
‘บวท.’ทุ่ม7พันล้าน ยกเครื่องบริหารจัดการจราจรทางอากาศ
บวท.ปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางบินใหม่ มุ่งออกแบบรูตให้แอร์ไลน์บินเป็นแบบ One-way รับเที่ยวบินเพิ่มเป็น 2 ล้านเที่ยวบินต่อปี จ่อประเดิมเส้นทางบินภาคใต้ ช่วงปลายปีนี้ ทั้งลงทุนอีก 6-7 พันล้านบาทในช่วง 5 ปีนี้ ยกเครื่องอุปกรณ์การบริหารจัดการการจราจรทางอากาศ
จากปริมาณการจราจรทางอากาศที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยฯ (บวท.) ต้องขยายศักยภาพการรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่ศูนย์ควบคุมทุ่งมหาเมฆและในจังหวัดต่างๆ ที่บวท.ลงทุนไปกว่า 2.5 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและใช้งานได้ในปี 2562 แล้ว ในขณะนี้เอ็มดีใหม่ของ บวท.ยังมีแนวคิดที่จะปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางบินทั้งหมด ให้เป็น One-way Route เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการใช้พื้นที่ห้วงอวกาศให้เกิดความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น
นายสมนึก รงค์ทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในขณะนี้บวท.อยู่ระหว่างการออกแบบเส้นทางการบินใหม่ทั้งหมด โดยจะกำหนดเส้นทางบินให้สายการบินทำการบินไปและกลับคนละทาง หรือทำ การบินแบบ One-way Route เพื่อแก้ปัญหาการมีจุดตัดของเส้นทางบินโดยเฉพาะสนามบินที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งปัจจุบันจะกำหนดเส้นทางบินให้บินสวนกัน โดยแบ่งความสูงของเที่ยวบินที่ไปและกลับเป็นเลขคู่หรือเลขคี่ ทั้งยังจะช่วยให้รองรับการบริหารจัดการเที่ยวบินเพิ่มขึ้นได้อีกกว่า 2 ล้านเที่ยวบินต่อปี เพิ่มเป็น 2 เท่าจากปัจจุบันที่มีปริมาณเที่ยวบินอยู่ที่ 1 ล้านเที่ยวบินต่อปี
ขณะนี้ได้ออกแบบเส้นทางบินสู่ภาคใต้แล้วเสร็จ กำลังหารือกับฝ่ายความมั่นคง และเสนอไปยังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อประกาศการใช้เส้นทางบินนี้ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเริ่มใช้เส้นทางบินใหม่แบบ One-way Route ในเส้นทางบินไปทางภาคใต้ได้ก่อน รวมถึงเส้นทางบินลงใต้ที่เชื่อมไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย จากนั้นก็จะทยอยออกแบบเส้นทางบินไปยังภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันตก
นอกจากนี้ทางบวท.ยังอยู่ระหว่างการออกแบบเส้นทางบิน เพื่อรองรับการขยายตัวของปริมาณเที่ยวบินที่จะมาใช้บริการสนามบินอู่ตะเภา ที่จะเพิ่มขึ้นจากการขยายสนามบินและรันเวย์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย เพื่อให้เกิดการคล่องตัวในการบริหารจัดการเส้นทางบินสำหรับ 3 สนามบินที่ใกล้กันอย่างดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา
สำหรับแผนการลงทุนของ บวท.ในช่วง 3 ปีนี้จะอยู่ที่ราว 6-7 พันล้านบาท ในการปรับปรุงระบบ อุปกรณ์การบริหารจัดการจราจรทางอากาศให้เกิดประสิทธิ ภาพสูงสุด โดยบวท.ประเมินว่าในแต่ละปีไทยจะมีปริมาณการเติบโตของเที่ยวบินเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6% โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2561 มีเที่ยวบินจำนวน 6.97 แสนเที่ยวบิน เฉลี่ยวันละ 2.87 พันเที่ยวบินต่อวัน และคาดว่าจนถึงเดือนธันวาคมนี้ จะมีปริมาณเที่ยวบินราว 1 ล้านเที่ยวบิน และปีหน้าคาดว่าจะมีเที่ยวบินมากกว่า 1 ล้านเที่ยวบิน ไปจนถึง 2 ล้านเที่ยวบินภายในอีก 5-8 ปีข้างหน้านี้
อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการเที่ยวบินให้เกิดความคล่องตัว ไม่เพียงจะทำให้ไทยมีศักยภาพในการรองรับปริมาณเที่ยวบินได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยลดปัญหาเที่ยวบินล่าช้า (ดีเลย์) ให้น้อยลง ซึ่งก็จะช่วยให้สายการบินประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น เพราะการที่สายการบินต้องดีเลย์บนอากาศ ในทุก 1 นาที จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราว 1 หมื่น บาท ดังนั้นการจัดระบบความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ จึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากนี้บวท.อยู่ระหว่างพัฒนาซิมูเลเตอร์ เพื่อทดสอบการให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศ เพื่อเตรียมจะขายสำหรับประเทศเพื่อนบ้านด้วย
……………………………………………………………….
หน้า 22 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3401 ระหว่างวันที่ 16 - 19 กันยายน 2561
จากปริมาณการจราจรทางอากาศที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยฯ (บวท.) ต้องขยายศักยภาพการรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ที่ศูนย์ควบคุมทุ่งมหาเมฆและในจังหวัดต่างๆ ที่บวท.ลงทุนไปกว่า 2.5 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและใช้งานได้ในปี 2562 แล้ว ในขณะนี้เอ็มดีใหม่ของ บวท.ยังมีแนวคิดที่จะปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางบินทั้งหมด ให้เป็น One-way Route เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการใช้พื้นที่ห้วงอวกาศให้เกิดความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น
นายสมนึก รงค์ทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในขณะนี้บวท.อยู่ระหว่างการออกแบบเส้นทางการบินใหม่ทั้งหมด โดยจะกำหนดเส้นทางบินให้สายการบินทำการบินไปและกลับคนละทาง หรือทำ การบินแบบ One-way Route เพื่อแก้ปัญหาการมีจุดตัดของเส้นทางบินโดยเฉพาะสนามบินที่อยู่ใกล้กัน ซึ่งปัจจุบันจะกำหนดเส้นทางบินให้บินสวนกัน โดยแบ่งความสูงของเที่ยวบินที่ไปและกลับเป็นเลขคู่หรือเลขคี่ ทั้งยังจะช่วยให้รองรับการบริหารจัดการเที่ยวบินเพิ่มขึ้นได้อีกกว่า 2 ล้านเที่ยวบินต่อปี เพิ่มเป็น 2 เท่าจากปัจจุบันที่มีปริมาณเที่ยวบินอยู่ที่ 1 ล้านเที่ยวบินต่อปี
ขณะนี้ได้ออกแบบเส้นทางบินสู่ภาคใต้แล้วเสร็จ กำลังหารือกับฝ่ายความมั่นคง และเสนอไปยังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อประกาศการใช้เส้นทางบินนี้ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเริ่มใช้เส้นทางบินใหม่แบบ One-way Route ในเส้นทางบินไปทางภาคใต้ได้ก่อน รวมถึงเส้นทางบินลงใต้ที่เชื่อมไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย จากนั้นก็จะทยอยออกแบบเส้นทางบินไปยังภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันตก
นอกจากนี้ทางบวท.ยังอยู่ระหว่างการออกแบบเส้นทางบิน เพื่อรองรับการขยายตัวของปริมาณเที่ยวบินที่จะมาใช้บริการสนามบินอู่ตะเภา ที่จะเพิ่มขึ้นจากการขยายสนามบินและรันเวย์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย เพื่อให้เกิดการคล่องตัวในการบริหารจัดการเส้นทางบินสำหรับ 3 สนามบินที่ใกล้กันอย่างดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา
สำหรับแผนการลงทุนของ บวท.ในช่วง 3 ปีนี้จะอยู่ที่ราว 6-7 พันล้านบาท ในการปรับปรุงระบบ อุปกรณ์การบริหารจัดการจราจรทางอากาศให้เกิดประสิทธิ ภาพสูงสุด โดยบวท.ประเมินว่าในแต่ละปีไทยจะมีปริมาณการเติบโตของเที่ยวบินเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6% โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2561 มีเที่ยวบินจำนวน 6.97 แสนเที่ยวบิน เฉลี่ยวันละ 2.87 พันเที่ยวบินต่อวัน และคาดว่าจนถึงเดือนธันวาคมนี้ จะมีปริมาณเที่ยวบินราว 1 ล้านเที่ยวบิน และปีหน้าคาดว่าจะมีเที่ยวบินมากกว่า 1 ล้านเที่ยวบิน ไปจนถึง 2 ล้านเที่ยวบินภายในอีก 5-8 ปีข้างหน้านี้
อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการเที่ยวบินให้เกิดความคล่องตัว ไม่เพียงจะทำให้ไทยมีศักยภาพในการรองรับปริมาณเที่ยวบินได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยลดปัญหาเที่ยวบินล่าช้า (ดีเลย์) ให้น้อยลง ซึ่งก็จะช่วยให้สายการบินประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น เพราะการที่สายการบินต้องดีเลย์บนอากาศ ในทุก 1 นาที จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราว 1 หมื่น บาท ดังนั้นการจัดระบบความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ จึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากนี้บวท.อยู่ระหว่างพัฒนาซิมูเลเตอร์ เพื่อทดสอบการให้บริการควบคุมการจราจรทางอากาศ เพื่อเตรียมจะขายสำหรับประเทศเพื่อนบ้านด้วย
……………………………………………………………….
หน้า 22 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3401 ระหว่างวันที่ 16 - 19 กันยายน 2561






