thansettakij
thansettakij
เป้าส่งออกอาหารปีนี้โต 5% สั่งรุกตลาดอาเซียนเต็มพิกัด

เป้าส่งออกอาหารปีนี้โต 5% สั่งรุกตลาดอาเซียนเต็มพิกัด

16 ก.พ. 59 | 14:00 น.
อัปเดตล่าสุด :15 พ.ค. 59 | 14:11 น.
จากในปี 2558 การส่งออกของไทยได้ติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมีปัจจัยหลักจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดี โดยเฉพาะเศรษฐกิจของตลาดหลักทั้งสหภาพยุโรป(อียู) ญี่ปุ่น จีน อาเซียนที่ยังชะลอตัว ส่งผลให้หลายกลุ่มสินค้าของไทยส่งออกได้ในอัตราการขยายตัวที่ลดลงทั้งเชิงปริมาณ และมูลค่า ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มสินค้าอาหารที่ถือเป็นกลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการบริโภคที่ในปี 2558 การส่งออกด้านปริมาณลดลง ติดลบที่ 2% โดยมีการส่งออกมูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท ส่วนด้านปริมาณลดลง -2%

[caption id="attachment_31589" align="aligncenter" width="393"] วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป[/caption]

6 กลุ่มอาหารวูบเล็กน้อย

"วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา" นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ฐานเศรษฐกิจ" โดยได้ฉายภาพว่า จากการส่งออกสินค้าในทุกหมวดในภาพรวมปี 2558 ที่ไทยส่งออกได้กว่า 9 แสนล้านบาทนั้น ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกสินค้าอาหารใน 6 กลุ่ม(ทูน่า,ปลาและอาหารทะเล,สับปะรด,ผักและผลไม้,ข้าวโพดหวาน,อาหารพร้อมรับประทานและเครื่องปรุงรส) จากเกือบ 200 บริษัท ที่เป็นสมาชิกของสมาคมในปีที่ผ่านมา ปริมาณการส่งออกรวม 2.607 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1.83 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2557 ในแง่ปริมาณ และมูลค่าลดลง -2 และ -1% ตามลำดับ

"แง่ปริมาณในช่วงต้นปี 2558 เราตั้งเป้าขยายตัวที่ 0% พอกลางปีเราปรับตัวเลขอาจจะติดลบ 2% ไปจนถึง -4% ซึ่งพอสิ้นปีตัวเลขออกมาเป็น -2% และเชิงมูลค่าลบแค่ 1% เราก็ค่อนข้างพอใจ เพราะไม่ต่างจากเป้าหมายที่เราตั้งไว้นัก ท่ามกลางสภาพตลาดที่ไม่ดีเอาซะเลย โดยช่วงที่แย่ที่สุดคือช่วงต้นปีที่อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเราแข็งค่ามาก ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าหลายประเทศลดค่าเงิน ทำให้อำนาจการซื้อตกลงไปเยอะ ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่การขายของเราชะลอตัวมาก ขายขาดทุนก็ต้องขาย เพราะไม่เช่นนั้นจะระบายของไม่ออก แต่นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา เงินบาทเริ่มอ่อนค่า ประกอบกับสต๊อกสินค้าในตลาดโลกเริ่มลดลง ทำให้การนำเข้ามาเร่งเอาในช่วงปลายปี ทำให้ตัวเลขตีตื้นขึ้นมาได้"

สารพัดปัจจัยเสี่ยงรุม

อย่างไรก็ดีนอกจากเงินบาทที่แข็งค่ามากในช่วงต้นปี 25858 ที่ถือเป็นปัจจัยลบต่อการส่งออกแล้ว ยังมีปัจจัยลบอื่นๆ ที่สำคัญภัยแล้งทำให้วัตถุดิบในการผลิต เช่นในกลุ่มข้าวโพดหวานหายไปเกือบ 1 คร็อป จากปกติปลูกได้ปีละ 3 คร็อป ผลกระทบจากที่สหภาพยุโรป(อียู)ให้ใบเหลืองโดยระบุไทยมีปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม(IUU Fishing) ทำให้สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในสายตาผู้บริโภค แต่กระนั้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารของไทยไปตลาดอียูมากนัก เพราะสินค้าสำคัญในกลุ่มนี้ที่ไทยส่งออกไปอียูคือทูน่ากระป๋องก็มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 8% เท่านั้น

ปีที่ต้องเอาตัวรอดก่อน

สำหรับในรายละเอียดของการส่งออกสินค้าอาหารทั้ง 6 กลุ่มในปี 2558 ในส่วนของ กลุ่มทูน่า ส่งออกปริมาณ 6.27 แสนตัน มูลค่า 7.42 หมื่นล้านบาท ขยายตัวลดลง -5 และ -11% ตามลำดับ เนื่องจากราคาวัตถุดิบปลาทูน่าถูกลงตามต้นทุนน้ำมันในการจับปลา มีผลต่อราคาสินค้าปรับตัวลดลงด้วย, กลุ่มปลาและอาหารทะเล ส่งออกปริมาณ 1.17 แสนตัน มูลค่า 1.25 หมื่นล้านบาท ขยายตัว +9 และ +5% ตามลำดับ

ส่วนในกลุ่มสับปะรดกระป๋อง ส่งออกปริมาณ 5.62 แสนตัน มูลค่า 2.40 หมื่นล้านบาท ขยายตัว -10% และ +18% ตามลำดับ โดยมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 18% เป็นผลจากราคาวัตถุดิบสับปะรดปรับตัวสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 5-7 บาท เป็น 10-15 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว มีผลต่อราคาส่งออกเพิ่มขึ้น, กลุ่มผักและผลไม้ส่งออกปริมาณ 5.95 แสนตัน มูลค่า 2.83 หมื่นล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น +6% และ +8% ตามลำดับ จากผลไม้เมืองร้อนจากไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาด,กลุ่มข้าวโพดหวาน ส่งออกปริมาณ 1.86 แสนตัน มูลค่า 6.15 พันล้านบาท ขยายตัวทั้งในเชิงปริมาณ และมูลค่าที่ -7% จากราคาข้าวโพดหวานในตลาดโลกต่ำลงจากมีการแข่งขันสูงจากหลายประเทศ และกลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน และเครื่องปรุงรส ส่งออกปริมาณ 5.19 แสนตัน มูลค่า 3.77 หมื่นล้านบาท ขยายตัวทั้งในเชิงปริมาณ และมูลค่าที่ 5%

"โดยสรุปในปี 2558 เป็นปีที่แต่ละบริษัทต้องพยายามเอาตัวรอดจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวให้ได้ เพราะในภาพรวมไม่มีการเติบโต มีแต่ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้แย่ไปกว่าเดิม ซึ่งกลุ่มที่น่าสนใจคือ กลุ่มพร้อมรับประทาน และเครื่องปรุงรสที่ตัวเลขยังเติบโตได้ระดับ 5% ต่อปีมาหลายปีติดต่อกัน ซึ่งยังสามารถสร้างความหลากหลายของสินค้าเพื่อส่งออกได้อีกมาก"

เป้าปี 59 ส่งออกโต5%

สำหรับในปี 2559 "วิศิษฐ์"ระบุว่าทางสมาคมได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกในเชิงปริมาณ และมูลค่ารูปเงินบาทจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีทีผ่านมา 5% ขณะที่เป้าหมายขั้นต่ำสุดควรเสมอตัวหรือใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยบวกสำหรับการส่งออกในปีนี้คือ จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)จะทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าตามตะเข็บชายแดน/การค้าชายแดน และการค้าผ่านแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น

ขณะที่ในส่วนของปัจจัยลบยังมีอยู่มากเช่นกัน ที่สำคัญคือปัญหาภัยแล้งในช่วงครึ่งปีแรก อาจทำให้วัตถุดิบขาดแคลน ส่วนครึ่งปีหลังคาดจะเกิดปรากฏการณ์ลานินญาทำให้ฝนตกชุกมากขึ้นหากตกมากและน้ำท่วมวัตถุดิบอาจขาดแคลนแต่หากตกพอดีๆ วัตถุดิบก็จะเพียงพอ นอกจากนี้มีปัจจัยลบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว และหันพึ่งการบริโภคภายในมากขึ้น จะมีผลทำให้จีนลดการนำเข้าสินค้าอาหารจากไทย ปัจจัยลบจากอัตราแลกเปลี่ยนที่จะยังมีความผันผวนจากจีน และญี่ปุ่นทำสงครามค่าเงิน มีผลให้ค่าเงินหยวนและค่าเงินเยนอ่อนเพื่อเพิ่มการส่งออก จะทำให้ผู้ส่งออกของไทยมีความเสี่ยงในการรับคำสั่งซื้อ รวมถึงมีต้นทุนเพิ่มจากการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน เรื่องสถานการณความไม่สงบ และความขัดแย้งระหว่างประเทศ จะส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รวมถึงมีอุปสรรคเรื่องการส่งมอบสินค้า และจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังตกต่ำ จะฉุดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ราคาต่ำลงด้วย ส่วนเรื่องไอยูยูก็ถือเป็นปัจจัยลบแต่คงกระทบไม่มากเท่าเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

อาเซียนตลาดความหวัง

"ตลาดส่งออกสินค้าอาหารของเราในปีที่ผ่านมา เราส่งออกไปตลาดสหรัฐฯสัดส่วน 18% อียู 17% ญี่ปุ่นและจีนตลาดละ 15% อาเซียน 13% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)เพื่อกระจายต่อไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง 8% ที่เหลือเป็นตลาดอื่น ๆ ซึ่งในช่วง 2-3 ปีหลังตลาดอาเซียนเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและคาดจะเป็นทางออกที่สำคัญของไทยในปีนี้ เพราะภาษีนำเข้าระหว่างกันได้ลดลงเป็น 0% การกีดกันการค้ายังถือว่าน้อยมาก และด้วยภาพลักษณ์สินค้าไทยที่ได้รับความเชื่อถือทำให้มีโอกาสขยายตัวในตลาดอาเซียนได้อีกมาก รวมถึงตลาดอาเซียนบวก 6 ที่เรามีความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกัน ขณะเดียวกันคงต้องโฟกัสตลาดที่เป็นนิชมาร์เก็ตมากขึ้น เช่นอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อผู้สูงอายุ เป็นต้น"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,131 วันที่ 14 - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business