
ขุนคลังลั่นเก็บภาษีต้องเข้าเป้า
“อภิศักดิ์” มั่นใจรายได้ภาษีปี 62 เป็นไปตามเป้าหมาย แม้ 8 เดือน 3 กรมภาษีจะพลาดเป้าไปถึง 1.5 แสนล้านบาท เดินหน้าขยายฐานภาษีเพิ่มขึ้น และเก็บภาษีผู้ค้าออนไลน์ ตราสารหนี้ ยันเดินหน้า หากหลักการถูกต้อง แม้จะมีเสียงค้านเพราะรัฐต้องสร้างความเป็นธรรมและเท่าเทียม
การจัดเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 พบว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้ทั้งสิ้น 1,571,788 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 60,008 ล้านบาท โดยเป็นผลจากรายได้ของหน่วยงานอื่นและการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ ขณะที่ 3 กรมภาษีกลับมีรายได้ตํ่ากว่าประมาณการรวม 15,507 ล้านบาท โดยกรมสรรพากร ตํ่ากว่าเป้าหมาย 10,811 ล้านบาท กรมสรรพสามิตตํ่ากว่าเป้าหมาย 5,270 ล้านบาทและกรมศุลกากร ตํ่ากว่าเป้าหมาย 1,426 ล้านบาท
[caption id="attachment_295089" align="aligncenter" width="503"]
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์[/caption]
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สาเหตุที่กรมภาษีมีรายได้พลาดเป้าหมาย เกิดจากช่วงที่มีการจัดทำงบประมาณรายได้ประจำปี 2561 นั้นเป็นการดำเนินการช่วงปี 2560 ซึ่งจะใช้ข้อมูลสิ้นปี 2559 เป็นฐานในการคำนวณ ทำให้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งในส่วนของกรมสรรพากรหลักๆเกิดจากรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มตํ่ากว่าประมาณการ ซึ่งสะท้อนการบริโภคของประชาชน ส่วนกรมสรรพสามิตเกิดจากการประกาศใช้กฎหมายใหม่ ซึ่งจะมีช่วงเปลี่ยนผ่านของการขยับเวลานำส่งภาษีนํ้ามันจากทุกวันที่ 10 เป็นวันที่ 15
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า ทั้งปี จะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายได้ ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งให้รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เพิ่ม การขยายฐานภาษีเพิ่มและจัดเก็บภาษีใหม่ๆ อย่างภาษีออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล เฟซบุ๊ก อาลีบาบา ต่อไปก็จะต้องถูกเก็บภาษีและเข้ามาอยู่ในระบบ ซึ่งในร่างกฎหมายภาษีออนไลน์ได้สรุปความคิดเห็นเสร็จแล้ว และอยู่ในขั้นตอนนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป
ทั้งนี้ผู้ค้าออนไลน์ต้องนำส่งภาษีกับกรมสรรพากร โดยไทยจะใช้รูปแบบเดียวกันอินเดียคือ จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) และยังมีคำพิพากษาศาลฎีกา ของสหรัฐอเมริกาออกมาด้วยว่า ผู้ที่ค้าออนไลน์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีวิธีการคือ ถ้าผู้ค้าออนไลน์นำสินค้าไปขายบนออนไลน์หรือแพลตฟอร์มต่างๆ จะต้องมีหน้าที่เสียภาษีให้กับประเทศนั้นๆ ไม่ว่าผู้ค้าออนไลน์จะอยู่ที่ไหน ถ้าหากมีธุรกรรมหรือธุรกิจเกิดขึ้นในประเทศใดก็จะต้องมีหน้าที่เสียภาษี
สำหรับสาระสำคัญร่างจัดเก็บภาษีผู้ค้าออนไลน์นั้น กำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ต้องรายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรม 2 รูปแบบคือ 1.ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี 2.ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้ง และหากมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี โดยตามแผนกำหนดให้รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมเกิดขึ้นในรอบปีภาษี 2562 (ม.ค.-ธ.ค. 2562) ต่ออธิบดีกรมสรรพากร ในเดือนมีนาคม 2563
“สิ่งสำคัญในการออกกฎ หมายภาษีของไทยนั้นเพื่อให้มีราย ได้ภาษีเข้ารัฐ ขณะเดียวกันต้องดูเรื่องความเท่าเทียมและเป็นธรรมด้วย เพราะมีบางคนได้รับความเสียหาย จากการไม่จัดเก็บภาษี ดังนั้นรัฐต้องสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้คนเสียหายตายจากไป และถ้าหลักการถูกต้องก็ต้องเดินหน้าไม่ใช่บอกว่า พอจะออกกฎหมายแล้วมีค้านเยอะ กฎหมายภาษีก็ไม่ต้องออกและไม่ต้องคิดจะทำอะไรเลย”
หน้า23-24 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,380 วันที่ 5 - 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
การจัดเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 พบว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้ทั้งสิ้น 1,571,788 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 60,008 ล้านบาท โดยเป็นผลจากรายได้ของหน่วยงานอื่นและการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ ขณะที่ 3 กรมภาษีกลับมีรายได้ตํ่ากว่าประมาณการรวม 15,507 ล้านบาท โดยกรมสรรพากร ตํ่ากว่าเป้าหมาย 10,811 ล้านบาท กรมสรรพสามิตตํ่ากว่าเป้าหมาย 5,270 ล้านบาทและกรมศุลกากร ตํ่ากว่าเป้าหมาย 1,426 ล้านบาท
[caption id="attachment_295089" align="aligncenter" width="503"]
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สาเหตุที่กรมภาษีมีรายได้พลาดเป้าหมาย เกิดจากช่วงที่มีการจัดทำงบประมาณรายได้ประจำปี 2561 นั้นเป็นการดำเนินการช่วงปี 2560 ซึ่งจะใช้ข้อมูลสิ้นปี 2559 เป็นฐานในการคำนวณ ทำให้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งในส่วนของกรมสรรพากรหลักๆเกิดจากรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มตํ่ากว่าประมาณการ ซึ่งสะท้อนการบริโภคของประชาชน ส่วนกรมสรรพสามิตเกิดจากการประกาศใช้กฎหมายใหม่ ซึ่งจะมีช่วงเปลี่ยนผ่านของการขยับเวลานำส่งภาษีนํ้ามันจากทุกวันที่ 10 เป็นวันที่ 15
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า ทั้งปี จะสามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายได้ ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งให้รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เพิ่ม การขยายฐานภาษีเพิ่มและจัดเก็บภาษีใหม่ๆ อย่างภาษีออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล เฟซบุ๊ก อาลีบาบา ต่อไปก็จะต้องถูกเก็บภาษีและเข้ามาอยู่ในระบบ ซึ่งในร่างกฎหมายภาษีออนไลน์ได้สรุปความคิดเห็นเสร็จแล้ว และอยู่ในขั้นตอนนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป
สำหรับสาระสำคัญร่างจัดเก็บภาษีผู้ค้าออนไลน์นั้น กำหนดให้สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ต้องรายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรม 2 รูปแบบคือ 1.ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี 2.ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้ง และหากมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี โดยตามแผนกำหนดให้รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมเกิดขึ้นในรอบปีภาษี 2562 (ม.ค.-ธ.ค. 2562) ต่ออธิบดีกรมสรรพากร ในเดือนมีนาคม 2563
“สิ่งสำคัญในการออกกฎ หมายภาษีของไทยนั้นเพื่อให้มีราย ได้ภาษีเข้ารัฐ ขณะเดียวกันต้องดูเรื่องความเท่าเทียมและเป็นธรรมด้วย เพราะมีบางคนได้รับความเสียหาย จากการไม่จัดเก็บภาษี ดังนั้นรัฐต้องสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้คนเสียหายตายจากไป และถ้าหลักการถูกต้องก็ต้องเดินหน้าไม่ใช่บอกว่า พอจะออกกฎหมายแล้วมีค้านเยอะ กฎหมายภาษีก็ไม่ต้องออกและไม่ต้องคิดจะทำอะไรเลย”
หน้า23-24 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,380 วันที่ 5 - 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561






