
อนันดาฯยัน"แอชตัน อโศก"บอร์ดรฟม.อนุมัติใช้ทางออกด้านอโศก
อนันดาฯ ยันโครงการแอชตัน อโศก บอร์ด รฟม. อนุมัติการขอใช้ทางออกด้านถนนอโศก ปฏิบัติเหมือนกับโครงการอื่นๆอีก 10 ราย เผยกรณีเลื่อนใช้อาคารไป 26 มีนาคม 2562 กระทบยอดโอนไตรมาสแรกปีนี้เพียง 15%
นายพิสิษฐ์ เดชไชยยาศักดิ์ นักกฎหมายธุรกิจ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ยืนยันต่อนักลงทุนในกิจกรรม บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) กรณีโครงการ แอชตัน อโศก ก่อสร้างเสร็จสิ้น 100% แต่ยังไม่ได้รับเอกสารรับรองการก่อสร้างและเปิดใช้อาคาร (อ.6) จากกรุงเทพมหานคร จนนำไปสู่การไม่สามารถส่งมอบห้องชุดให้กับลูกค้าที่จองซื้อได้ทันภายในไตรมาส 1 ปี 2560 และขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2562 ว่า
โครงการดังกล่าวก่อนพัฒนาโครงการ บริษัทอนันดาฯได้ตรวจสอบข้อมูลหลายด้านจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างถูกต้องแล้ว และมีหลักฐานยืนยันว่าสามารถเริ่มโครงการได้
ปัญหาเกิดขึ้นหลังจากมีผู้ไปร้องต่อศาลปกครอง ทั้งในส่วนของกลุ่มสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและคนในชุมชนว่าถนนส่วนหน้าโครงการนั้น ซึ่งเป็นที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) น่าจะไม่ได้รับการอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย ประเด็นนี้บริษัทฯยืนยันว่า การขอใช้พื้นที่ของ รฟม. เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทางเข้าออกของโครงการแอชตัน อโศก เป็นการปฏิบัติตามระเบียบ การขอใช้พื้นที่ ของ รฟม. ปี 2556 ซึ่งเป็นระเบียบเดียวกันกับที่หลายโครงการในกทม.มากกว่า 10 แห่ง ที่ทำสัญญากับ รฟม.ในการใช้พื้นที่เช่นกัน
โดยมีหลักเกณฑ์วิธีการคิดค่าตอบแทนหรือสิ่งตอบแทนที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร คืออาคารจอดรถ มูลค่าประมาณ 97 ล้านบาท แลกกับการใช้ทางตลอดไป โดยมีคณะกรรมการของ รฟม.เป็นผู้อนุมัติ แต่หลังจากเกิดการร้องต่อศาลปกครอง ศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนยกเลิกคำสั่งดังกล่าวในภายหลัง ทำให้เรื่องอยู่ในขั้นตอนที่ศาลปกครองกำลังพิจารณาอีกครั้ง
“ขณะนี้อนันดา ได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อขอคุ้มครอง และขอให้ทางกทม.ออกใบอนุญาตใช้อาคารให้เร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 60 วัน ถึงแม้จะมีคดี แต่ กทม.ไม่จำเป็นต้องทุเลาการออกใบอนุญาตใช้อาคาร เพราะโครงการนี้ก่อประโยชน์ให้กับชุมชน และรฟม.ได้ลูกค้าเพิ่มที่เป็นผู้พักอาศัยในแอชตัน อโศกด้วย”
นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า หากบริษัทฯชนะก็สามารถเริ่มโอนโครงการได้ในเดือนมิถุนายนนี้ แต่กรณี กทม.ไม่ออกใบอนุญาตให้ อนันดาจะทำเรื่องอุทธรณ์ต่อ โดยศาลปกครองสูงสุดจะเป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งอาจใช้เวลานาน 2-3 ปี ในทางกลับกันหากโครงการ แอชตัน อโศก พ่ายแพ้ และไม่สามารถทำการโอนให้ลูกบ้านได้ ซึ่งทำการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2560 จะเกิดผลกระทบที่ตามมา นอกจากภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย จะไม่ได้รับความไว้ใจต่อนักลงทุนในไทยแล้ว ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์การลงทุนในไทยต่อนักลงทุนระดับโลก ที่สะท้อนให้เห็นถึงระบบกฎหมายและระบบราชการไทยที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะโครงการได้รับอนุญาตในการก่อสร้างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ขั้นตอนแรก
สำหรับ โครงการแอชตัน อโศก มูลค่า 6.7 พันล้านบาท และมียอดขายแล้ว 98% โดยมีกำหนดการโอนให้ลูกค้าในวันที่ 26 มี.ค.นี้ แต่คาดว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน และจากการกรณีดังกล่าว ยังส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลใจ และกระทบราคาหุ้น ANAN ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องหลายวันติด
ด้านนายจอห์น เลสลี่ มิลลาร์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานกลยุทธ์ทางการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า ตามแผนธุรกิจปี 2561 ตั้งเป้ารายได้ 3.8 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่ทำได้ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 152% ปีนี้มีโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ 9 โครงการ โดยในไตรมาส 1 มีแอชตัน อโศก และไอดีโอ คิว ชิดลม ไตรมาส 2 มีโครงการแอชตัน จุฬา-สีลม และยูนิโอ รามคำแหง-เสรีไทย และวีนิโอ สุขุมวิท 10 จากนั้นเป็นไตรมาส 4 อีก 4 โครงการมี แอชตัน สีลม, ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 66, ไอดีโอ พหลโยธิน จตุจักร และไอดีโอ สุขุมวิท 93
“การที่โครงการแอชตัน อโศก ไม่สามารถเปิดโอนได้ตามกำหนด มีผลกระทบต่อส่วนแบ่งยอดโอนในส่วนของอนันดาฯ ลดลงเพียง 15% เนื่องจากเป็นโครงการร่วมทุนกับมิตซุย ฟูโดซัง โดยในโครงการนี้บริษัทฯถือหุ้น 51% “
กรณีการขยายเวลาใช้อาคารออกไปอีก 1 ปี หรือ 26 มีนาคม 2562 ทางบริษัทฯก็มีข้อเสนอให้กับลูกค้าที่จองซื้อเลือก 3 ข้อคือ 1. ให้ส่วนลด 7.5% ของวงเงินที่จ่ายมาแล้ว หากครบกำหนดขยายเวลาและบริษัทฯไม่สามารถส่งมอบได้ ถ้าลูกค้าจะยกเลิกสัญญา บริษัทฯจะจ่ายให้เต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของธนาคารกรุงไทย 2.ถ้าผู้จองซื้อไม่ต้องการถือต่อไป และอยากขายคืน บริษัทฯก็จะจ่ายให้เต็มจำนวน และ3.ถ้าลูกค้าต้องการจะเปลี่ยนจากแอชตัน อโศก เป็นคอนโดมิเนียมโครงการอื่นของอนันดาฯ ทางบริษัทฯก็มีโครงการให้เลือก 5 แห่ง มี แอชตัน จุฬา-สีลม, แอชตัน สีลม, แอชตัน เรสซิเดนซ์ 41, ไอดีโอคิว และคิว ชิดลม
นายพิสิษฐ์ เดชไชยยาศักดิ์ นักกฎหมายธุรกิจ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ยืนยันต่อนักลงทุนในกิจกรรม บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) กรณีโครงการ แอชตัน อโศก ก่อสร้างเสร็จสิ้น 100% แต่ยังไม่ได้รับเอกสารรับรองการก่อสร้างและเปิดใช้อาคาร (อ.6) จากกรุงเทพมหานคร จนนำไปสู่การไม่สามารถส่งมอบห้องชุดให้กับลูกค้าที่จองซื้อได้ทันภายในไตรมาส 1 ปี 2560 และขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2562 ว่า
โครงการดังกล่าวก่อนพัฒนาโครงการ บริษัทอนันดาฯได้ตรวจสอบข้อมูลหลายด้านจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างถูกต้องแล้ว และมีหลักฐานยืนยันว่าสามารถเริ่มโครงการได้
ปัญหาเกิดขึ้นหลังจากมีผู้ไปร้องต่อศาลปกครอง ทั้งในส่วนของกลุ่มสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและคนในชุมชนว่าถนนส่วนหน้าโครงการนั้น ซึ่งเป็นที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) น่าจะไม่ได้รับการอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย ประเด็นนี้บริษัทฯยืนยันว่า การขอใช้พื้นที่ของ รฟม. เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทางเข้าออกของโครงการแอชตัน อโศก เป็นการปฏิบัติตามระเบียบ การขอใช้พื้นที่ ของ รฟม. ปี 2556 ซึ่งเป็นระเบียบเดียวกันกับที่หลายโครงการในกทม.มากกว่า 10 แห่ง ที่ทำสัญญากับ รฟม.ในการใช้พื้นที่เช่นกัน
“ขณะนี้อนันดา ได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อขอคุ้มครอง และขอให้ทางกทม.ออกใบอนุญาตใช้อาคารให้เร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 60 วัน ถึงแม้จะมีคดี แต่ กทม.ไม่จำเป็นต้องทุเลาการออกใบอนุญาตใช้อาคาร เพราะโครงการนี้ก่อประโยชน์ให้กับชุมชน และรฟม.ได้ลูกค้าเพิ่มที่เป็นผู้พักอาศัยในแอชตัน อโศกด้วย”
ด้านนายจอห์น เลสลี่ มิลลาร์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานกลยุทธ์ทางการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า ตามแผนธุรกิจปี 2561 ตั้งเป้ารายได้ 3.8 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่ทำได้ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 152% ปีนี้มีโครงการคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ 9 โครงการ โดยในไตรมาส 1 มีแอชตัน อโศก และไอดีโอ คิว ชิดลม ไตรมาส 2 มีโครงการแอชตัน จุฬา-สีลม และยูนิโอ รามคำแหง-เสรีไทย และวีนิโอ สุขุมวิท 10 จากนั้นเป็นไตรมาส 4 อีก 4 โครงการมี แอชตัน สีลม, ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 66, ไอดีโอ พหลโยธิน จตุจักร และไอดีโอ สุขุมวิท 93
“การที่โครงการแอชตัน อโศก ไม่สามารถเปิดโอนได้ตามกำหนด มีผลกระทบต่อส่วนแบ่งยอดโอนในส่วนของอนันดาฯ ลดลงเพียง 15% เนื่องจากเป็นโครงการร่วมทุนกับมิตซุย ฟูโดซัง โดยในโครงการนี้บริษัทฯถือหุ้น 51% “






