเทศไทย ได้รับผล กระทบจากภาวะโลกร้อน คือมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส ในช่วง 40 ปี และหากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส จะทำให้พายุไต้ฝุ่นเปลี่ยนทิศทาง เกิดความรุนแรง และมีจำนวนเพิ่มขึ้น 10-20% ในอนาคต นอกจากนี้ ฤดูร้อนจะขยายเวลายาว นานขึ้น ในขณะที่ฤดูหนาวจะสั้นลง
ล่าสุด นางประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรืออบก. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในสังกัดของกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงบทบาทและความคืบหน้าในการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนของไทย
ผู้อำนวยการอบก.กล่าวถึงบทบาทของอบก.ว่า ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักทางด้านเทคนิค วิชาการต่างๆ ที่ให้บริการตรวจประเมิน และให้การรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้ จากการทำโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ของทุกภาคส่วนในประเทศ แบบเฉพาะเรื่องเฉพาะทาง และเรื่องที่อบก.รับผิดชอบคือเรื่องการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนเกิดขึ้น ซึ่งทุกคนจะตระหนักดีว่าปัจจุบันนี้ ปัญหาภาวะโลกร้อนโดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อประชาชนและคุณภาพชีวิตที่มีผลกระทบรุนแรงมากขึ้นทุกที
เอกชนตื่นตัวลดโลกร้อน
ในส่วนของประเทศไทยเกิดจากความสมัครใจของภาคเอกชน ที่ร่วมกับนโยบายภาครัฐมีทิศทางที่ชัดเจนว่าประเทศไทยเรา จะต้องร่วมมือกับชาวโลกในการลดก๊าซเรือนกระจกออกไป โดยช่วงแรกปี 2563 หรืออีก 2 ปีเท่านั้น ที่ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ไว้ว่า จะช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงประมาณ 7% จากการดำเนินการตามปกติ หมายถึงว่าถ้าเราไม่มีการดำเนินนโยบายใดๆ เลย ปล่อยให้กิจกรรมต่างๆ หรือโครงการต่างๆ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปกับการตัดไม้ทำลายป่า การดูดซับก็ไม่ดี เราจะลดลงมา 7% หรือ 24 ล้านตัน ซึ่งทุกประเทศต้องมีตัวเทียบว่าลดจากอะไร
ลดก๊าซฯได้เกินเป้า
สำหรับประเทศไทยลด 7% จากการดำเนินการปกติคือจะต้องลดลงมาให้ได้ 24 ล้านตัน ในปี 2563 ซึ่งเป้าหมายตรงนี้ต้องบอกว่าขณะนี้ทำได้บรรลุเป้าแล้ว หลังจากที่เราติดตามประเมินผลมาตลอดร่วมกับหน่วยงานหลักของกระทรวงทรัพย์ ซึ่งทำได้ก่อนเป้าหมายที่เราตั้งไว้ งานนี้เราร่วมกับกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ทำหน้าที่เป็นด่านแรกหรือเป็นประตูในการรับเรื่อง มีการติดต่อประสานงาน ส่วนอบก. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางเรื่องการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้จากการทำโครงการต่างๆ เช่น โครงการคาร์บอนเครดิต หรือการซื้อการขายคาร์บอนเครดิต เป็นต้น และเราร่วมงานกับหลายๆ กระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม ฯลฯ เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ 70% มาจากภาคพลังงานหรือกลุ่มที่ใช้พลัง งานจำนวนมาก เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ระบบการขนส่งที่ใช้นํ้ามัน อีก 30% จะมาจากการใช้พลังงานในภาคเกษตร ขยะของเสีย และอื่นๆ จากที่ทั้งประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาที่ 340 ล้านตัน
“เราพบว่าข้อมูลในปี 2559 ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 48 ล้านตัน หรือ 12% ซึ่งลดได้เกินเป้าหมายที่เรากำหนดไว้ว่าปี 2563 จะลด 7%”
ปี73ต้องลด20%
อย่างไรก็ตามเป้าหมายปี 2563 ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ควบคุมอุณหภูมิของโลกให้ไม่เกิน 2 องศา ทางกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) หรือย่อเป็น UNFCCC ก็เรียกร้องให้สมาชิกช่วยกันดูเป้าหมายระยะยาวขึ้นไปอีก คือเป้าถึงปี 2573 ว่าเราจะช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไปได้อีกเท่าไหร่ โดยประเทศไทยเสนอว่าในปีดังกล่าวจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% ซึ่งตรงนี้ไทยเสนอไปแล้วที่กรุงปารีส เมื่อปี 2015 โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลดลง 20% หรือ 111 ล้านตัน จากการดำเนินการตามปกติ ที่มาจากหลายภาคส่วน เช่น ภาคพลังงาน กระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม ทางคมนาคมขนส่ง ของเสียและภาคเกษตรกรรม โดยมองกว้างขึ้น
[caption id="attachment_346099" align="aligncenter" width="335"]
สำหรับสิ่งที่อบก. ดำเนินการอยู่ในขณะนี้คือ เราจะต้องส่งเสริมให้มีการทำโครงการหรือกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศเราให้มากขึ้น เพราะการลดก๊าซเรือนกระจกได้ ก็เท่ากับเราสร้างปัญหาน้อยลง
ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกฯกล่าวอีกว่า ตัวเลขที่ประเทศสมาชิกทั้งหลายเสนอไปในอนุสัญญาตัวนี้ UNFCCC จะมีสมาชิกอยู่ 194 ประเทศ ในจำนวนนี้ 173 ประเทศเสนอตัวเลขไปแล้วว่า เราจะช่วยกันลดเท่าไหร่ ประเทศที่เหลือเป็นประเทศเล็กๆ ตัวเลขจากทุกประเทศที่รวมกันแล้วพบว่าอุณหภูมิของโลกยังเพิ่มขึ้น 2.7 องศา ณ ปี 2544 เป้าหมายเราคือ ปี 2643 อุณหภูมิของโลกจะต้องเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศา และความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ 100 ส่วนจะต้องมีไม่เกิน 450 PPM (Part Per Million หมายถึง หนึ่งส่วนในล้านส่วน) คืออากาศ 1 ล้านส่วนจะต้องมีก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ไม่เกิน 450 ส่วน ซึ่งจากที่ทุกประเทศเสนอตัวเลขไป นักวิทยาศาสตร์ไปคำนวณดูพบว่าอุณหภูมิของโลกยังเพิ่มขึ้น 2.7 องศายังลงมาไม่ถึง 2 องศา ฉะนั้นจะทำอย่างไร ถึงจะช่วยกันลดให้ได้มากกว่านี้อีก
“ที่สำคัญที่จะต้องเตือนตัวเรา ณ เดือนมิถุนายน 2561 ตัวเลขความเข้มข้นของคาร์บอน ไดออกไซด์อยู่ที่ประมาณ 410.17 PPM จะเพิ่มขึ้นเร็วมาก ซึ่งเป้าหมายเราจะต้องไม่เกิน 450 PPM ในปี 2643 จากตัวเลขนี้มันใกล้มาแล้ว คือมีโอกาสที่จะเกิน 450 PPM ฉะนั้นทุกคนก็ต้องมาใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่งอบก.เองก็เปิดให้การส่งเสริมการรณรงค์ลดก๊าซเรือนกระจก”
หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,416 วันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2561






