
เนชั่น กรุ๊ป พลิกกำไรไตรมาส 2/69 แตะ 16.5 ล้านบาท โต 134% ปักหมุดสู่ ‘มีเดียเทค’
'ฉาย บุนนาค' ประกาศความสำเร็จการปรับโครงสร้างองค์กรตลอด 2 ปี ดันไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกกลับมามีกำไร 16.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134% ขาดทุนสุทธิครึ่งปีลดลง 84% พร้อมเดินหน้าเสริมสรรพกำลัง รับพนักงานกว่า 60 อัตรา มุ่งโมเดลธุรกิจสื่อยุคใหม่ที่เทคโนโลยีและคนต้องเดินไปด้วยกัน
KEY
POINTS
- เนชั่น กรุ๊ป ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกมีกำไรสุทธิ 16.5 ล้านบาท เติบโตขึ้น 134% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ผลกำไรเป็นผลสำเร็จจากแผนปรับโครงสร้างองค์กรตลอด 2 ปี ทั้งการบริหารจัดการต้นทุนที่ลดลงกว่า 85 ล้านบาท และการปรับพอร์ตรายได้ไปเน้นกลุ่มลูกค้าภาครัฐและองค์กรขนาดใหญ่
- บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในอนาคตเพื่อมุ่งสู่การเป็นบริษัท ‘มีเดียเทค’ (Media Tech) อย่างเต็มตัว โดยนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีรายได้รวม 450 ล้านบาท เติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 พลิกกลับมามีกำไร 16.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134% และขาดทุนสุทธิครึ่งปีลดลงถึง 84% สะท้อนผลของแผนปรับโครงสร้างองค์กรที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอด 2 ปี ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนที่ลดลงกว่า 85 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มั่นใจว่าปีนี้ EBITDA จะพลิกกลับมาเป็นบวก
นายฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสื่อในปัจจุบันถือเป็นธุรกิจที่ท้าทายอย่างมาก จากแรงกดดันหลายด้านที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งเม็ดเงินโฆษณาที่หดหาย การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ผู้ประกอบการสื่อทั้งอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับภาวะยากลำบาก
อย่างไรก็ตาม เนชั่น กรุ๊ป ได้เริ่มปรับตัวมาตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร ปรับวิธีการทำงาน นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ และปรับโมเดลธุรกิจ จนสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้
"เราปรับตัวมา 2 ปีแล้ว ปรับโครงสร้างองค์กร ปรับวิธีการทำงาน นำ AI เข้ามาใช้ มีการปรับยุทธศาสตร์ ปรับโมเดลธุรกิจ ทำให้ไตรมาส 2 เรามีกำไร และเราเชื่อว่าปีนี้เราจะปิดปีด้วยการมีกำไร" นายฉายกล่าว พร้อมระบุว่างบการเงินไตรมาส 2 ที่มีกำไรคือเครื่องยืนยันว่าองค์กรได้ผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว
ปรับพอร์ตรายได้ เบนเข็มสู่ภาครัฐ–คอร์ปอเรทใหญ่
นายฉายอธิบายว่า การพลิกฟื้นครั้งนี้มาจากการปรับตัวใน 2 ด้านหลัก คือด้านรายได้และด้านค่าใช้จ่าย โดยในด้านรายได้ เดิมบริษัทฯ มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่เป็นงบสปอนเซอร์หรืองบซื้อโฆษณาเป็นหลัก
แต่จากสภาวะเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการ SME ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับ GDP ที่ไม่เติบโต ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และราคาน้ำมัน ล้วนส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาจากภาคเอกชนหดหายลง
ด้วยเหตุนี้ เนชั่น กรุ๊ป จึงปรับพอร์ตรายได้ใหม่ ลดการพึ่งพากลุ่ม SME แล้วหันไปมุ่งเน้น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ งานภาครัฐผ่านโครงการ e-bidding ที่มีการเปิดประมูลอยู่แล้วและมีงบประมาณประชาสัมพันธ์ที่ชัดเจน และการรับทำโครงการประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทข้ามชาติและกลุ่มคอร์ปอเรทขนาดใหญ่ที่ยังมีกำลังในการใช้สื่อ ทำให้ภาพรวมรายได้ของบริษัทฯ ไม่ตกลง แต่กลับเพิ่มขึ้น
"เม็ดเงินอยู่ตรงไหน เราก็ต้องไปหาเม็ดเงินตรงนั้น ตอนนี้ทำไมต้องไปงานราชการ เพราะงานราชการมี TOR ระบุอยู่แล้ว มีเงินวางอยู่แล้ว เราก็แค่เข้าไปประมูลงาน ถ้าได้ก็ได้ แต่ตอนนี้ภาคเอกชนไม่มีเงิน เขาระมัดระวังการใช้จ่าย มันจึงยากที่จะไปขายงานกลุ่ม SME" นายฉายกล่าว
บริษัทฯ ยังได้เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนองาน จากเดิมที่เน้นขายพื้นที่สื่อ (media space) มาสู่การเป็นพาร์ตเนอร์กับคู่ค้าในเชิง Creative Marketing มากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันไม่ได้ขายเป็นพื้นที่มีเดียเหมือนในอดีต โดยตั้งเป้ารายได้จากลูกค้าภาครัฐในปีนี้เติบโตประมาณ 80–100% ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าจากหน่วยงานราชการเข้ามาแล้วเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้การมี AI เข้ามาช่วยคัดกรองว่างานใดเหมาะกับบริษัทฯ และมีโอกาสได้มากน้อยเพียงใด ยังช่วยให้การเข้าประมูลงานภาครัฐทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดกว่า 85 ล้านบาท
ในด้านค่าใช้จ่าย นายฉายระบุว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เริ่มบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการปรับโครงสร้างการทำงานและการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานจริง ซึ่งสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือผลกระทบต่อจำนวนพนักงาน ทำให้ต้องมีการปรับลดคนลงในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้องค์กรมีความคล่องตัวและสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยในครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทฯ สามารถลดต้นทุนได้ถึง 85 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งถือว่ามีความคล่องตัวสูงเมื่อเทียบกับการที่บริษัทฯ มีสื่อในเครือถึง 10 แบรนด์
"เหมือนคนที่ลดน้ำหนัก เราคล่องตัวมากขึ้น เราลีนแล้ว เราคล่องตัวแล้ว" นายฉายเปรียบเทียบ พร้อมย้ำว่านอกจากลดต้นทุนแล้ว บริษัทฯ ยังเข้มงวดกับพนักงานมากขึ้นทั้งในเชิงวินัยและคุณภาพงาน เพื่อให้พนักงานสร้าง Productivity ให้กับองค์กรได้มากขึ้น เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นและต้นทุนลดลง จึงเป็นที่มาของการพลิกกลับมามีกำไร
AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ตัวแทนของนักข่าว
ต่อประเด็นเรื่องการแข่งขันและการเข้ามาของ AI รวมถึงแพลตฟอร์มต่างๆ นายฉายมองว่า AI ไม่สามารถทดแทนอาชีพนักข่าวได้ทั้งหมด แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อัตรากำลังคนบางส่วนก็อาจต้องลดลง ขณะที่บางส่วนงานก็อาจต้องเพิ่มขึ้น
"AI ไม่สามารถทดแทนนักข่าวภาคสนามหรือ Reporter ในการลงพื้นที่ทำข่าวได้ และไม่สามารถทำหน้าที่แทนกองบรรณาธิการได้ AI เป็นแค่เครื่องมือช่วยกองบรรณาธิการให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น เราจะไม่ละทิ้งเรื่องของมนุษย์" นายฉายกล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าบริษัทฯ นำเทคโนโลยีมาใช้อย่างจริงจังในระบบงานและกระบวนการทำงาน ไม่ใช่เพียงการใช้งานทั่วไปเท่านั้น
จุดแข็ง 3 หัวใจ ความน่าเชื่อถือ–ทุนมนุษย์–เทคโนโลยี
นายฉายมองว่า บริษัทฯ ไม่ได้มองสื่ออื่นเป็นคู่แข่ง แต่จุดแข็งที่สำคัญในเวลานี้คือความคล่องตัวที่เกิดจากการปรับตัวมาตลอด 2–3 ปี ประกอบกับการมีสื่อในเครือถึง 10 แบรนด์ หลายแบรนด์เป็นสื่อกระแสหลักที่มีความน่าเชื่อถือและอยู่เคียงข้างสังคมไทยมายาวนาน อาทิ The Nation ซึ่งเป็นสื่อภาษาอังกฤษแบรนด์แรกขององค์กรที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 56 และฐานเศรษฐกิจที่ดำเนินงานมาถึงปีที่ 46
"สิ่งที่เราได้แต้มต่อคือเรามีกองบรรณาธิการที่เข้มแข็งในสื่อหลักๆ เราไม่ใช่สื่อออนไลน์ที่ทำตัวเป็นแค่ Content Creator อย่างเดียว เรามีกองบรรณาธิการที่ทำหน้าที่คัดกรอง มีการตรวจสอบข้อมูล ยึดหลักวิชาชีพและธรรมาภิบาลตามแนวทาง Nation Way" นายฉายกล่าว พร้อมระบุว่า
แม้ในยุคโซเชียลมีเดียทุกคนสามารถผลิตคอนเทนต์ได้ แต่สิ่งที่ทำให้เนชั่นเป็นสื่อหลักที่ได้รับความไว้วางใจคือแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างสังคมไทยมานาน และกระบวนการทำงานที่ได้รับความน่าเชื่อถือ
สำหรับหัวใจสำคัญขององค์กร นายฉายสรุปว่ามี 3 เรื่อง ได้แก่ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ทุนมนุษย์หรือ Workforce ขององค์กร และเทคโนโลยี ซึ่งหากบริษัทฯ แข็งแกร่งในทั้งสามส่วนนี้ ก็จะเป็น Key Success Factor ขององค์กร
เสริมสรรพกำลัง รับกว่า 60 อัตรา สร้างคน "Agile Intelligent"
ภาพรวมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ปรับลดพนักงานลงจาก 1,056 คนในปี 2566 เหลือ 778 คนในปี 2569 และภายหลังจากปรับโครงสร้างจนองค์กรมีความกระชับแล้ว เนชั่น กรุ๊ป เตรียมแผนเพิ่มสรรพกำลังในหน่วยงานตามยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้าคอร์ปอเรทใหญ่และงานภาครัฐ โดยประกาศเปิดรับพนักงานกว่า 60 อัตรา แบ่งเป็น 2 เฟส ครอบคลุมทั้งฝ่ายการตลาด ทีมครีเอทีฟ ทีมขายงานราชการ รวมถึงนักข่าวภาคสนาม
นายฉายอธิบายว่า การพัฒนาต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องเหยียบคันเร่งต่อไปโดยไม่สามารถผ่อนได้ ปัจจุบันองค์กรลีนและคล่องตัวแล้ว แต่ยังต้องเสริม "กล้ามเนื้อ" ในส่วนอื่นเพื่อเดินหน้าต่อในอนาคต โดยบุคลากรที่จะรับเข้ามาต้องมีคุณสมบัติแบบ Agile Intelligent คือมีความคล่องตัวสูง ปรับตัวได้ดี และทำงานร่วมกับนวัตกรรมใหม่ๆ ได้
"นี่คือ Mindset ของบริษัทที่จะอยู่ในโลกปัจจุบันให้ได้ ถ้าไม่คล่องตัว เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว เราก็อาจถูก Disrupt ได้ ส่วน Intelligent คือการทำงานให้ฉลาด นำ AI เข้ามาช่วย" นายฉายกล่าว
มุ่งสู่ "มีเดียเทค" ต้นแบบการพลิกฟื้นของอุตสาหกรรมสื่อ
นายฉายย้ำว่า เรื่องราวการพลิกฟื้นของเนชั่น กรุ๊ป ไม่ใช่ความลับ โดยหัวใจสำคัญคือการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ การไปหาเม็ดเงินในจุดที่ยังมีอยู่ และการนำเทคโนโลยีมาผสานกับกระบวนการทำงาน
สำหรับก้าวต่อไป นายฉายมองว่าเนชั่น กรุ๊ป ต้องเดินหน้าสู่การเป็นบริษัท "มีเดียเทค" (Media Tech) อย่างเต็มตัว เพราะในโลกปัจจุบันทุกธุรกิจต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาประกอบการทำงาน ซึ่งรายละเอียดในเชิงลึกจะมีการพูดถึงต่อเนื่องในแผนของปีหน้า
"ถ้าไม่เป็น Media Tech ผมคิดว่าอยู่ยาก มันเป็นเส้นทางที่ต้องไป ไม่ไปไม่ได้" นายฉายกล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า
"เราผ่านช่วงเวลาของการปรับตัวและบริหารจัดการองค์กรให้ Lean จนเกิดประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว วันนี้เราต้องสร้างกล้ามเนื้อ เสริมทรัพยากรในหน่วยงานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ใหม่ที่วางไว้ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต และหวังว่าจะเป็นต้นแบบให้ผู้ประกอบการสื่อรายอื่นได้เห็นว่า เนชั่น กรุ๊ป Turnaround ได้จริง"







