
2 กรมค้าน ค่านํ้าอัตราเดียว ร่างพ.ร.บ.น้ำยื้อต่อ กมธ.นัดเคลียร์ 2 ก.ค.
ร่างพ.ร.บ.นํ้ายังวุ่นไม่เลิก หลังอธิบดีกรมทรัพยากรนํ้าร่อนหนังสือขอถอนรายงานความคิดเห็นค้าน อ้างเห็นแก่นโยบายรัฐ ขณะกรมชลฯ-กรมทรัพยากรนํ้าบาดาล เสียงแข็งค้านเก็บค่านํ้าอัตราเดียวทั้งประเทศ ต้องกล่อมอีกรอบ
ปัญหาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ทรัพยากรนํ้า พ.ศ. ...นับตั้งแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้รับหลักการมาตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2560 มีความยากของกฎหมายที่จะต้องแก้ไขรายมาตรา จนทำให้กรมทรัพยากรนํ้า ไม่พอใจ แจงผ่านหนังสือและแสดงออกโดยการไม่เข้าประชุมเลย อ้างร่างที่แก้ไขขัดหลักเจตนาเดิมและขัดหลักวิชาการ อาจเข้าข่ายเป็นการยกร่างฉบับใหม่ โดยมิได้ผ่านกลไกตามขั้นตอนการเสนอกฎหมายใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
แหล่งข่าวจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรนํ้า พ.ศ. ... เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ล่าสุดนายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรนํ้า ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ (ฉบับคณะกรรมาธิการฯ ปรับแก้ไข) เพื่อขอถอนความเห็น ต่อร่างพ.ร.บ. ระบุเหตุผลเพื่อให้การปฏิรูประบบการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าของประเทศสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้สำนักงานทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ (สทนช.) เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการลุ่มนํ้า หลังจากนั้นนายวรศาสน์ ก็กลับมาเข้าร่วมประชุมปกติ พร้อมกับให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์นับเป็นเรื่องที่ดี
แต่ทั้งนี้ปัญหาได้เกิดขึ้นอีกเมื่อการประชุมเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ที่คาดจะเป็นการประชุมพิจารณาร่าง นัดสุดท้าย แต่ก็จบไม่ลง เนื่องจาก 2 กรมนํ้า ได้แก่ กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรนํ้าบาดาล ไม่ยอมให้เก็บค่านํ้าจากแหล่งนํ้าสาธารณะในอัตราเดียวทั้งประเทศ สำหรับการใช้ประเภทที่ 2 (การใช้นํ้าเพื่อการพาณิชย์ การประปา การท่องเที่ยว) และประเภทที่ 3 (การใช้นํ้าในปริมาณมากอันส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางหรือส่งผล
กระทบข้ามลุ่มนํ้า) ขณะที่สำนักงานทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ(สทนช.) อ้างเป็นนโยบายที่ต้องจัดเก็บในอัตราเดียวกัน และที่สำคัญทั้ง 2 กรมจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้เช่นกัน ส่วนผู้ใช้นํ้าต้องมาขอใบอนุญาตการใช้นํ้าจากคณะกรรมการลุ่มนํ้าด้วย ทำให้ยังเป็นที่ถกเถียง ต้องประชุมกันใหม่ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้
อย่างไรก็ดีที่ผ่านมากรมชลประทาน มีการบริหารจัดการ นํ้าชลประทาน 2 ประเภท คือเพื่อการเกษตรทั้งใน/นอกเขตชลประทาน ไม่เก็บค่านํ้า แต่หากใช้เพื่ออุตสาหกรรมจะเก็บค่านํ้าเป็นรายเดือน อัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ ส่วนการเก็บค่าใช้นํ้าบาดาล ของกรมทรัพยากรนํ้าบาดาล จะต้องขอใบอนุญาตแม้ว่าจะใช้เพื่อยังชีพ จนถึงอุตสาหกรรม (ดูกราฟิกประกอบ) จะแตกต่างจากร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรนํ้า พ.ศ. .... ซึ่งกลุ่ม 1 นํ้าเพื่อยังชีพ ไม่ต้องขออนุญาต ไม่จัดเก็บค่านํ้า ส่วนกลุ่ม 2 ตัดเกษตร พาณิชย์ออก จะเหลือพาณิชย์ ธุรกิจ โรงแรม รีสอร์ตและท่องเที่ยว และกลุ่มที่ 3 สนามกอล์ฟ โรงงานไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และเกษตรอุตสาห กรรม จะต้องขอใบอนุญาตและเก็บค่านํ้า ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะให้ 3 หน่วยงานมาเก็บในอัตราเดียวกัน เพื่อการบริหารจัดการ นํ้าทั้งประเทศให้เป็นเอกภาพ
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3379 ระหว่างวันที่ 1 - 4 ก.ค. 2561
ปัญหาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ทรัพยากรนํ้า พ.ศ. ...นับตั้งแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้รับหลักการมาตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2560 มีความยากของกฎหมายที่จะต้องแก้ไขรายมาตรา จนทำให้กรมทรัพยากรนํ้า ไม่พอใจ แจงผ่านหนังสือและแสดงออกโดยการไม่เข้าประชุมเลย อ้างร่างที่แก้ไขขัดหลักเจตนาเดิมและขัดหลักวิชาการ อาจเข้าข่ายเป็นการยกร่างฉบับใหม่ โดยมิได้ผ่านกลไกตามขั้นตอนการเสนอกฎหมายใหม่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
แหล่งข่าวจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรนํ้า พ.ศ. ... เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ล่าสุดนายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรนํ้า ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ (ฉบับคณะกรรมาธิการฯ ปรับแก้ไข) เพื่อขอถอนความเห็น ต่อร่างพ.ร.บ. ระบุเหตุผลเพื่อให้การปฏิรูประบบการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าของประเทศสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้สำนักงานทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ (สทนช.) เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการลุ่มนํ้า หลังจากนั้นนายวรศาสน์ ก็กลับมาเข้าร่วมประชุมปกติ พร้อมกับให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์นับเป็นเรื่องที่ดี
แต่ทั้งนี้ปัญหาได้เกิดขึ้นอีกเมื่อการประชุมเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ที่คาดจะเป็นการประชุมพิจารณาร่าง นัดสุดท้าย แต่ก็จบไม่ลง เนื่องจาก 2 กรมนํ้า ได้แก่ กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรนํ้าบาดาล ไม่ยอมให้เก็บค่านํ้าจากแหล่งนํ้าสาธารณะในอัตราเดียวทั้งประเทศ สำหรับการใช้ประเภทที่ 2 (การใช้นํ้าเพื่อการพาณิชย์ การประปา การท่องเที่ยว) และประเภทที่ 3 (การใช้นํ้าในปริมาณมากอันส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางหรือส่งผล
กระทบข้ามลุ่มนํ้า) ขณะที่สำนักงานทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ(สทนช.) อ้างเป็นนโยบายที่ต้องจัดเก็บในอัตราเดียวกัน และที่สำคัญทั้ง 2 กรมจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้เช่นกัน ส่วนผู้ใช้นํ้าต้องมาขอใบอนุญาตการใช้นํ้าจากคณะกรรมการลุ่มนํ้าด้วย ทำให้ยังเป็นที่ถกเถียง ต้องประชุมกันใหม่ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้
อย่างไรก็ดีที่ผ่านมากรมชลประทาน มีการบริหารจัดการ นํ้าชลประทาน 2 ประเภท คือเพื่อการเกษตรทั้งใน/นอกเขตชลประทาน ไม่เก็บค่านํ้า แต่หากใช้เพื่ออุตสาหกรรมจะเก็บค่านํ้าเป็นรายเดือน อัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ ส่วนการเก็บค่าใช้นํ้าบาดาล ของกรมทรัพยากรนํ้าบาดาล จะต้องขอใบอนุญาตแม้ว่าจะใช้เพื่อยังชีพ จนถึงอุตสาหกรรม (ดูกราฟิกประกอบ) จะแตกต่างจากร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรนํ้า พ.ศ. .... ซึ่งกลุ่ม 1 นํ้าเพื่อยังชีพ ไม่ต้องขออนุญาต ไม่จัดเก็บค่านํ้า ส่วนกลุ่ม 2 ตัดเกษตร พาณิชย์ออก จะเหลือพาณิชย์ ธุรกิจ โรงแรม รีสอร์ตและท่องเที่ยว และกลุ่มที่ 3 สนามกอล์ฟ โรงงานไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรม และเกษตรอุตสาห กรรม จะต้องขอใบอนุญาตและเก็บค่านํ้า ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะให้ 3 หน่วยงานมาเก็บในอัตราเดียวกัน เพื่อการบริหารจัดการ นํ้าทั้งประเทศให้เป็นเอกภาพ
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3379 ระหว่างวันที่ 1 - 4 ก.ค. 2561






