
แกนนำชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ รวมตัวหาทางออกราคาอ้อยร่วง
แกนนำชาวไร่อ้อยทั่วประเทศราว150ราย รวมตัวเปิดเวทีสัมนาหาทางออกเพื่อรับมือ แก้ปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ ในฤดูผลิต2561/62 ที่กำลังเปิดหีบพ.ย.นี้ แนะวางมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวช่วยชาวไร่อ้อย
นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า วันนี้(7ส.ค.2561) มีการรวมพลตัวแทนชาวไร่อ้อยทั่วประเทศราว150ราย เพื่อมาหาทางออกร่วมกันในเวทีสัมมนาที่พัทยา จังหวัดชลบุรี กรณีปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากราคาอ้อยเบื้องต้นที่ปี2560/61ประกาศออกไปก่อนหน้านั้นสูงถึง 880 บาทต่อตัน ในขณะนั้นราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกยืนอยู่ที่16-17เซ็นต์ต่อปอนด์ ในขณะที่ราคาอ้อยเบื้องสุดท้าย คาดการณ์ว่าจะลงมาอยู่ที่ราคา772บาทต่อตัน หลังจากที่ราคาน้ำตาลทรายดิบก็ร่วงลงมาต่อเนื่อง ตามสถานการณ์โลก
อย่างไรก็ตามขณะนี้ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ต่างกังวลว่า จากราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกร่วงลงมาอยู่ที่ ราว11-12 เซ็นต์ต่อปอนด์ในขณะนี้ จะทำให้ราคาอ้อยในฤดูผลิตปี2561/2562 ที่จะเริ่มเปิดหีบในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ได้รับผลกระทบจากราคาอ้อยที่ตกต่ำ จึงมีการหารือร่วมกันถึงมาตรการระยะสั้นและมาตรการระยะยาวถึงเสถียรภาพราคาอ้อยดังนี้
โดยมาตรการระยะสั้นประกอบด้วย 1.ให้มีการเจรจากับโรงงานน้ำตาลนำเงินจากระบบที่มีส่วนต่างของรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศที่ส่งเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลประมาณ ปีละ15,000ล้านบาทมาเพิ่มเป็นราคาอ้อยให้กับชาวไร่อ้อย100% 2.เจรจากับโรงงานน้ำตาลให้เพิ่มค่าอ้อยให้กับชาวไร่อ้อย
3.ให้ภาครัฐสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมในปัจจัยการผลิต(ปุ๋ย ยา รวมทั้งการขนส่ง) เพื่อลดต้นทุการผลิตโดยไม่ขัดกับWTO 4.ให้รัฐแก้ปัญหาเพื่อให้กองทุนกู้เงินจากธนาคารเพิ่มเพิ่มราคาอ้อยให้คุ้มต้นทุนการผลิตโดยให้มีการแก้กฏหมายโดยใช้ม.44 ให้กองทุนสามารถกู้เงินได้
5.เร่งรัดให้ใช้ระเบียบว่าด้วยการหักเงินค่าอ้อยไฟไหม้(ที่คณะกรรมการได้มีมติหักเงินค่าอ้อยไฟไหม้ในอัตราตันละ20บาท) 6.เพื่อควายั่งยืนในอาชีพให้ปตท.สร้างโรงงานผลิตอเทานอลเพื่อเป็นแนวทางเลือกของอ้อยอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนแนวทางระยะยาว ในเรื่องเสถียรภาพราคาอ้อยมีการหารือร่วมกันว่า ควรประกอบด้วย 1. กำหนดปริมาณอ้อยและน้ำตาลที่เหมาะสมเพื่อเสถียรภาพราคาอ้อยปริมาณส่วนเกินจากที่กำหนดให้โรงงานเป็นผู้รับผิดชอบ 2.กำหนดรายได้ส่วนเพิ่มให้กับระบบจากการผลิตน้ำตาลชนิดพิเศษและแบ่งปันให้เหมาะสม 3.ส่งเสริมให้มีการนำอ้อยไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ นอกจากน้ำตาล เพื่อให้ระบบมีรายได้เพิ่มขึ้นและแบ่งปันอย่างเหมาะสม 4.จัดทำต้นทุนการผลิตอ้อยและต้นทุนการผลิตน้ำตาลให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
5.ปรับรูปแบบวิธีการขายน้ำตาลไปต่งประเทศของตลาดล่วงหน้าให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับระบบ รวมถึงปลดเงื่อนไขข้อจำกัดระหว่างชาวไร่อ้อยต่อโรงานในการทำราคาตลาดล่วงหน้า(36เดือน) และเพิ่มชนิดน้ำตาลในการทำราคา(น้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาว) รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำตาลให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น 6.รูปแบบของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายที่เหมาะสมและไม่ขัดกับWTO ควรเป็นอย่างไร
นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า วันนี้(7ส.ค.2561) มีการรวมพลตัวแทนชาวไร่อ้อยทั่วประเทศราว150ราย เพื่อมาหาทางออกร่วมกันในเวทีสัมมนาที่พัทยา จังหวัดชลบุรี กรณีปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากราคาอ้อยเบื้องต้นที่ปี2560/61ประกาศออกไปก่อนหน้านั้นสูงถึง 880 บาทต่อตัน ในขณะนั้นราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกยืนอยู่ที่16-17เซ็นต์ต่อปอนด์ ในขณะที่ราคาอ้อยเบื้องสุดท้าย คาดการณ์ว่าจะลงมาอยู่ที่ราคา772บาทต่อตัน หลังจากที่ราคาน้ำตาลทรายดิบก็ร่วงลงมาต่อเนื่อง ตามสถานการณ์โลก
อย่างไรก็ตามขณะนี้ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ ต่างกังวลว่า จากราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกร่วงลงมาอยู่ที่ ราว11-12 เซ็นต์ต่อปอนด์ในขณะนี้ จะทำให้ราคาอ้อยในฤดูผลิตปี2561/2562 ที่จะเริ่มเปิดหีบในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ได้รับผลกระทบจากราคาอ้อยที่ตกต่ำ จึงมีการหารือร่วมกันถึงมาตรการระยะสั้นและมาตรการระยะยาวถึงเสถียรภาพราคาอ้อยดังนี้
โดยมาตรการระยะสั้นประกอบด้วย 1.ให้มีการเจรจากับโรงงานน้ำตาลนำเงินจากระบบที่มีส่วนต่างของรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศที่ส่งเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลประมาณ ปีละ15,000ล้านบาทมาเพิ่มเป็นราคาอ้อยให้กับชาวไร่อ้อย100% 2.เจรจากับโรงงานน้ำตาลให้เพิ่มค่าอ้อยให้กับชาวไร่อ้อย
3.ให้ภาครัฐสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมในปัจจัยการผลิต(ปุ๋ย ยา รวมทั้งการขนส่ง) เพื่อลดต้นทุการผลิตโดยไม่ขัดกับWTO 4.ให้รัฐแก้ปัญหาเพื่อให้กองทุนกู้เงินจากธนาคารเพิ่มเพิ่มราคาอ้อยให้คุ้มต้นทุนการผลิตโดยให้มีการแก้กฏหมายโดยใช้ม.44 ให้กองทุนสามารถกู้เงินได้
5.เร่งรัดให้ใช้ระเบียบว่าด้วยการหักเงินค่าอ้อยไฟไหม้(ที่คณะกรรมการได้มีมติหักเงินค่าอ้อยไฟไหม้ในอัตราตันละ20บาท) 6.เพื่อควายั่งยืนในอาชีพให้ปตท.สร้างโรงงานผลิตอเทานอลเพื่อเป็นแนวทางเลือกของอ้อยอย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนแนวทางระยะยาว ในเรื่องเสถียรภาพราคาอ้อยมีการหารือร่วมกันว่า ควรประกอบด้วย 1. กำหนดปริมาณอ้อยและน้ำตาลที่เหมาะสมเพื่อเสถียรภาพราคาอ้อยปริมาณส่วนเกินจากที่กำหนดให้โรงงานเป็นผู้รับผิดชอบ 2.กำหนดรายได้ส่วนเพิ่มให้กับระบบจากการผลิตน้ำตาลชนิดพิเศษและแบ่งปันให้เหมาะสม 3.ส่งเสริมให้มีการนำอ้อยไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ นอกจากน้ำตาล เพื่อให้ระบบมีรายได้เพิ่มขึ้นและแบ่งปันอย่างเหมาะสม 4.จัดทำต้นทุนการผลิตอ้อยและต้นทุนการผลิตน้ำตาลให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
5.ปรับรูปแบบวิธีการขายน้ำตาลไปต่งประเทศของตลาดล่วงหน้าให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับระบบ รวมถึงปลดเงื่อนไขข้อจำกัดระหว่างชาวไร่อ้อยต่อโรงานในการทำราคาตลาดล่วงหน้า(36เดือน) และเพิ่มชนิดน้ำตาลในการทำราคา(น้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาว) รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำตาลให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น 6.รูปแบบของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายที่เหมาะสมและไม่ขัดกับWTO ควรเป็นอย่างไร






