
เกษตรกรชํ้ากระหลํ่าปลีราคาร่วง
เกษตรกรอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ผิดคาด ปลูกกระหลํ่าปลีหวังตัดขายได้ราคาช่วงเทศกาลกินเจ แต่ราคาร่วงเหลือกิโลกรัมละ 1 บาท จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 10 บาทช่วงเทศกาลกินเจปีก่อน แถมไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ ต้องจ้างคนงานมาตัดไปขายเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรในพื้นที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ลงทุนปลูกหัวกระหลํ่าปลี หวังว่าจะขายได้ราคาในช่วงเทศกาลกินเจ เนื่องจากปี 2560 ที่ผ่านมา ช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ เคยปลูกกะหลํ่าปลีตัดขายในไร่ได้ราคากิโลกรัมละ 10 บาท แต่มาปี 2561 นี้ ขายแทบไม่ได้ ต้องตัดไปขายเองที่กรุงเทพฯ
นายเกษม คงบาง เกษตร กรอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เปิดเผยว่า ได้ปลูกกะหลํ่าปลีจำนวน 5 ไร่ ลงทุนไปไร่ละประมาณ 10,000 บาท ประสบปัญหา ถึงช่วงเวลากะหลํ่าปลีตัดขายได้แต่ราคาตัดขายในไร่กิโลกรัมละ 1 บาท ขายกะหลํ่าปลีไม่ได้ ไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ ต้องจ้างคนงานตัดตันละ 100 บาท และจ้างรถบรรทุก 6 ล้อพร้อมจ้างคนขายตกประมาณคันละ 10,000 บาท ส่งไปขายตลาดสี่มุมเมือง รังสิต กรุงเทพฯ ขายได้กิโลกรัมละ 3 -4 บาท
“ที่ปลูกกระหลํ่าปลีให้ออกช่วงนี้ เพราะว่าเมื่อปีที่แล้วได้ปลูกกะหลํ่าปลีและตัดขายในไร่ช่วงเทศกาลถือศีลกินเจได้ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท แต่มาปีนี้ราคาตกตํ่ามาก แถมลงทุนสูงต้นทุนไร่ละ 10,000 บาท จะทิ้งก็เสียดาย ต้องจ้างคนตัด จ้างรถ จ้างคนไปขายที่ตลาดสี่มุมเมือง รังสิต”
อย่างไรก็ตามพื้นที่ทำการเกษตรในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ถือว่าเป็นพื้นที่ทำการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์มาก เพราะมีสภาพอากาศที่เหมาะสม มีดินดี นํ้าดี อากาศดี ปลูกพืชผัก ผลไม้ ได้นานาชนิด ทั้งทุเรียน ส้ม กล้วยหอม เงาะ ฯลฯ พืชผักผลไม้ที่ปลูกในอำเภอพบพระ จะผลสวยใหญ่ รสชาติดี เช่น ดอกกุหลาบแดงสีสวยสดงดงาม ในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์จะขายดีที่สุดในเมืองไทย กล้วยหอมที่ส่งออกไปขายในประเทศจีน เอเชียและยุโรป นำรายได้เข้าพื้นที่จำนวนมาก เป็นต้น จนได้ชื่อว่า เมืองพบพระ ครัวไทย สู่ครัวโลก มีรายได้จากการทำเกษตรปีละนับหมื่นล้านบาท แต่บางครั้งก็ประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาตกในบางช่วงบางเวลา แต่สุดท้ายเมืองพบพระ ก็ยังเป็นเมืองการเกษตรที่ใหญ่และ สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นและประเทศไทย จนนำไปสู่พื้นที่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้เกษตรกร คนในพื้นที่อย่างมหาศาล
หน้า 21 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,409 วันที่ 14-17 ตุลาคม 2561
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรในพื้นที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ลงทุนปลูกหัวกระหลํ่าปลี หวังว่าจะขายได้ราคาในช่วงเทศกาลกินเจ เนื่องจากปี 2560 ที่ผ่านมา ช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ เคยปลูกกะหลํ่าปลีตัดขายในไร่ได้ราคากิโลกรัมละ 10 บาท แต่มาปี 2561 นี้ ขายแทบไม่ได้ ต้องตัดไปขายเองที่กรุงเทพฯ
นายเกษม คงบาง เกษตร กรอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เปิดเผยว่า ได้ปลูกกะหลํ่าปลีจำนวน 5 ไร่ ลงทุนไปไร่ละประมาณ 10,000 บาท ประสบปัญหา ถึงช่วงเวลากะหลํ่าปลีตัดขายได้แต่ราคาตัดขายในไร่กิโลกรัมละ 1 บาท ขายกะหลํ่าปลีไม่ได้ ไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ ต้องจ้างคนงานตัดตันละ 100 บาท และจ้างรถบรรทุก 6 ล้อพร้อมจ้างคนขายตกประมาณคันละ 10,000 บาท ส่งไปขายตลาดสี่มุมเมือง รังสิต กรุงเทพฯ ขายได้กิโลกรัมละ 3 -4 บาท
“ที่ปลูกกระหลํ่าปลีให้ออกช่วงนี้ เพราะว่าเมื่อปีที่แล้วได้ปลูกกะหลํ่าปลีและตัดขายในไร่ช่วงเทศกาลถือศีลกินเจได้ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท แต่มาปีนี้ราคาตกตํ่ามาก แถมลงทุนสูงต้นทุนไร่ละ 10,000 บาท จะทิ้งก็เสียดาย ต้องจ้างคนตัด จ้างรถ จ้างคนไปขายที่ตลาดสี่มุมเมือง รังสิต”
อย่างไรก็ตามพื้นที่ทำการเกษตรในอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ถือว่าเป็นพื้นที่ทำการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์มาก เพราะมีสภาพอากาศที่เหมาะสม มีดินดี นํ้าดี อากาศดี ปลูกพืชผัก ผลไม้ ได้นานาชนิด ทั้งทุเรียน ส้ม กล้วยหอม เงาะ ฯลฯ พืชผักผลไม้ที่ปลูกในอำเภอพบพระ จะผลสวยใหญ่ รสชาติดี เช่น ดอกกุหลาบแดงสีสวยสดงดงาม ในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์จะขายดีที่สุดในเมืองไทย กล้วยหอมที่ส่งออกไปขายในประเทศจีน เอเชียและยุโรป นำรายได้เข้าพื้นที่จำนวนมาก เป็นต้น จนได้ชื่อว่า เมืองพบพระ ครัวไทย สู่ครัวโลก มีรายได้จากการทำเกษตรปีละนับหมื่นล้านบาท แต่บางครั้งก็ประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาตกในบางช่วงบางเวลา แต่สุดท้ายเมืองพบพระ ก็ยังเป็นเมืองการเกษตรที่ใหญ่และ สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นและประเทศไทย จนนำไปสู่พื้นที่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้เกษตรกร คนในพื้นที่อย่างมหาศาล
หน้า 21 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,409 วันที่ 14-17 ตุลาคม 2561






