svasdssvasds

ทุนไทยบุกเวียดนาม ชี้ข้อได้เปรียบเศรษฐกิจเติบโตการเมืองนิ่ง

09 ก.ค. 2561 เวลา 9:28 น. 462
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) ที่ก้าวกระโดด และเติบโตมาอย่างต่อเนื่องในระดับ 6-7% โดยล่าสุดไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 มีอัตราการเติบโตที่ระดับ 7.38% ซึ่งถือเป็นสถิติดีที่สุดนับตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2551 ที่จีดีพีในเวลานั้นขยายตัวที่ระดับ 7.4% ขณะที่จีดีพีของเวียดนามทั้งปี 60 เติบโตที่ระดับ 6.81% ถือเป็นสถิติที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553 โดยเป็นประเทศที่นักลงทุนจากต่างประเทศให้ความสนใจเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก รวมถึงนักลงทุนจากประเทศไทยซึ่งอยู่ในลำดับที่ 9 ของประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุด

โดยเมื่อวันที่ 8-10 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้พาสื่อมวลชน ไปศึกษาดูงานความก้าวหน้า และแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม และลงทุนของนักธุรกิจไทยในเวียดนาม
เวียดนามจีดีพีโตต่อเนื่อง

IMG_7428 (1)

นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลมีความพยายามที่จะสนับสนุน และผลักดันนักลงทุนไทยไปลงทุนที่เวียดนาม ซึ่งมองว่าเวลานี้จะเป็นโอกาสของบริษัทขนาดกลาง หรือขนาดเล็กที่จะตามเข้ามาในลักษณะของเครือข่าย หรือห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยมองว่า่เวียดนามมีอัตราการขยายตัวของจีดีพีที่ค่อนข้างสูง มีฐานที่มีขนาดเล็กทำให้จีดีพีสามารถเติบโตได้รวดเร็ว ซึ่งหากดูจีดีพีที่ขยายตัวเร็วจะพบว่ามาจากการใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องก็เพราะเวียดนามมีความร่วมมือ FTA กับหลายประเทศทั้งอียู สหรัฐอเมริกา และชิลี เป็นต้น

“ในระยะสั้นเวียดนามน่าจะแซงหน้าไทยได้ค่อนข้างยาก จะต้องใช้ระยะเวลาอีกค่อนข้างมาก โดยทุกประเทศเมื่อมีการพัฒนา ในระยะแรกอัตราการขยายตัวจะเร่งเหมือนกันหมด และเมื่อเติบโตไปได้ระยะหนึ่งก็อยู่ในระดับมาตรฐานของแต่ละประเทศ”

นายสมชาย ชี้ให้เห็นว่า เท่าที่ได้สอบถามบริษัทขนาดใหญ่ที่มาลงทุนในเวียดนาม ต่างก็มีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มมากขึ้น โดยที่หน่วยงานภาครัฐอย่างกงสุลใหญ่ สถานทูตไทย และบีโอไอต่างก็เข้ามาให้การดูแลเป็นอย่างดีในการขจัดอุปสรรคของการลงทุน

IMG_7427 (3) ซีพีลงทุน7.62พันล้าน

นายมนตรี สุวรรณโพธิ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่นฯ กล่าวว่า ในปี 2561 ซี.พี.เวียดนามจะดำเนินการขยายกำลังการผลิตโรงงานแปรรูปอาหาร 2 แห่ง ได้แก่ 1.โรงงานชำแหละไก่เพื่อส่งออกกำลังการผลิต 1 ล้านตัวต่อสัปดาห์ มูลค่าการลงทุน 7.3 พันล้านบาท และ 2.โรงงานชำแหละและแปรรูปหมูเพื่อขายในเวียดนามกำลังการผลิต 2,000 ตัวต่อวัน หรือ 7.3 แสนตัวต่อปี มูลค่าการลงทุน 320 ล้านบาท

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นปลายนํ้านั้น ในปี 2562 จะมีการขยายสาขาร้าน 5 ดาวให้เพิ่มขึ้นเป็น 700 สาขา จากเดิมที่มีอยู่ 500 สาขา รวมถึงขยายร้านซีพีเฟรช มาร์ทเพิ่มเป็น 30 สาขาจากเดิมที่มีอยู่ 15 สาขา นอกจากนี้จะมีการขยายธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ต่อยอดจากปัจจุบันที่มีระบบคอลล์เซ็นเตอร์ส่งอาหารถึงบ้าน โดยจะพัฒนาแอพพลิเคชันให้สามารถเลือกเมนู ชำระเงิน และระบุสถานที่จัดส่งได้เลย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2562 อีกทั้งจะมีการขยายการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ได้สินค้าที่ตอบโจทย์ และมีรสชาติตรงกับความต้องการของตลาดเวียดนาม เนื่องจากแต่ละประเทศก็จะมีความชื่นชอบที่แตกต่างกันออกไป

“เวียดนามยังมีโอกาสในการลงทุนอีกมาก เพราะจีดีพีขยายตัวระดับสูงมาตลอด โดยคาดว่าปีนี้จีดีพีจะขยายตัว 6.7% รวมถึงยังมีจุดแข็งเรื่องการเมืองที่มั่นคง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่การดำเนินนโยบายก็ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า, เขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และรัสเซีย ทำให้นักลงทุนที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตมีตลาดที่เปิดกว้าง และได้เปรียบทางด้านภาษีมากกว่าการลงทุนในประเทศอื่น”
เอสซีจีลุยปิโตรเคมี

IMG_7429 (3)

นายพิชัย ลิ้มประไพพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีซี วินา พลาสติก แอนด์ เคมีคอลฯ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเอสซีจีที่เวียดนาม กล่าวว่า กลุ่มเอสซีจีได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท ลองซัน ปิโตรเคมีคัล คอมพานี (แอลเอสพี) เป็น 100% จากเดิมที่มีอยู่ 71% มูลค่าประมาณ 1.7 แสนล้านบาท โดยจะเป็นโครงการปิโตรเคมีแบบครบวงจรรายแรกในประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะเริ่มปรับปรุงพื้นที่เพื่อใช้ก่อสร้างโครงการในเร็วๆ นี้ โดยน่าจะใช้เวลาประมาณครึ่งปีเพื่อปรับสภาพพื้นที่ให้มีความเหมาะสม รวมถึงจะมีการประกาศหาผู้รับเหมาก่อสร้างควบคู่กันไป และเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2562 และจะผลิตปิโตร เคมีในเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปี 66

สำหรับโครงการดังกล่าวนี้นั้นต้องใช้ระยะเวลายาวนานเกินกว่า 10 ปีจึงจะเกิดขึ้นได้ โดยเอสซีจีสนใจลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ตามแผนในการขยายธุรกิจทุกกลุ่มในเครือ ซึ่งปิโตรเคมีถือเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่ชัดเจนแล้ว

โดยเป็นโครงการที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดในเวียดนาม และมีขนาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 1.6 ล้านตันต่อปี เพื่อผลิตเม็ดพลาสติกชนิดเอชดีพีอี, แอลแอลดีพีอี และพีพี เพื่อรองรับความต้องการในเวียดนามที่ปัจจุบันสูงถึงปีละ 2.3 พันล้านตัน และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูง

หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,376 วันที่ 21-23 มิถุนายน 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว