svasdssvasds

ลุยแก้เกมสงครามการค้า หนุน SMEs เจาะตลาดใหม่-ดึงร่วม 36 แฟร์ใหญ่

21 ก.ค. 2561 เวลา 10:20 น. 157
พาณิชย์แนะผู้ส่งออกพลิกวิกฤติสงครามการค้าเป็นโอกาส หนุนเอสเอ็มอีลุยเจาะตลาดใหม่ช่วยเพิ่มยอด ส่งออก ชี้ตลาดอาเซียน อียู อินเดีย เกาหลีใต้ แอฟริกาศักยภาพสูง หนุน 2 แสนบาทต่อรายต่อครั้ง ดันร่วมงานแฟร์สร้างเครือข่ายการค้าในต่างประเทศ

ทั่วโลกกำลังจับตามองสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะขึ้นภาษีสินค้าตอบโต้กันในล็อตแรกรวม 1,363 รายการ(สหรัฐฯขึ้นภาษีจีน 818 รายการ จีนขึ้นภาษีสหรัฐฯ 545 รายการ)ในอัตรา 25% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 และจะตามมาในล็อตที่ 2 อีก 398 รายการ(สหรัฐฯ 284 รายการ จีน 114 รายการ) ซึ่งยังไม่กำหนดวันบังคับใช้นั้น

นางจันทิรา ยิมเรวัต  วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทางกรมได้ทำบทวิเคราะห์ผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน โดยในส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกนั้น ในระยะสั้นจะส่งผลต่อตลาดเงินและตลาดทุนมีความผันผวน บั่นทอนบรรยากาศการค้าการลงทุนในภาพรวม ในระยะยาวจะกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของอุปทานการค้าโลก เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าหลักของจีนและสหรัฐฯ TP8-3378-A

ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ประเมินว่าไทยจะได้รับผลกระทบสุทธิในเชิงบวกโดยตรงต่อภาคการส่งออกไม่มากนัก (ราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 0.4% ของการส่งออกไทยทั้งหมด) และไทยน่าจะยังส่งออกได้ตามเป้าหมายขยายตัวที่ 8% ในปีนี้ โดยส่วนหนึ่งจะมาจากโอกาสการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเพื่อไปทดแทนกลุ่มสินค้าที่ี่ติดกำแพงภาษีทั้งในตลาดจีนและสหรัฐฯ โดยคลัสเตอร์ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตร เครื่องจักร และชิ้นส่วนยานยนต์ ส่วนด้านลบ จะเกิดคู่แข่งทางการค้าเพิ่มขึ้น หากสหรฐฯและจีนส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ที่เป็นตลาดหลักของไทย

“ในระยาวจีนอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นแทนเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งไทยหรืออาเซียนอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกของจีน และในลักษณะเดียวกันไทยและอาเซียนจะมีบทบาทและเป็นทางเลือกของนักลงทุนจากสหรัฐฯหากต้องการจะขยายตลาดมาในแถบเอเชีย”

อย่างไรก็ดี อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าฯได้เสนอแนะว่า ไทยควรใช้วิกฤติสงครามการค้าให้เป็นโอกาส ซึ่งขณะนี้จากเงินบาทที่อ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยมีโอกาสส่งออกไปจีนทดแทนสินค้าจากสหรัฐฯได้มากขึ้น โดยกรมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน China-ASEAN Expo ที่เมืองหนานหนิงในเดือนกันยายน และงาน China International Import Expo ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีของผู้ส่งออกไทยในการเจาะตลาดจีน

นอกจากนี้ควรแสวงหาโอกาสการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน สหภาพยุโรป อินเดีย เกาหลีใต้และแอฟริกา ที่กรมมีแผนให้การสนับสนุนเข้าร่วมงาน อาทิ งาน Automechanika 2018 ที่เยอรมนี การจัดคณะผู้แทนการค้าอุตสาห กรรมหนักและเครื่องจักรกลการเกษตรเยือนแอฟริกา การจัดงานแสดงสินค้า Top Thai Brand ในเดือนกรกฎาคมที่เมืองเกิ่นเทอ ของเวียดนาม และในเดือนสิงหาคมที่เมืองย่างกุ้ง ของเมียนมา และนครกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เป็นต้น

“ผู้ส่งออกเอสเอ็มอีสามารถขอรับการสนับสนุนจากกรมเพื่อข้าร่วมงานแฟร์ในต่างประเทศ รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมสร้างโอกาสทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจในประเทศต่าง ๆ ได้ ผ่านโครงการ SMEs Proactive ซึ่งสามารถได้รับวงเงินสนับสนุนถึง 2 แสนบาทต่อครั้ง โดยปีนี้กรมสนับสนุนผู้ส่งออกกว่า 100 รายไปร่วมงานแสดงสินค้าในตลาดจีนถึง 26 งาน และในตลาดสหรัฐฯ 10 งาน”

หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,378 วันที่ 28-30 มิถุนายน 2561

e-book-1-503x62