svasdssvasds

นักวิชาการแนะเร่งปฏิรูปภาษีปิดช่องโหว่ทำรายได้พลาดเป้า

30 ก.ค. 2561 เวลา 1:49 น. 186
ผ่านไป 8 เดือนของงบประมาณปี 2561 แม้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล จะยังสูงกว่าประมาณการถึง 6 หมื่นล้านบาท โดยสามารถจัดเก็บได้ทั้งสิ้น 1.57 ล้านล้านบาท แต่หลักๆ มาจากการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น ที่สูงกว่าประมาณการ 2.88 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่สูงกว่าประมาณการ 2.56 หมื่นล้านบาท และผ่านมา 9 เดือน รัฐวิสาหกิจก็ยังนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการถึง 23.87%

ขณะที่ 3 กรม ที่เป็นหน่วยงานจัดเก็บรายได้หลักของรัฐบาล กลับพบว่า มีรายได้พลาดเป้าหมายทั้งสิ้น โดยรวมกันได้ 17,507 ล้านบาทในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ โดยกรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ตํ่ากว่าประมาณการ 10,811 ล้านบาทจากเป้าหมาย 1.92 ล้านล้านบาท ขณะที่กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้ตํ่ากว่าประมาณการ 5,270 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6 แสนล้านบาท และกรมศุลกากรจัดเก็บรายได้ตํ่ากว่าประมาณการ 1,426 ล้านบาท จากทั้งปีที่ตั้งเป้าหมายที่ 1.11 แสนล้านบาท

[caption id="attachment_297830" align="aligncenter" width="377"] Athiphat1797 อธิภัทร มุทิตาเจริญ[/caption]

“อธิภัทร มุทิตา-เจริญ” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ผลจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษี ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรที่พลาดเป้านั้น สะท้อนว่า ฐานภาษีมีช่องโหว่ ซึ่งส่วนตัวยืนยันแนวทางเพิ่มฐานภาษีของกรมสรรพากร โดยเปลี่ยนจากการหักค่าลดหย่อนมาเป็นการให้เครดิตภาษีแทน และการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ซึ่งส่วนหลังนี้อาจต้องใช้ระยะเวลา

สำหรับการหักค่าลดหย่อนเป็นการให้เครดิตภาษีแทนนั้น เนื่องจากผลศึกษาพบว่า รายจ่ายของรายได้ภาษีเงินได้หรือ การคืนภาษีต่างๆ ในปี 2560 มีขนาดรวมกันประมาณ 110,000 ล้านบาทหรือ 0.7% ของจีดีพีในปี 2560 ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวสูงถึง 1 ใน3 ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมดในปีนั้น สิ่งที่น่าสนใจคือ การหักค่าลดหย่อนที่เกี่ยวกับการออมและการลงทุนมีขนาดรวมกันประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 45% ของรายจ่ายภาษีทั้งหมด โดยเฉพาะการหักลดหย่อนในการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว/กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (LTF /RMF)และเบี้ยประกันชีวิต

ขณะที่การให้สิทธิประโยชน์ในรูปของเครดิตภาษี จะช่วยบรรเทาความเหลื่อมลํ้า และยังสร้างแรงจูงใจการออมและลงทุน ซึ่งการให้เครดิตภาษีในอัตรา 10% จะมีต้นทุนรายจ่ายภาษีประมาณ 0.03% ของจีดีพีในปี 2560 โดยที่รายจ่ายภาษีจะเพิ่มตามอัตราเครดิต อย่างเช่น อัตรา10% 15% 20% และ25%ของมูลค่า การซื้อหน่วยลงทุน โดยที่ให้เครดิตไม่เกินภาระภาษี

ส่วนแนวทางปฏิรูปโครงสร้างภาษีจะเพิ่มรายได้ให้รัฐประมาณ 0.31% ของจีดีพีในปี 2560 โดยลดอัตราภาษีสูงสุดเป็น 25% ทำให้รายได้ของรัฐลดลง 0.20% ของจีดีพี สำหรับการจำกัดเพดานสัดส่วนการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้ตามมาตรา40 (6,7,8) ลงเป็น 50% ทำให้รายได้ของรัฐเพิ่ม 0.19% ของจีดีพีและกรณียกเลิกหักลดหย่อนทุกประเภททั้งหมวดส่วนตัวและครอบครัวรัฐจะมีรายได้เพิ่มถึง 0.32% ของจีดีพี

โปรโมทแทรกอีบุ๊ก-6

อย่างไรก็ตาม ขณะที่กรมสรรพากรอยู่ระหว่างศึกษาการจัดเก็บภาษีใหม่ๆ เช่นคนค้าขายออนไลน์ หรือผู้มีอาชีพอิสระ โดยยังมีข้อจำกัดกับการเปลี่ยนโครงสร้าง ที่ไม่สามารถทำได้ภายใน 1-2 ปี แม้กระทั่งเรื่องใช้บริการ  QR Code คนไทยยังมีความกังวลว่า จะเข้าไปอยู่ในฐานภาษี ดังนั้นที่สำคัญต้องเปลี่ยนมุมมอง(Mind Set) ให้คนไทยเต็มใจที่จะจ่ายภาษีที่เท่าเทียมกันและนำเงินที่จัดเก็บภาษีได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ดูความสมเหตุสมผลในสิทธิประโยชน์

ทั้งนี้ จากข้อมูลกรมสรรพากรที่อนุญาตให้นำมาทำงานวิจัยเกี่ยวกับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พบว่า ในความเป็นจริง ฐานภาษีต่อคนที่เสียภาษีนั้น มีน้อยเพียง 4 ล้านคนหรือคิดเป็น 10% ของกำลังแรงงานในประเทศไทย  หรือหากจะคิดอัตราภาษีเฉลี่ยต่อคนที่เสียภาษี พบว่าในปี 2555 อัตราภาษีเฉลี่ยอยู่ที่ 4.7% เท่านั้น

หน้า 23-24 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,383 วันที่ 15 - 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561