
ทัพหมีขาวเร่งหาคู่ลงทุน ศักยภาพสูงแข่งแอร์บัส-สิงคโปร์
จากที่ผู้บริหารของกว่า 40 บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมไฮเทคของรัสเซียได้เดินทางเยือนประเทศไทยเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป้าหมายหลักเพื่อดูลู่ทางการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีนั้น ผ่านมา 4 เดือนมีความคืบหน้าของรูปธรรมเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย ดังนี้
เห็นรูปธรรมปลายปีนี้
“เกรียงไกร” เผยว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจของรัสเซียโดยส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของรัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการเจรจา และหาโลคัลพาร์ตเนอร์(หุ้นส่วน/ผู้ร่วมทุน)ในไทย ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาและเจรจาจับคู่ธุรกิจ(Business Matching)อีกระยะหนึ่ง “เปรียบเสมือนการหาคู่ถ้าปิ๊งกันเลยก็อาจจะแต่งงานเร็ว หมายความถึงร่วมทุนกันเร็ว แต่บางทียังไม่ใช่ ก็ต้องเลือก บางทีอาจจะยังไม่ลงตัวก็ต้องเปลี่ยน ต้องแนะนำคนใหม่ให้ โดยมีสภาธุรกิจไทย-รัสเซียช่วยในเรื่องนี้อยู่” อย่างไรไรก็ดีเวลานี้ไทยถือเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ของรัสเซียในการลงทุนในอาเซียน หรือเออีซี จากเป็นศูนย์กลางของการบิน การคมนาคม และการเชื่อมโยงของภูมิภาค
[caption id="attachment_293135" align="aligncenter" width="503"]
เกรียงไกร เธียรนุกุล[/caption]
“คาดปลายปีนี้จะเห็นรูปธรรมการลงทุนของรัสเซียในไทย เพราะขณะนี้อีอีซีมีพัฒนาการที่ชัดเจนแล้วทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการหลักที่มีความคืบหน้าตามลำดับทั้งการอัพเกรดสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา โครงการปรับปรุงและขยายท่าเรือนํ้าลึกแหลมฉบังระยะที่ 3 และ โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท”
ประการต่อมาจากที่ พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(พ.ร.บ.อีอีซี)ได้มีผลบังคับใช้แล้วอย่างเป็นทางการสร้างความมั่นใจ แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลโครงการจะยังเดินหน้าต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเนื่องจากการลงทุนใหม่เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง นอกจากที่ต้องพิจารณาหาผู้ร่วมทุนที่ลงตัว รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานหรือสาธารณูปโภคต่างๆ รองรับแล้ว อีกเรื่องที่นักลงทุนพิจารณาและให้ความสำคัญมากคือเรื่องบุคลากรที่มีทักษะฝีมือหรือมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นๆ
จี้ไทยเร่งพัฒนาคนใน3ปี
ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบออโตเมชัน ที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม New S-Curve ที่อยากให้เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะในอนาคตแรงงานคนจะขาดแคลน การใช้หุ่นยนต์หรือระบบออโตเมชันมาผลิตสินค้าจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า และไทยมีศักยภาพทางด้านนี้เนื่องจากมีโรงงานจำนวนมากที่ยังต้องติดตั้งเครื่องจักรใหม่ ซึ่งไทยไม่ต้องการเป็นแค่ผู้สั่งหุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคน แต่เราคิดว่าเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถผลิตหุ่นยนต์ทั้งใช้ในประเทศและส่งออกได้ด้วย
สิ่งเหล่านี้เมื่อเปรียบกับประเทศอื่นที่ขึ้นมาเป็นผู้นำทางด้านหุ่นยนต์ในปัจจุบัน สิ่งที่ต่างชาติมองไทยอยู่คือปัญหาของ System Integrator(SI) หรือการรวมระบบ ที่ไทยยังขาดแคลนผูเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ ซึ่งจะเป็นคนไปออกแบบดีไซน์ว่าจะใช้เครื่องแบบไหน ไลน์การผลิตจะต้องวิ่งมาตรงไหน อย่างไร ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นคนเขียนโปรแกรมเพื่อให้ไปสร้างหุ่นยนต์ตามโมเดลที่เขียน
“ประเทศไทยปัจจุบันเรามีบุคลากรผู้เขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ประมาณ 100-200 คนเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่นที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ เขามีมากกว่าเรา เช่นไต้หวัน ญี่ปุ่น เยอรมนี จีน เกาหลีใต้ มีบุคลากรคนเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์หลักหลายพันถึงเป็นหมื่นคนรวมทั้งสิงคโปร์ก็มีมากกว่าเรา”
ประเด็นเร่งด่วนคือรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนและภาคการศึกษาในการผลิตบุคลากร SI ซึ่งในเบื้องต้นภายใน 3-5ปี ไทยจะต้องเร่งผลิตบุคลากรเหล่านี้จากที่มีประมาณ 200คนให้เพิ่มจำนวนเป็นไม่ตํ่ากว่า 1,400 คนซึ่งยังถือว่าน้อย แต่ต้องเร่งเพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน
“ทำไมต้องภายใน 3-5 ปี เพราะเป็นช่วงที่โครงการที่เป็นโครง สร้างพื้นฐานต่างๆจะเริ่มใกล้แล้วเสร็จ เพราะฉะนั้นนักลงทุนเขาต้องตัดสินใจว่า ถ้าคุณมีตรงนี้รองรับเขาถึงมา ถ้าไม่มีจะทำอย่างไร เพราะมีเงินมาลงทุนแต่ไม่มีคนทำงานมันก็ไม่ใช่”
ศักยภาพสูงแข่งแอร์บัส
“เกรียงไกร” กล่าวอีกว่า บริษัทชั้นนำของรัสเซียที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยมีจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนกว่า 40 บริษัทที่ได้เข้ามาดูลู่ทางเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เช่นบริษัทซุคฮอยฯ ผู้ผลิตเครื่องบินเพื่อการพาณิชย์, บริษัทรัสเซียนเฮลิคอปเตอร์ฯ ในธุรกิจออกแบบและผลิตเฮลิคอป เตอร์, บริษัทวากอนแมชฯ ผู้ผลิตและซ่อมรถไฟ บริษัทเรลเวย์สฯ ผู้ผลิต/ออกแบบ/ก่อสร้างรางรถไฟ, บริษัทอัลทาริกซ์ฯ ในธุรกิจซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์,บริษัทวีเรียมในเครือเชมราร์ ผู้ผลิตยาต้านเอชไอวี/ตับอักเสบ เป็นต้น
ทั้งนี้จากที่การบินไทยได้ไปจับมือร่วมทุนกับบริษัทแอร์บัสฯ ของฝรั่งเศสเพื่อก่อตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา(MRO) ซึ่งในส่วนของรัสเซียเองก็มีอุตสาหกรรมตรงนี้ที่เข้มแข็งมาก ทางรัสเซียก็สนใจและอยู่ระหว่างการหาหุ้นส่วนที่จะมาทำศูนย์ซ่อม สร้าง และศูนย์บริการอากาศยานในประเทศไทยในพื้นที่อีอีซี เนื่องจากปัจจุบันศูนย์ซ่อมสร้างและบริการอากาศยานของรัสเซียในเอเชียยังไม่มี
“หากไทยสามารถดึงรัสเซียมาลงทุนได้ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันในการเป็นศูนย์กลางการซ่อม สร้าง และบำรุงอากาศยานแข่งกับสิงคโปร์ได้ เรื่องนี้ทางรัสเซียสนใจ เพราะเขามีเทคโนโลยีทางการบินชั้นสูงของโลก”
……………….……………….……………….……………….
สัมภาษณ์ :โต๊ะข่าวอีอีซี
หน้า 11 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,378 วันที่ 28-30 มิ.ย. 2561
เห็นรูปธรรมปลายปีนี้
“เกรียงไกร” เผยว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจของรัสเซียโดยส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของรัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการเจรจา และหาโลคัลพาร์ตเนอร์(หุ้นส่วน/ผู้ร่วมทุน)ในไทย ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาและเจรจาจับคู่ธุรกิจ(Business Matching)อีกระยะหนึ่ง “เปรียบเสมือนการหาคู่ถ้าปิ๊งกันเลยก็อาจจะแต่งงานเร็ว หมายความถึงร่วมทุนกันเร็ว แต่บางทียังไม่ใช่ ก็ต้องเลือก บางทีอาจจะยังไม่ลงตัวก็ต้องเปลี่ยน ต้องแนะนำคนใหม่ให้ โดยมีสภาธุรกิจไทย-รัสเซียช่วยในเรื่องนี้อยู่” อย่างไรไรก็ดีเวลานี้ไทยถือเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ของรัสเซียในการลงทุนในอาเซียน หรือเออีซี จากเป็นศูนย์กลางของการบิน การคมนาคม และการเชื่อมโยงของภูมิภาค
[caption id="attachment_293135" align="aligncenter" width="503"]
“คาดปลายปีนี้จะเห็นรูปธรรมการลงทุนของรัสเซียในไทย เพราะขณะนี้อีอีซีมีพัฒนาการที่ชัดเจนแล้วทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการหลักที่มีความคืบหน้าตามลำดับทั้งการอัพเกรดสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา โครงการปรับปรุงและขยายท่าเรือนํ้าลึกแหลมฉบังระยะที่ 3 และ โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 1.5 ล้านล้านบาท”
ประการต่อมาจากที่ พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(พ.ร.บ.อีอีซี)ได้มีผลบังคับใช้แล้วอย่างเป็นทางการสร้างความมั่นใจ แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลโครงการจะยังเดินหน้าต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเนื่องจากการลงทุนใหม่เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง นอกจากที่ต้องพิจารณาหาผู้ร่วมทุนที่ลงตัว รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานหรือสาธารณูปโภคต่างๆ รองรับแล้ว อีกเรื่องที่นักลงทุนพิจารณาและให้ความสำคัญมากคือเรื่องบุคลากรที่มีทักษะฝีมือหรือมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นๆ
จี้ไทยเร่งพัฒนาคนใน3ปี
ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบออโตเมชัน ที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม New S-Curve ที่อยากให้เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะในอนาคตแรงงานคนจะขาดแคลน การใช้หุ่นยนต์หรือระบบออโตเมชันมาผลิตสินค้าจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า และไทยมีศักยภาพทางด้านนี้เนื่องจากมีโรงงานจำนวนมากที่ยังต้องติดตั้งเครื่องจักรใหม่ ซึ่งไทยไม่ต้องการเป็นแค่ผู้สั่งหุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคน แต่เราคิดว่าเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถผลิตหุ่นยนต์ทั้งใช้ในประเทศและส่งออกได้ด้วย
สิ่งเหล่านี้เมื่อเปรียบกับประเทศอื่นที่ขึ้นมาเป็นผู้นำทางด้านหุ่นยนต์ในปัจจุบัน สิ่งที่ต่างชาติมองไทยอยู่คือปัญหาของ System Integrator(SI) หรือการรวมระบบ ที่ไทยยังขาดแคลนผูเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ ซึ่งจะเป็นคนไปออกแบบดีไซน์ว่าจะใช้เครื่องแบบไหน ไลน์การผลิตจะต้องวิ่งมาตรงไหน อย่างไร ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นคนเขียนโปรแกรมเพื่อให้ไปสร้างหุ่นยนต์ตามโมเดลที่เขียน
“ประเทศไทยปัจจุบันเรามีบุคลากรผู้เขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ประมาณ 100-200 คนเท่านั้น ขณะที่ประเทศอื่นที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ เขามีมากกว่าเรา เช่นไต้หวัน ญี่ปุ่น เยอรมนี จีน เกาหลีใต้ มีบุคลากรคนเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์หลักหลายพันถึงเป็นหมื่นคนรวมทั้งสิงคโปร์ก็มีมากกว่าเรา”
ประเด็นเร่งด่วนคือรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนและภาคการศึกษาในการผลิตบุคลากร SI ซึ่งในเบื้องต้นภายใน 3-5ปี ไทยจะต้องเร่งผลิตบุคลากรเหล่านี้จากที่มีประมาณ 200คนให้เพิ่มจำนวนเป็นไม่ตํ่ากว่า 1,400 คนซึ่งยังถือว่าน้อย แต่ต้องเร่งเพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน
“ทำไมต้องภายใน 3-5 ปี เพราะเป็นช่วงที่โครงการที่เป็นโครง สร้างพื้นฐานต่างๆจะเริ่มใกล้แล้วเสร็จ เพราะฉะนั้นนักลงทุนเขาต้องตัดสินใจว่า ถ้าคุณมีตรงนี้รองรับเขาถึงมา ถ้าไม่มีจะทำอย่างไร เพราะมีเงินมาลงทุนแต่ไม่มีคนทำงานมันก็ไม่ใช่”
ศักยภาพสูงแข่งแอร์บัส
“เกรียงไกร” กล่าวอีกว่า บริษัทชั้นนำของรัสเซียที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยมีจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนกว่า 40 บริษัทที่ได้เข้ามาดูลู่ทางเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เช่นบริษัทซุคฮอยฯ ผู้ผลิตเครื่องบินเพื่อการพาณิชย์, บริษัทรัสเซียนเฮลิคอปเตอร์ฯ ในธุรกิจออกแบบและผลิตเฮลิคอป เตอร์, บริษัทวากอนแมชฯ ผู้ผลิตและซ่อมรถไฟ บริษัทเรลเวย์สฯ ผู้ผลิต/ออกแบบ/ก่อสร้างรางรถไฟ, บริษัทอัลทาริกซ์ฯ ในธุรกิจซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์,บริษัทวีเรียมในเครือเชมราร์ ผู้ผลิตยาต้านเอชไอวี/ตับอักเสบ เป็นต้น
ทั้งนี้จากที่การบินไทยได้ไปจับมือร่วมทุนกับบริษัทแอร์บัสฯ ของฝรั่งเศสเพื่อก่อตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา(MRO) ซึ่งในส่วนของรัสเซียเองก็มีอุตสาหกรรมตรงนี้ที่เข้มแข็งมาก ทางรัสเซียก็สนใจและอยู่ระหว่างการหาหุ้นส่วนที่จะมาทำศูนย์ซ่อม สร้าง และศูนย์บริการอากาศยานในประเทศไทยในพื้นที่อีอีซี เนื่องจากปัจจุบันศูนย์ซ่อมสร้างและบริการอากาศยานของรัสเซียในเอเชียยังไม่มี
“หากไทยสามารถดึงรัสเซียมาลงทุนได้ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการแข่งขันในการเป็นศูนย์กลางการซ่อม สร้าง และบำรุงอากาศยานแข่งกับสิงคโปร์ได้ เรื่องนี้ทางรัสเซียสนใจ เพราะเขามีเทคโนโลยีทางการบินชั้นสูงของโลก”
……………….……………….……………….……………….
สัมภาษณ์ :โต๊ะข่าวอีอีซี
หน้า 11 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,378 วันที่ 28-30 มิ.ย. 2561






