
"TMI" ลั่น! ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน
"TMI" ลั่น! ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน เล็งหาโครงการใหม่ ดันผลงานในอนาคตแกร่ง
"ธีระมงคล อุตสาหกรรม" ประเดิมปีแห่งการลงทุน เดินหน้าหาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อหนุนการเติบโตในอนาคต หลังพึ่งคว้าโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ขนาด 1.40 เมกกะวัตต์ เล็งบุ๊ครายได้ไตรมาส 3 นี้
นายธีระชัย ประสิทธิ์รัตนพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TMI เปิดเผยว่า ในขณะนี้บริษัทยังมองหาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเริ่มต้นธุรกิจพลังงาน และเป็นการช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานในอนาคตให้มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังต้องพิจารณาอัตราผลตอบแทน (IRR) ควบคู่ไปด้วย
โดยก่อนหน้านี้ บริษัทได้มีการให้ บริษัท ธีระมงคล กรีน เอนเนอร์ยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าลงทุนซื้อหุ้น 100% ในบริษัท กรีน เซฟวิ่ง เอนเนอร์ยี่ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ขนาด 1.4 เมกะวัตต์ (MW) ใน จ.ชุมพร มูลค่ารวมประมาณ 79.99 ล้านบาทแล้ว หลังตรวจสอบมูลค่าสินทรัพย์ (Due Diligence) เห็นว่าเหมาะสม โดยคาดว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส3/61 และการลงทุนครั้งนี้จะช่วยต่อยอดธุรกิจ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้านพลังงาน เพื่อการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงในอนาคต
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2561 การ Due Diligence เพื่อเข้าทำรายการซื้อหุ้นกิจการ บริษัท กรีน เซฟวิ่ง เอนเนอร์ยี่ ไทยแลนด์ จำกัด ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และบริษัทได้ทำการจ่ายชำระเงินค่าหุ้นทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยภายหลังจากการเข้าทำ Due Diligence ผู้ขายได้เสนอส่วนลดให้กับทาง บริษัท ธีระมงคล กรีน เอนเนอร์ยี จำกัด เป็นจำนวน 5 ล้านบาท ทำให้จำนวนเงินลดลงเหลือประมาณ 79.99 ล้านบาท จากเดิมประมาณ 84.99 ล้านบาท
อีกทั้งบริษัทมีแหล่งเงินทุนในการลงทุนดังกล่าว มาจากเงินทุนหมุนเวียนของ บริษัท ธีระมงคล กรีน เอนเนอร์ยี จำกัด จำนวน 5 ล้านบาท และเงินกู้ยืมจากบริษัทประมาณ 74.99 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาเงินกู้ 10 ปี สำหรับเงื่อนไขการกู้ยืนเงินอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกันระหว่างบริษัทและบริษัทย่อย
สำหรับในปัจจุบัน บริษัท กรีน เซฟวิ่ง เอนเนอร์ยี่ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ขนาด 1.4 เมกะวัตต์ ได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในระบบ Feed-in Tariff โดยมีราคาขายไฟฟ้า Feed-in Tariff (Fix) ที่ 3.76 บาทต่อหน่วย และ Feed-in Tariff (Premium) ที่ 0.50 บาทต่อหน่วย รวมได้รับราคาขายไฟฟ้าทั้งสิ้น 4.26 บาทต่อหน่วย มีอายุสัญญา 20 ปี เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. 2558 และจะสิ้นสุดในวันที่ 19 เม.ย. 2578 และดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สิ้นสุด ณ วันที่ 19 เม.ย. 2578 จึงเหลืออายุสัญญา 17 ปีโดยประมาณ
"ปีนี้เรามองว่าเป็นปีแห่งการลงทุนของบริษัท ทำให้เราเดินหน้าเข้าไปในธุรกิจพลังงาน ซึ่งหลังจากได้โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ขนาด 1.4 เมกะวัตต์ มาแล้ว และเรายังมองหาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตในอนาคต แต่ก็ต้องดู IRR ควบคู่กับการลงทุนไปด้วย เพื่อสร้างผลการตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น" นายธีระชัย กล่าว
"ธีระมงคล อุตสาหกรรม" ประเดิมปีแห่งการลงทุน เดินหน้าหาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อหนุนการเติบโตในอนาคต หลังพึ่งคว้าโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ขนาด 1.40 เมกกะวัตต์ เล็งบุ๊ครายได้ไตรมาส 3 นี้
นายธีระชัย ประสิทธิ์รัตนพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TMI เปิดเผยว่า ในขณะนี้บริษัทยังมองหาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเริ่มต้นธุรกิจพลังงาน และเป็นการช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานในอนาคตให้มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังต้องพิจารณาอัตราผลตอบแทน (IRR) ควบคู่ไปด้วย
โดยก่อนหน้านี้ บริษัทได้มีการให้ บริษัท ธีระมงคล กรีน เอนเนอร์ยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าลงทุนซื้อหุ้น 100% ในบริษัท กรีน เซฟวิ่ง เอนเนอร์ยี่ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ขนาด 1.4 เมกะวัตต์ (MW) ใน จ.ชุมพร มูลค่ารวมประมาณ 79.99 ล้านบาทแล้ว หลังตรวจสอบมูลค่าสินทรัพย์ (Due Diligence) เห็นว่าเหมาะสม โดยคาดว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส3/61 และการลงทุนครั้งนี้จะช่วยต่อยอดธุรกิจ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้านพลังงาน เพื่อการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงในอนาคต
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2561 การ Due Diligence เพื่อเข้าทำรายการซื้อหุ้นกิจการ บริษัท กรีน เซฟวิ่ง เอนเนอร์ยี่ ไทยแลนด์ จำกัด ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และบริษัทได้ทำการจ่ายชำระเงินค่าหุ้นทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยภายหลังจากการเข้าทำ Due Diligence ผู้ขายได้เสนอส่วนลดให้กับทาง บริษัท ธีระมงคล กรีน เอนเนอร์ยี จำกัด เป็นจำนวน 5 ล้านบาท ทำให้จำนวนเงินลดลงเหลือประมาณ 79.99 ล้านบาท จากเดิมประมาณ 84.99 ล้านบาท
อีกทั้งบริษัทมีแหล่งเงินทุนในการลงทุนดังกล่าว มาจากเงินทุนหมุนเวียนของ บริษัท ธีระมงคล กรีน เอนเนอร์ยี จำกัด จำนวน 5 ล้านบาท และเงินกู้ยืมจากบริษัทประมาณ 74.99 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาเงินกู้ 10 ปี สำหรับเงื่อนไขการกู้ยืนเงินอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกันระหว่างบริษัทและบริษัทย่อย
สำหรับในปัจจุบัน บริษัท กรีน เซฟวิ่ง เอนเนอร์ยี่ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ขนาด 1.4 เมกะวัตต์ ได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในระบบ Feed-in Tariff โดยมีราคาขายไฟฟ้า Feed-in Tariff (Fix) ที่ 3.76 บาทต่อหน่วย และ Feed-in Tariff (Premium) ที่ 0.50 บาทต่อหน่วย รวมได้รับราคาขายไฟฟ้าทั้งสิ้น 4.26 บาทต่อหน่วย มีอายุสัญญา 20 ปี เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. 2558 และจะสิ้นสุดในวันที่ 19 เม.ย. 2578 และดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2558 จนถึงปัจจุบัน โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สิ้นสุด ณ วันที่ 19 เม.ย. 2578 จึงเหลืออายุสัญญา 17 ปีโดยประมาณ
"ปีนี้เรามองว่าเป็นปีแห่งการลงทุนของบริษัท ทำให้เราเดินหน้าเข้าไปในธุรกิจพลังงาน ซึ่งหลังจากได้โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ขนาด 1.4 เมกะวัตต์ มาแล้ว และเรายังมองหาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตในอนาคต แต่ก็ต้องดู IRR ควบคู่กับการลงทุนไปด้วย เพื่อสร้างผลการตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น" นายธีระชัย กล่าว






