
'เอ็มเค' ผนึกทุนญี่ปุ่น ทุ่มงบลุยโลจิสติกส์
เอ็มเค กรุ๊ป ทุ่มเกือบ 1,000 ล้านสยายปีกเพิ่ม 49 แห่งนำร่องระบบจ่ายเงินผ่าน Wechat เจาะนักท่องเที่ยวชาวจีน พร้อมผนึกทุนญี่ปุ่น “เซนโค กรุ๊ป” ทุ่ม 1,500 ล้านตั้งบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ฯ ประเดิมขนส่งอาหาร
นายสมชาย หาญจิตต์เกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้เตรียมงบประมาณไว้กว่า 600 ล้านบาทในการขยายสาขาร้านอาหารในเครือเพิ่ม 49 แห่ง
แบ่งเป็นร้านสุกี้เอ็มเค 18 แห่ง ใน 2 รูปแบบได้แก่ 1.เอ็มเค โกลด์ 2.เอ็มเคไลฟ์ และร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิอีกกว่า 30 แห่งจากปีที่ผ่านมาที่บริษัทมีการขยายสาขาทั้งสิ้น 30 แห่ง ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาใช้ภายในร้านเพื่อรองรับการเข้ามาของเทคโนโลยีต่างๆ โดยได้นำร่องใช้เมนูสั่งอาหารแบบทัชสกรีนแล้ว
รวมทั้งมีระบบการจ่ายเงินร่วมกับธนาคารเข้ามาผ่านระบบ Wechat เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยนำร่องไปแล้วที่สาขาศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ก่อนจะขยายตามหัวเมืองที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมไปท่องเที่ยวเพิ่มอีก 60 แห่ง ทั้ง ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น
ด้านการขยายตลาดในต่างประเทศภายหลังบริษัทได้ร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์ชาวญี่ปุ่นจัดตั้งบริษัทในประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำแบรนด์ยาโยอิไปขยายตลาดในสิงคโปร์ 8 แห่งและมาเลเซีย 1 แห่งแล้วนั้น ล่าสุดในปีนี้บริษัทได้เตรียมขยายแบรนด์ยาโยอิไปยังเวียดนามเพิ่มอีก 1 แห่งโดยรูปแบบการขยายสาขาในต่างประเทศบริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์เพื่อสร้างโอกาสทางการเติบโต โดยปีนี้วางเป้าหมายการเติบโตเฉพาะแบรนด์ยาโยอิที่ 17% จากปีที่ผ่านมาโต 10%
พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์จากประเทศญี่ปุ่น คือ บริษัท เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (SENKO Group Holdings Co., Ltd.) จัดตั้งบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ฯ โดยเอ็มเค กรุ๊ป และเซนโค กรุ๊ป ถือหุ้นในสัดส่วน 50:50 เพื่อรุกธุรกิจบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร
เบื้องต้นบริษัทได้เตรียมงบประมาณการลงทุน 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในเฟสแรก 1,300 ล้านบาทเพื่อลงทุนในส่วนของคลังสินค้า การขนส่ง บริการนำเข้า-ส่งออกสินค้า และการซื้อขายสินค้า โดยเน้นไปที่การขนส่งสินค้าแบบเย็น (Cold chain) ด้วยรถควบคุมอุณหภูมิ เพื่อการขนส่งอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้เล่นในตลาดที่สามารถให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบเย็นได้ทุกมิติ ส่วนที่เหลือจะเป็นการขยายเฟสคลังสินค้ากลุ่มนอนฟูดต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ในช่วง 1-3 ปีแรกจะเน้นเจาะตลาดลูกค้าแบบ B2B ก่อนจะขยายไปยังลูกค้าคนทั่วไป (B2C) ในอนาคตพร้อมทั้งวางเป้าหมายภายใน 3-5 ปี เอ็ม-เซนโค จะเติมเต็มความต้องการของตลาดและลูกค้าให้ครบวงจรยิ่งขึ้น เพื่อเป็น One stop Service ด้วยการขยายบริการสู่คลังสินค้าแห้ง (Dry warehouse) รวมถึงขยายธุรกิจไปยังตลาดภูมิภาคอาเซียนในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) โดยตั้งเป้าภายในปี 2562 ทำรายได้ไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท และภายใน 3 ปี เมื่อเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ จะผลักดันรายได้ให้เติบโตไม่ตํ่ากว่า 1,800 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตามปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตด้านรายได้ของเอ็มเค กรุ๊ป 7% มีผลกำไรเติบโต 10% จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้เติบโต 5% กำไรเติบโตกว่า 10% หรือปิดรายได้ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในส่วนของธุรกิจการให้บริการดีลิเวอรีภายในร้านยังคงมีสัดส่วนยอดขายเล็กน้อยที่ 300 ล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตเฉพาะในส่วนของดีลิเวอรีไว้ที่ 5% จากปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาพรวมการเติบโตช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมามีการเติบโตที่ 30% ซึ่งถือว่าเติบโตดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
หน้า 36 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3371 ระหว่างวันที่ 3-6 มิ.ย.61
นายสมชาย หาญจิตต์เกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้เตรียมงบประมาณไว้กว่า 600 ล้านบาทในการขยายสาขาร้านอาหารในเครือเพิ่ม 49 แห่ง
แบ่งเป็นร้านสุกี้เอ็มเค 18 แห่ง ใน 2 รูปแบบได้แก่ 1.เอ็มเค โกลด์ 2.เอ็มเคไลฟ์ และร้านอาหารญี่ปุ่นยาโยอิอีกกว่า 30 แห่งจากปีที่ผ่านมาที่บริษัทมีการขยายสาขาทั้งสิ้น 30 แห่ง ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาใช้ภายในร้านเพื่อรองรับการเข้ามาของเทคโนโลยีต่างๆ โดยได้นำร่องใช้เมนูสั่งอาหารแบบทัชสกรีนแล้ว
รวมทั้งมีระบบการจ่ายเงินร่วมกับธนาคารเข้ามาผ่านระบบ Wechat เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยนำร่องไปแล้วที่สาขาศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ก่อนจะขยายตามหัวเมืองที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมไปท่องเที่ยวเพิ่มอีก 60 แห่ง ทั้ง ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น
ด้านการขยายตลาดในต่างประเทศภายหลังบริษัทได้ร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์ชาวญี่ปุ่นจัดตั้งบริษัทในประเทศสิงคโปร์ เพื่อนำแบรนด์ยาโยอิไปขยายตลาดในสิงคโปร์ 8 แห่งและมาเลเซีย 1 แห่งแล้วนั้น ล่าสุดในปีนี้บริษัทได้เตรียมขยายแบรนด์ยาโยอิไปยังเวียดนามเพิ่มอีก 1 แห่งโดยรูปแบบการขยายสาขาในต่างประเทศบริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์เพื่อสร้างโอกาสทางการเติบโต โดยปีนี้วางเป้าหมายการเติบโตเฉพาะแบรนด์ยาโยอิที่ 17% จากปีที่ผ่านมาโต 10%
พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์จากประเทศญี่ปุ่น คือ บริษัท เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (SENKO Group Holdings Co., Ltd.) จัดตั้งบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ฯ โดยเอ็มเค กรุ๊ป และเซนโค กรุ๊ป ถือหุ้นในสัดส่วน 50:50 เพื่อรุกธุรกิจบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร
เบื้องต้นบริษัทได้เตรียมงบประมาณการลงทุน 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในเฟสแรก 1,300 ล้านบาทเพื่อลงทุนในส่วนของคลังสินค้า การขนส่ง บริการนำเข้า-ส่งออกสินค้า และการซื้อขายสินค้า โดยเน้นไปที่การขนส่งสินค้าแบบเย็น (Cold chain) ด้วยรถควบคุมอุณหภูมิ เพื่อการขนส่งอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้เล่นในตลาดที่สามารถให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบเย็นได้ทุกมิติ ส่วนที่เหลือจะเป็นการขยายเฟสคลังสินค้ากลุ่มนอนฟูดต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ในช่วง 1-3 ปีแรกจะเน้นเจาะตลาดลูกค้าแบบ B2B ก่อนจะขยายไปยังลูกค้าคนทั่วไป (B2C) ในอนาคตพร้อมทั้งวางเป้าหมายภายใน 3-5 ปี เอ็ม-เซนโค จะเติมเต็มความต้องการของตลาดและลูกค้าให้ครบวงจรยิ่งขึ้น เพื่อเป็น One stop Service ด้วยการขยายบริการสู่คลังสินค้าแห้ง (Dry warehouse) รวมถึงขยายธุรกิจไปยังตลาดภูมิภาคอาเซียนในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) โดยตั้งเป้าภายในปี 2562 ทำรายได้ไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท และภายใน 3 ปี เมื่อเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ จะผลักดันรายได้ให้เติบโตไม่ตํ่ากว่า 1,800 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตามปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตด้านรายได้ของเอ็มเค กรุ๊ป 7% มีผลกำไรเติบโต 10% จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้เติบโต 5% กำไรเติบโตกว่า 10% หรือปิดรายได้ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในส่วนของธุรกิจการให้บริการดีลิเวอรีภายในร้านยังคงมีสัดส่วนยอดขายเล็กน้อยที่ 300 ล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตเฉพาะในส่วนของดีลิเวอรีไว้ที่ 5% จากปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาพรวมการเติบโตช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมามีการเติบโตที่ 30% ซึ่งถือว่าเติบโตดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
หน้า 36 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3371 ระหว่างวันที่ 3-6 มิ.ย.61






