
ประชุมร่วมการค้าไทย-เวียดนาม ปี 2563 ดันเกินเป้า 2 หมื่นล้านดอลล์
- 3 ส.ค. 61 - นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่าภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 3 และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจไทย-เวียดนาม ที่เวียดนามซึ่งได้มีการหารือความร่วมมือเพื่อกระชับความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เพื่อจับมือกันขยายมูลค่าทางการค้าท่ามกลาง สภาพแวดล้อมทางการค้าโลกที่ผันผวนไม่แน่นอน เพื่อบรรลุเป้าหมายการค้าที่ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2563
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า โดยมีแนวทางการดำเนินการที่สำคัญ เช่น การอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาทางการค้า โดยไทยได้ขอให้เวียดนามแก้ปัญหาเรื่องที่เวียดนามออกระเบียบกำหนดให้รถยนต์นำเข้าต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมทุกล็อตทุกแบบ ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าและค่าใช้จ่าย เนื่องจากเวียดนามมีศูนย์ทดสอบไม่เพียงพอ ต้องใช้เวลารอคิวนาน จากที่เคยใช้เวลา 2-3 วัน เป็นกว่า 30 วัน
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า โดยไทยเสนอให้มีการทำความตกลงหรือความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้เวียดนามยอมรับ ผลการตรวจสอบของไทย และไม่ต้องตรวจสอบช้าในเวียดนาม พร้อมยินดีสนับสนุนเวียดนามเรื่องนี้เพื่อให้การตรวจสอบเร็วขึ้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือเรื่องนี้กันต่อไป ความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร ซึ่งไทยได้เร่งรัดให้ฝ่ายเวียดนามพิจารณาออกใบอนุญาตนาเข้ามะม่วงและเงาะของไทยที่ยื่นขอตั้งแต่ 2558
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขณะที่เวียดนามขอให้ไทยพิจารณาออกใบอนุญาตผลไม้ 5 ชนิด คือ เงาะ เสาวรส น้อยหน่า ส้มโอ และลูกน้ำนม ที่ยื่นขอในปี 2560 เนื่องจากที่ผ่านมาเวียดนามได้อนุญาตให้นำเข้าผลไม้ 28 ชนิดจากไทยมาขายในเวียดนามแล้ว เช่น กล้วย แคนตาลูป แก้วมังกร ทุเรียน ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกเรื่องนี้เพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันต่อไป โดยทั้งฝ่ายเห็นด้วยที่จะร่วมกันวางยุทธศาสตร์ผลไม้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของสินค้านี้ในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงการจับมือกันอย่างใกล้ชิดในเรื่องการค้าสินค้าเกษตร ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบของทั้งสองประเทศในการแข่งขัน เช่น ข้าว กาแฟ และยางพารา ขยายความร่วมมือด้านการเงินและธนาคารในหลายสาขา อาทิ การเชื่อมโยงการชาระเงิน ความร่วมมือด้านการกากับสถาบันการเงิน ความร่วมมือด้าน Fintech ให้ทันกับสถานการณ์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า รวมทั้งการเร่งรัดให้เวียดนามพิจารณาออกใบอนุญาตการตั้งสาขาของธนาคารพาณิชย์ไทยในเวียดนาม และการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ไทยขยายขอบเขตการให้บริการเพิ่มเติม การส่งเสริมกิจกรรมการแสดงและจาหน่ายสินค้า และจับคู่ธุรกิจระหว่างกัน เพื่อให้ผู้บริโภคทั้งสองฝ่ายรู้จักสินค้ากันและกันมากขึ้น (5) ร่วมมือกันผลักดันบทบาทนาของอาเซียนให้การเจรจา RCEP บรรลุผลโดยเร็วที่สุด และยินดีสนับสนุนไทยในการเข้าเป็นสมาชิก CPTPP เมื่อมีการรับสมาชิกใหม่
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจคู่ขนานไปกับ การประชุม JTC เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างนักธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศ โดยมีผู้ประกอบการ SMEs จากทั้ง 2 ประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวกว่า 100 คน ผลการจัดกิจกรรมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง SMEs ของทั้งสองประเทศ นักธุรกิจของทั้ง 2 ฝ่าย สนใจที่จะซื้อ ขาย และเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมกัน สินค้าไทยที่ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจเวียดนาม ได้แก่ เครื่องจักร ยางยืดสำหรับเสื้อผ้าเด็ก เทป (seal) สำหรับอุตสาหกรรม เม็ดพลาสติก pvc รีไซเคิล มาสก์ทองคำ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว อาหารเสริมสำหรับผู้ชาย ซุปต้มยา ซุปผง ผงฟู อุปกรณ์เสริมความงาม หวี และผลไม้อบแห้ง ทั้งนี้ นักธุรกิจไทยยังได้แสดงความสนใจที่จะหาคู่ค้าด้านโลจิสติกส์ในเวียดนาม ในขณะที่ ฝ่ายเวียดนามได้เชิญชวนภาคเอกชนไทยมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของเวียดนามอีกด้วย
ปัจจุบันเวียดนาม เป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยในอาเซียน และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 ของไทยในโลก การค้าของไทยกับเวียดนาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2556-2560) มีมูลค่าเฉลี่ยประมาณปีละ 13,141.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 9.74% ต่อปี ในปี 2560 การค้ารวมไทย-เวียดนาม มีมูลค่า 16,634ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญไปเวียดนาม ได้แก่ น้ามันสำเร็จรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ขณะที่สินค้านาเข้าหลัก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน น้ามันดิบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า โดยมีแนวทางการดำเนินการที่สำคัญ เช่น การอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาทางการค้า โดยไทยได้ขอให้เวียดนามแก้ปัญหาเรื่องที่เวียดนามออกระเบียบกำหนดให้รถยนต์นำเข้าต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมทุกล็อตทุกแบบ ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าและค่าใช้จ่าย เนื่องจากเวียดนามมีศูนย์ทดสอบไม่เพียงพอ ต้องใช้เวลารอคิวนาน จากที่เคยใช้เวลา 2-3 วัน เป็นกว่า 30 วัน
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า โดยไทยเสนอให้มีการทำความตกลงหรือความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้เวียดนามยอมรับ ผลการตรวจสอบของไทย และไม่ต้องตรวจสอบช้าในเวียดนาม พร้อมยินดีสนับสนุนเวียดนามเรื่องนี้เพื่อให้การตรวจสอบเร็วขึ้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือเรื่องนี้กันต่อไป ความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร ซึ่งไทยได้เร่งรัดให้ฝ่ายเวียดนามพิจารณาออกใบอนุญาตนาเข้ามะม่วงและเงาะของไทยที่ยื่นขอตั้งแต่ 2558
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขณะที่เวียดนามขอให้ไทยพิจารณาออกใบอนุญาตผลไม้ 5 ชนิด คือ เงาะ เสาวรส น้อยหน่า ส้มโอ และลูกน้ำนม ที่ยื่นขอในปี 2560 เนื่องจากที่ผ่านมาเวียดนามได้อนุญาตให้นำเข้าผลไม้ 28 ชนิดจากไทยมาขายในเวียดนามแล้ว เช่น กล้วย แคนตาลูป แก้วมังกร ทุเรียน ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกเรื่องนี้เพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันต่อไป โดยทั้งฝ่ายเห็นด้วยที่จะร่วมกันวางยุทธศาสตร์ผลไม้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของสินค้านี้ในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงการจับมือกันอย่างใกล้ชิดในเรื่องการค้าสินค้าเกษตร ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบของทั้งสองประเทศในการแข่งขัน เช่น ข้าว กาแฟ และยางพารา ขยายความร่วมมือด้านการเงินและธนาคารในหลายสาขา อาทิ การเชื่อมโยงการชาระเงิน ความร่วมมือด้านการกากับสถาบันการเงิน ความร่วมมือด้าน Fintech ให้ทันกับสถานการณ์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า รวมทั้งการเร่งรัดให้เวียดนามพิจารณาออกใบอนุญาตการตั้งสาขาของธนาคารพาณิชย์ไทยในเวียดนาม และการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ไทยขยายขอบเขตการให้บริการเพิ่มเติม การส่งเสริมกิจกรรมการแสดงและจาหน่ายสินค้า และจับคู่ธุรกิจระหว่างกัน เพื่อให้ผู้บริโภคทั้งสองฝ่ายรู้จักสินค้ากันและกันมากขึ้น (5) ร่วมมือกันผลักดันบทบาทนาของอาเซียนให้การเจรจา RCEP บรรลุผลโดยเร็วที่สุด และยินดีสนับสนุนไทยในการเข้าเป็นสมาชิก CPTPP เมื่อมีการรับสมาชิกใหม่
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจคู่ขนานไปกับ การประชุม JTC เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างนักธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศ โดยมีผู้ประกอบการ SMEs จากทั้ง 2 ประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวกว่า 100 คน ผลการจัดกิจกรรมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง SMEs ของทั้งสองประเทศ นักธุรกิจของทั้ง 2 ฝ่าย สนใจที่จะซื้อ ขาย และเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมกัน สินค้าไทยที่ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจเวียดนาม ได้แก่ เครื่องจักร ยางยืดสำหรับเสื้อผ้าเด็ก เทป (seal) สำหรับอุตสาหกรรม เม็ดพลาสติก pvc รีไซเคิล มาสก์ทองคำ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว อาหารเสริมสำหรับผู้ชาย ซุปต้มยา ซุปผง ผงฟู อุปกรณ์เสริมความงาม หวี และผลไม้อบแห้ง ทั้งนี้ นักธุรกิจไทยยังได้แสดงความสนใจที่จะหาคู่ค้าด้านโลจิสติกส์ในเวียดนาม ในขณะที่ ฝ่ายเวียดนามได้เชิญชวนภาคเอกชนไทยมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของเวียดนามอีกด้วย
ปัจจุบันเวียดนาม เป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยในอาเซียน และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 ของไทยในโลก การค้าของไทยกับเวียดนาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2556-2560) มีมูลค่าเฉลี่ยประมาณปีละ 13,141.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 9.74% ต่อปี ในปี 2560 การค้ารวมไทย-เวียดนาม มีมูลค่า 16,634ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญไปเวียดนาม ได้แก่ น้ามันสำเร็จรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ขณะที่สินค้านาเข้าหลัก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน น้ามันดิบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์






