thansettakij
thansettakij
‘สแตนชาร์ต’ชี้จีดีพีโต4% รัฐต้องเร่งลงทุนโหมประมูลครึ่งปีหลัง

‘สแตนชาร์ต’ชี้จีดีพีโต4% รัฐต้องเร่งลงทุนโหมประมูลครึ่งปีหลัง

27 ม.ค. 59 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :24 พ.ค. 59 | 19:31 น.
นักเศรษฐศาสตร์-นักการเงินต่างชาติ คาดจีดีพีไทยปีหน้าเติบโตเกิน3% ขึ้นอยู่ว่าภาครัฐจะสามารถผลักดันการลงทุนที่อยู่ในมือได้เร็วขนาดไหน ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) ได้จัดบรรยายสรุป "มุมมองภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก 2559" นำทีมโดย นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ,นายดิฟยา เดเวช นักวางแผนกลยุทธ์การปริวรรตเงินตรา ประจำภูมิภาคอาเซียนและเอเชียใต้ และนางสาวปริยา บาลฉันทานี นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน

 การลงทุนเครื่องยนต์ดันศก.

นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส บรรยายตอนหนึ่งว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะเห็นการขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้เครื่องยนต์เครื่องใหม่ คือ ภาคการลงทุน แทนภาคการส่งออกที่เผชิญปัญหาขยายตัวต่ำติดต่อกันเป็นปีที่ 5 สาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ และปัญหาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ หากดูรายการส่งออกของไทย 10 รายการหลัก จะมีสินค้าโภคภัณฑ์หลายรายการ ทำให้การฟื้นตัวยังไม่ดี แต่คาดว่าปีนี้การส่งออกจะกลับมาเป็นบวกได้ที่ระดับ 3% จากปีก่อนที่อัตราการขยายตัวติดลบที่ 5.5%

ปัจจัยที่ทำให้ "การลงทุน" มาเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่มาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในปีนี้ เพราะหากดูการบริหารภายใต้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลจะเห็นว่ามีการปรับเปลี่ยนนโยบายจากที่มุ่งเน้นการเติบโตจากภายนอกเป็นการเติบโตจากภายในประเทศ ถือเป็นการปรับโครงสร้างอุปสงค์ของประเทศ หรือ Rebalancing ซึ่งเป็นผลดีต่อความเสี่ยงจากการเติบโตที่มาจากปัจจัยภายนอก

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการลงทุนภาครัฐค่อนข้างมาก โดยมีการแก้กฎหมายการลงทุนให้มีความรวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 22 เดือน ให้เหลือเพียง 8-9 เดือน ทำให้การลงทุนสามารถเห็นได้เร็วภายในครึ่งหลังของปีนี้ แต่จากความผันผวนที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ เข้ามาช่วยกระตุ้น เช่น มาตรการทางภาษี การกระตุ้นการบริโภค โครงการเอสเอ็มอี และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นต้น

ลงทุนได้เร็วจีดีพีโตเกิน 3%

ดังนั้น เมื่อเทียบแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2559 และปี 2558 จะเห็นว่าปีนี้มีนโยบายการขับเคลื่อนที่ชัดเจนขึ้น ทำให้การเติบโตจะดีกว่าปีก่อน แต่อัตราการขยายตัวจะดีขึ้นอยู่กับภาครัฐจะสามารถผลักดันการลงทุนที่อยู่ในมือได้เร็วขนาดไหน หากสามารถเกิดขึ้นได้ภายในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ที่ระดับ 4% แต่หากแผนการลงทุนล่าช้าออกไปเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ระดับ 3%

นอกจากนี้การใช้จ่ายภาคการท่องเที่ยวจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นที่จะหนุนให้เศรษฐกิจเติบโต เพราะหากย้อนดูตัวเลขการใช้จ่ายภาคท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับการบริโภคภายในประเทศในปี 2557 ขยายตัวอยู่ที่ 15.9% และในปี 2558 เพิ่มเป็น 17.9% ซึ่งคาดการณ์ปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายต่อหัวจะเพิ่มขึ้นหลังจากภาครัฐมีนโยบายมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ

"การมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อน 2 เครื่องยนต์ย่อมดีกว่าเครื่องยนต์เดียว ส่วนการเติบโตจะสวิงที่ 3% หรือ 4% ขึ้นกับ Factor การลงทุนเร็วแค่ไหน เพราะเม็ดเงินค่อนข้างสูง อาจจะยากในช่วงเริ่มต้น แต่เริ่มต้นได้แล้วจะเป็นรากฐานต่อไปอีกใน 3-4 ปีข้างหน้า"

“อาเซียน”พระเอกหนุนศก.โลกโต

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกในปี 2559 ยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแอ โดยการเติบโตจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับ 3% ทั้งนี้ จะเห็นแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าทุกประเทศจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกหดตัว แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการขับเคลื่อนการเติบโตภายในประเทศ และการใช้นโยบายการคลังมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย รวมถึงการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายควบคู่ ทำให้เศรษฐกิจเอเชียในปีนี้ขยายตัวได้ที่ระดับ 6.1% จากปีก่อนอยู่ที่ 6.0%

โดยพิจารณาได้จากสหรัฐอเมริกาเข้าสู่การฟื้นตัวช่วงท้าย หรือชะลอตัวจากปีก่อนที่ขยายตัว 2.4% จะเหลือเพียง 1.6% เพราะหากดูข้อมูลในอดีตจะพบว่าระยะเวลาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะเฉลี่ยอยู่ที่ 59 เดือน แต่ปัจจุบันใช้เวลานานถึง 78 เดือน ซึ่งเกินกว่าค่าเฉลี่ยที่ควรจะเป็น ประกอบกับภาคอุตสาหกรรมพลังงานได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันตกต่ำ รวมถึงอัตราการจ้างงานปรับลดลงเหลือเพียง 1.4-1.5 แสนตำแหน่งจากปี 2557 อยู่ที่ 2.5 แสนตำแหน่ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับขึ้นเพียง 1 ครั้งในช่วงไตรมาสที่ 1 และจะปรับลงอีก 1 ครั้งภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ขณะที่เศรษฐกิจจีน แม้ว่าจะมีเรื่องของความผันผวน แต่เชื่อว่าความเชื่อมั่นจะกลับมาดีขึ้นในครึ่งปีหลัง เนื่องจากทางการจีนสามารถดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และจะเห็นนโยบายทางการคลังมากขึ้น ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องค่าเงินที่ผันผวน อาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นได้ไม่ได้กระทบภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉลี่ยเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ระดับ 6.8% ส่วนกลุ่มยูโรโซนเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 1.9% จากปีก่อนอยู่ที่ 1.5%

"การเติบโตในเอเชียที่สูงๆ จะมาจากกลุ่มประเทศ CLMV เป็นหลัก ซึ่งประเทศไทยที่มีจุดยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางมีโอกาสที่จะดึงการลงทุน FDI จากต่างประเทศเข้ามาได้ เพราะจะเห็นว่าการส่งออกของไทยปัจจุบันไปตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป มีสัดส่วนเฉลี่ยเท่ากันประมาณ 10% แต่หากดูตัวเลขการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน CLMV สูงเกือบเท่าตัว จึงเป็นโอกาสที่จะผลักดันการเติบโต"

ปลายปีเห็นบาทแข็งแตะ 35.25

นายดิฟยาให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.50% ค่อนข้างต่ำใกล้เคียงกับช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินที่อยู่ที่ 1.25% และหากดูสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์จะอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาทต่อวัน ซึ่งสะท้อนว่า ธปท.โฟกัสไปที่การรักษาเสถียรภาพ ทำให้โอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยมีน้อยมาก เนื่องจาก ธปท.ต้องการเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น ดังนั้นจะเห็นดอกเบี้ยทั้งปีคงอยู่ที่ 1.5% อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ตามคาดการณ์จากการลงทุนของภาครัฐที่เป็นไปตามเป้าหมาย ธปท.มีโอกาสดึงดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือภายในไตรมาสที่ 4 ได้

ส่วนเงินบาท มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากไทยได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล เพราะนำเข้าน้ำมันในราคาถูกลง ประกอบกับทิศทางเฟดที่มีโอกาสจะปรับลดดอกเบี้ยลง ทำให้เงินดอลลาร์จะแตะระดับแข็งค่าสุดในไตรมาสที่ 1 และหลังจากนั้นเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงตามลำดับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่า โดยคาดว่าภายในไตรมาสที่ 4 เงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 35.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเงินบาทในระดับดังกล่าวถือว่าไม่ได้แข็งค่าเกินความเป็นจริง เมื่อเทียบกับช่วงก่อนมีมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่เงินบาทแตะอยู่ที่ระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ฉายภาพราคาน้ำมันครึ่งปีหลัง

เช่นเดียวกับนางสาวปริยา ที่ฉายภาพสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงว่า เป็นผลมาจากความกลัวของตลาดในเรื่องของ Over Supply แต่เชื่อว่าภายในครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นการปรับสมดุลของซัพพลายส่วนเกิน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการบริโภคของจีนที่ไม่ได้ปรับตัวแย่ลงกว่าปีก่อน โดยเศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวได้ที่ระดับ 6.5-7% รวมถึงสหรัฐอเมริกาที่เริ่มลดกำลังการผลิตน้ำมันลง ทำให้ความต้องการที่เรียกว่า Non-OPEA Supply น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งมีผลต่อราคาน้ำมันโดยตรง

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,125 วันที่ 24 - 27 มกราคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business