
ลิงชิงหม้อ ชาบูสไตล์ไทเป สูตรเด็ดหม่าล่า
ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ และให้ผลตอบแทนที่ดีที่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่ก็เป็นธุรกิจที่ก้าวเข้าไปได้ยากหากไม่มีพ่อครัวแม่ครัว หรือเชฟฝีมือดี แต่หากเป็นธุรกิจอาหารรูปแบบของหม้อไฟชาบู หรือสุกี้ ก็จะสามารถเข้าไปสู่ธุรกิจได้ไม่ยากเท่าใดนัก โดยจะเห็นได้จากจำนวนร้านอาหารในรูปแบบดังกล่าวที่เปิดให้บริการกันเป็นจำนวนมาก เพราะไม่จำเป็นต้องมีพ่อครัวแม่ครัว ขอเพียงแค่มีร้าน หรือสูตรอาหารที่นำเสนอต่อผู้บริโภคน่าสนใจ และรสชาติอร่อย แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดกิจการลง เพราะสู้ตลาดการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงไม่ไหว
“บุญฑริกา เชิญตระกูล” เจ้าของธุรกิจ ชาบูหม้อไฟสไตล์ไทเป แบรนด์ “ลิงชิงหม้อ” กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงเลือกทำธุรกิจที่มีคู่แข่งเป็นจำนวนมาก
จากเภสัชกรสู่ธุรกิจอาหาร
บุญฑริกา กล่าวว่า ตัวเธอเองนั้นเป็นเภสัชกร และเป็นเจ้าของร้านขายยาถึง 3 แห่ง แต่ด้วยเงื่อนไขของการเช่าพื้นที่เพื่อเปิดร้าน ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการต่อสัญญา ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของจะขายที่เพื่อทำกำไร หลังจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในแต่ละพื้นที่มีการเติบโต ทำให้ต้องปิดกิจการร้านขายยาจนเหลือเพียงแห่งเดียวในปัจจุบัน โดยจุดเริ่มต้นของไอเดียในการทำธุรกิจ ลิงชิงหม้อ มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ โดยที่ตัวเธอมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดกิจการร้านขายก๋วยเตี๋ยวไปก่อน หลังจากที่ได้ไปเซ็นสัญญาเพื่อเช่าพื้นที่ขายยา ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเปิดเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่และกำลังใกล้ที่จะหมดสัญญาก่อนที่จะทำเป็นร้านขายยา
ทั้งนี้ เมื่อได้เข้าสู่โลกของธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหาร ก็ทำให้ได้พบว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ และสร้างผลตอบแทนได้ดี ประจวบเหมาะกับที่น้องชายร่วมทำธุรกิจกับเพื่อน เพื่อเปิดกิจการก๋วยเตี๋ยวในสไตล์เวียดนาม หรือที่เรียกว่า “เฝอ” และพัฒนาจากร้านที่ขายแบบชาม เป็นรูปแบบของหม้อไฟ ภายใต้ชื่อร้าน “เฝอ 54” และมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นจากกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ดังนั้น จึงตัดสินใจชวนน้องชายมาเปิดร้าน เฝอ 54 บนทำเลแถวบ้านที่ประชาชื่นในรูปแบบของการซื้อแฟรนไชส์มาเปิดให้บริการ
หลังจากที่เปิดกิจการ เฝอ 54 มาได้ประมาณ 2 ปี โดยใช้ระยะเวลาการคืนทุนเพียงแค่ 6 เดือน ทำให้ตนรู้ว่าธุรกิจอาหารน่าจะไปได้ด้วยดี ตนจึงมีแนวคิดที่จะเปิดกิจการร้านอาหารที่เป็นของตนเอง แต่จะต้องมีความแตกต่างจากแฟรนไชส์ที่ซื้อมา ตนจึงเลือกที่จะทำชาบูหม้อไฟสไตล์ไทเป เนื่องจากตนได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศดังกล่าว และได้ลิ้มลองรสชาติของชาบู ซึ่งจะใช้เครื่องเทศที่เรียกว่า “หม่าล่า” เป็นส่วนผสม แต่ด้วยความที่หม่าล่านั้นมีความเผ็ดจนทำให้ลิ้นชาเมื่อรับประทาน ตนจึงต้องนำสูตรมาปรับปรุงเพื่อให้รสชาติเหมาะกับสไตล์การรับประทานของผู้บริโภคในประเทศ ไทย และเปิดกิจการ ลิงชิงหม้อ เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2561
“ในการรับประทานครั้งแรกตนไม่ได้ชื่นชอบชาบูสไตล์ไทเปที่ผสม หม่าล่า เท่าใดนัก เพราะนํ้าซุปของที่นั่นจะมีทั้งความมันและเผ็ด แต่เมื่อได้มีโอกาสไปรับประทาน ที่แม่เพื่อนซึ่งเป็นคนจีนทำให้ ซึ่งจะไม่เผ็ดมากและมีรสชาติอร่อย จึงเข้าไปขอสูตร และให้แม่ของเพื่อนช่วยสอนวิธีการทำ และนำสูตรมาปรับปรุง และพัฒนาให้รสชาติเหมาะกับคนไทย โดยเลือกที่จะทำเป็นรูปแบบชาบูหม้อไฟ ซึ่งเครื่องเคียงอย่างเนื้อสัตว์ และผักจะคล้ายกับเฝอ 54”
ขยายเวลาพร้อมลุยดีลิเวอรี
บุญฑริกา กล่าวต่อไปอีกว่า จุดเด่นของร้านลิงชิงหม้ออยู่ที่นํ้าซุป และหม่าล่าที่มีรสชาติอร่อยไม่เหมือนกับที่ใด และวัตถุดิบที่จะถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี ทั้งเนื้อสัตว์ และผัก ซึ่งจะต้องสด สะอาดและปลอดภัย เพราะร้านเราไม่ใช่เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ เพราะฉะนั้น จึงต้องเลือกเฉพาะวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพเท่านั้น ขณะที่ราคาก็ไม่สูงมาก สามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่ผู้มีรายได้ระดับล่างขึ้นไปจนถึงระดับกลางและบน
โดยแผนการทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้านั้น ด้วยความที่ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา ตนจึงมองว่าน่าจะเป็นการขยายในลักษณะที่ไม่ใหญ่มากนักก่อน โดยมองว่าจะเปิดให้บริการในช่วงเวลากลางวัน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด จากเดิมที่ร้านลิงชิงหม้อจะเปิดให้บริการเวลา 17.00-23.00 น. ของทุกวัน เนื่องจากทำเลของร้านอยู่ใกล้แหล่งของออฟฟิศ เพราะฉะนั้นจึงจะเป็นการจำหน่ายก๋วยจั๊บญวน และข้าวมันไก่ เนื่องจากผู้บริโภคจะมีเวลาในการรับประทานไม่มากนัก โดยเป็นสูตรเด็ดของทางร้านที่เปิดจำหน่ายอยู่แล้วที่ศูนย์อาหาร 2 แห่ง
นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มการให้บริการในรูปแบบของการจัดส่งถึงบ้าน หรือดีลิเวอรี (Delivery) ซึ่งทางร้านได้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับผู้ให้บริการจัดส่งสินค้าอย่าง ไลน์แมน (LINE MAN) เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางการค้า อีกทั้งยังมีแนว คิดในการขยายพื้นที่ในการจอดรถสำหรับลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทำเลของร้านในปัจจุบันมักจะมีปัญหาเรื่องที่จอดรถ ทำให้สูญเสียโอกาสทางการค้าจากอุปสรรคดังกล่าวไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหากมีลูกค้าที่สนใจขอซื้อแฟรนไชส์ เพื่อไปจำหน่ายทางร้านก็พร้อมที่จะสอนสูตรการทำเพื่อให้นำไปเปิดให้บริการ
“แนวคิดในภาพรวมเราตั้งใจที่จะขยายสาขาของลิงชิงหม้อเพิ่มเติม โดยเปิดให้บริการบนทำเลที่มีสถานที่จอดรถอย่างสะดวกสบายเพื่อกำจัดจุดอ่อนของร้านปัจจุบัน รวมถึงการเปิดให้บริการในรูปแบบของรถขายของเคลื่อนที่ หรือฟูด ทรัก (Food Truck) ซึ่งสะดวกสบายในการเคลื่อนที่ไปจำ หน่ายยังที่ต่างๆ และการเปิดให้บริการในรูปแบบของแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการ แต่ด้วยความที่ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดีเท่าใดนัก เราจึงเลือกที่จะดำเนินการแบบสเกลเล็กๆไปก่อน หลังจากนั้นเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น จึงค่อยดำเนินการตามแผนที่วางเอาไว้”
วางเป้ารายได้เติบโต 30%
จากกลยุทธ์ในการทำตลาดตามแนวทางดังกล่าว บุญฑริกา เชื่อว่าจะทำให้รายได้ของร้านเติบโตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 30% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งร้านมีรายได้อยู่ที่ประมาณเดือนละ 2-3 แสนบาท หลักคิดการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น อยู่ที่เรื่องของการให้บริการ และคุณภาพของวัตถุดิบ ซึ่งเราจะคัดสรรมาให้กับลูกค้าเสมือนเรารับประทานเอง
“ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบรับประทานอาหารที่อร่อย และค่อนข้างเลือก หากมีร้านไหนที่อร่อยก็จะลองไปรับประทาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เลือกให้กับลูกค้าของร้านจึงต้องเป็นวัตถุดิบอย่างดีที่ตนเลือกรับประทาน”
อย่างไรก็ตาม ในบั้นปลายของชีวิต ตนวางแผนที่จะกลับไปเปิดร้านขายยาเพื่อชุมชนขนาดไม่ใหญ่มากที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อใช้องค์ความรู้ที่เรียนมาทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นในชุมชน และเพื่อเป็นการกระตุ้นตัวเองให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาจากการทำงาน โดยเป็นการกลับไปใช้ชีวิตแบบพอเพียง ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับทำร้านเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
เรื่อง : นิธิโรจน์ เกิดบุญภานุวัฒน์ ภาพ : ประเสิรฐ ขวัญมา
หน้า 13หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่38 ฉบับ 3387 วันที่ 29 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2561
“บุญฑริกา เชิญตระกูล” เจ้าของธุรกิจ ชาบูหม้อไฟสไตล์ไทเป แบรนด์ “ลิงชิงหม้อ” กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงเลือกทำธุรกิจที่มีคู่แข่งเป็นจำนวนมาก
จากเภสัชกรสู่ธุรกิจอาหาร
บุญฑริกา กล่าวว่า ตัวเธอเองนั้นเป็นเภสัชกร และเป็นเจ้าของร้านขายยาถึง 3 แห่ง แต่ด้วยเงื่อนไขของการเช่าพื้นที่เพื่อเปิดร้าน ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการต่อสัญญา ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของจะขายที่เพื่อทำกำไร หลังจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในแต่ละพื้นที่มีการเติบโต ทำให้ต้องปิดกิจการร้านขายยาจนเหลือเพียงแห่งเดียวในปัจจุบัน โดยจุดเริ่มต้นของไอเดียในการทำธุรกิจ ลิงชิงหม้อ มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ โดยที่ตัวเธอมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดกิจการร้านขายก๋วยเตี๋ยวไปก่อน หลังจากที่ได้ไปเซ็นสัญญาเพื่อเช่าพื้นที่ขายยา ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเปิดเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่และกำลังใกล้ที่จะหมดสัญญาก่อนที่จะทำเป็นร้านขายยา
ทั้งนี้ เมื่อได้เข้าสู่โลกของธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหาร ก็ทำให้ได้พบว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ และสร้างผลตอบแทนได้ดี ประจวบเหมาะกับที่น้องชายร่วมทำธุรกิจกับเพื่อน เพื่อเปิดกิจการก๋วยเตี๋ยวในสไตล์เวียดนาม หรือที่เรียกว่า “เฝอ” และพัฒนาจากร้านที่ขายแบบชาม เป็นรูปแบบของหม้อไฟ ภายใต้ชื่อร้าน “เฝอ 54” และมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นจากกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ดังนั้น จึงตัดสินใจชวนน้องชายมาเปิดร้าน เฝอ 54 บนทำเลแถวบ้านที่ประชาชื่นในรูปแบบของการซื้อแฟรนไชส์มาเปิดให้บริการ
หลังจากที่เปิดกิจการ เฝอ 54 มาได้ประมาณ 2 ปี โดยใช้ระยะเวลาการคืนทุนเพียงแค่ 6 เดือน ทำให้ตนรู้ว่าธุรกิจอาหารน่าจะไปได้ด้วยดี ตนจึงมีแนวคิดที่จะเปิดกิจการร้านอาหารที่เป็นของตนเอง แต่จะต้องมีความแตกต่างจากแฟรนไชส์ที่ซื้อมา ตนจึงเลือกที่จะทำชาบูหม้อไฟสไตล์ไทเป เนื่องจากตนได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศดังกล่าว และได้ลิ้มลองรสชาติของชาบู ซึ่งจะใช้เครื่องเทศที่เรียกว่า “หม่าล่า” เป็นส่วนผสม แต่ด้วยความที่หม่าล่านั้นมีความเผ็ดจนทำให้ลิ้นชาเมื่อรับประทาน ตนจึงต้องนำสูตรมาปรับปรุงเพื่อให้รสชาติเหมาะกับสไตล์การรับประทานของผู้บริโภคในประเทศ ไทย และเปิดกิจการ ลิงชิงหม้อ เมื่อช่วงเดือนกันยายน 2561
“ในการรับประทานครั้งแรกตนไม่ได้ชื่นชอบชาบูสไตล์ไทเปที่ผสม หม่าล่า เท่าใดนัก เพราะนํ้าซุปของที่นั่นจะมีทั้งความมันและเผ็ด แต่เมื่อได้มีโอกาสไปรับประทาน ที่แม่เพื่อนซึ่งเป็นคนจีนทำให้ ซึ่งจะไม่เผ็ดมากและมีรสชาติอร่อย จึงเข้าไปขอสูตร และให้แม่ของเพื่อนช่วยสอนวิธีการทำ และนำสูตรมาปรับปรุง และพัฒนาให้รสชาติเหมาะกับคนไทย โดยเลือกที่จะทำเป็นรูปแบบชาบูหม้อไฟ ซึ่งเครื่องเคียงอย่างเนื้อสัตว์ และผักจะคล้ายกับเฝอ 54”
ขยายเวลาพร้อมลุยดีลิเวอรี
บุญฑริกา กล่าวต่อไปอีกว่า จุดเด่นของร้านลิงชิงหม้ออยู่ที่นํ้าซุป และหม่าล่าที่มีรสชาติอร่อยไม่เหมือนกับที่ใด และวัตถุดิบที่จะถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี ทั้งเนื้อสัตว์ และผัก ซึ่งจะต้องสด สะอาดและปลอดภัย เพราะร้านเราไม่ใช่เป็นแบบบุฟเฟ่ต์ เพราะฉะนั้น จึงต้องเลือกเฉพาะวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพเท่านั้น ขณะที่ราคาก็ไม่สูงมาก สามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่ผู้มีรายได้ระดับล่างขึ้นไปจนถึงระดับกลางและบน
โดยแผนการทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้านั้น ด้วยความที่ปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา ตนจึงมองว่าน่าจะเป็นการขยายในลักษณะที่ไม่ใหญ่มากนักก่อน โดยมองว่าจะเปิดให้บริการในช่วงเวลากลางวัน เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด จากเดิมที่ร้านลิงชิงหม้อจะเปิดให้บริการเวลา 17.00-23.00 น. ของทุกวัน เนื่องจากทำเลของร้านอยู่ใกล้แหล่งของออฟฟิศ เพราะฉะนั้นจึงจะเป็นการจำหน่ายก๋วยจั๊บญวน และข้าวมันไก่ เนื่องจากผู้บริโภคจะมีเวลาในการรับประทานไม่มากนัก โดยเป็นสูตรเด็ดของทางร้านที่เปิดจำหน่ายอยู่แล้วที่ศูนย์อาหาร 2 แห่ง
นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มการให้บริการในรูปแบบของการจัดส่งถึงบ้าน หรือดีลิเวอรี (Delivery) ซึ่งทางร้านได้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับผู้ให้บริการจัดส่งสินค้าอย่าง ไลน์แมน (LINE MAN) เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า และเพิ่มโอกาสทางการค้า อีกทั้งยังมีแนว คิดในการขยายพื้นที่ในการจอดรถสำหรับลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทำเลของร้านในปัจจุบันมักจะมีปัญหาเรื่องที่จอดรถ ทำให้สูญเสียโอกาสทางการค้าจากอุปสรรคดังกล่าวไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหากมีลูกค้าที่สนใจขอซื้อแฟรนไชส์ เพื่อไปจำหน่ายทางร้านก็พร้อมที่จะสอนสูตรการทำเพื่อให้นำไปเปิดให้บริการ
“แนวคิดในภาพรวมเราตั้งใจที่จะขยายสาขาของลิงชิงหม้อเพิ่มเติม โดยเปิดให้บริการบนทำเลที่มีสถานที่จอดรถอย่างสะดวกสบายเพื่อกำจัดจุดอ่อนของร้านปัจจุบัน รวมถึงการเปิดให้บริการในรูปแบบของรถขายของเคลื่อนที่ หรือฟูด ทรัก (Food Truck) ซึ่งสะดวกสบายในการเคลื่อนที่ไปจำ หน่ายยังที่ต่างๆ และการเปิดให้บริการในรูปแบบของแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการ แต่ด้วยความที่ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดีเท่าใดนัก เราจึงเลือกที่จะดำเนินการแบบสเกลเล็กๆไปก่อน หลังจากนั้นเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น จึงค่อยดำเนินการตามแผนที่วางเอาไว้”
วางเป้ารายได้เติบโต 30%
จากกลยุทธ์ในการทำตลาดตามแนวทางดังกล่าว บุญฑริกา เชื่อว่าจะทำให้รายได้ของร้านเติบโตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 30% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งร้านมีรายได้อยู่ที่ประมาณเดือนละ 2-3 แสนบาท หลักคิดการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น อยู่ที่เรื่องของการให้บริการ และคุณภาพของวัตถุดิบ ซึ่งเราจะคัดสรรมาให้กับลูกค้าเสมือนเรารับประทานเอง
“ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบรับประทานอาหารที่อร่อย และค่อนข้างเลือก หากมีร้านไหนที่อร่อยก็จะลองไปรับประทาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เลือกให้กับลูกค้าของร้านจึงต้องเป็นวัตถุดิบอย่างดีที่ตนเลือกรับประทาน”
อย่างไรก็ตาม ในบั้นปลายของชีวิต ตนวางแผนที่จะกลับไปเปิดร้านขายยาเพื่อชุมชนขนาดไม่ใหญ่มากที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อใช้องค์ความรู้ที่เรียนมาทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นในชุมชน และเพื่อเป็นการกระตุ้นตัวเองให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาจากการทำงาน โดยเป็นการกลับไปใช้ชีวิตแบบพอเพียง ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับทำร้านเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
เรื่อง : นิธิโรจน์ เกิดบุญภานุวัฒน์ ภาพ : ประเสิรฐ ขวัญมา
หน้า 13หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่38 ฉบับ 3387 วันที่ 29 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2561






