
เก็บค่าต๋งแบงก์เพิ่ม! ฟื้นกองทุนฟื้นฟูฯ - สนช. ถกวาระแรก 15 มี.ค. นี้
สนช. พิจารณาวาระ 1 แก้กฎหมายแบงก์ชาติ ฟื้นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ให้อำนาจกู้เงินอัดฉีดเงินช่วยสถาบันการเงินมีปัญหา เล็งเก็บค่าต๋งแบงก์จ่ายหนี้เพิ่ม แต่ต้องไม่เกิน 1% ของเงินฝาก
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 15 มี.ค. นี้ จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวาระที่ 1 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เสนอให้ที่ประชุม สนช. พิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยสาระสำคัญ คือ เพื่อให้การแก้ปัญหาสถาบันการเงินที่ประสบภาวะวิกฤติทางการเงิน ที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ หรือ ระบบการเงินของประเทศ สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
เนื่องจากระบบการเงินโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ด้วยการให้คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงินมีอำนาจเสนอแผนการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินต่อ ครม. เพื่อพิจารณาและอนุมัติ กรณีที่สถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่องจนอาจกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินโดยรวม หรือ มีเงินกองทุนต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เมื่อ ครม. เห็นชอบแผนแล้ว ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เข้าไปซื้อ หรือ ถือหุ้นในสถาบันการเงิน ซื้อ หรือ รับช่วงซื้อลดตราสารแสดงสิทธิ์ในหนี้ หรือ รับโอนสิทธิ์เรียกร้องของสถาบันการเงิน หรือ ให้กู้ยืมแก่สถาบันการเงินโดยมีหรือไม่มีหลักประกัน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางการเงินในลักษณะอื่น ๆ
ในกฎหมายยังบัญญัติว่า กรณีที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อดำเนินการตามแผนแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน ธปท. อาจให้กู้ยืมแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ หรือ รัฐบาลอาจค้ำประกันการกู้ยืม และเมื่อมีการดำเนินการตามแผนแก้ไขปัญหาแล้ว ให้สถาบันการเงินทุกแห่งนำส่งเงินให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการจัดการกองทุนกำหนด แต่เมื่อรวมกับเงินที่กำหนดให้สถาบันการเงินนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก และเงินที่กำหนดให้สถาบันการเงินนำส่งแก่ ธปท. ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ แล้ว ต้องไม่เกิน 1% ของยอดเงินที่สถาบันการเงินได้รับจากประชาชน
หากสถาบันการเงินใดไม่นำส่งเงิน หรือ นำส่งไม่ครบภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกิน 2% ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ไม่นำส่ง หรือ นำส่งไม่ครบ โดยเงินที่สถาบันการเงินนำส่งนี้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จะนำไปจัดสรรคืนเงินกู้และดอกเบี้ยจาก ธปท. หรือ เงินกู้จากแหล่งอื่น โดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูจะต้องจัดทำบัญชีการดำเนินการตามแผนแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินแยกจากบัญชีอื่น และในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อให้ภาระการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามแผนแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันสมควร ธปท. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงินอาจเสนอให้รัฐบาลชดเชยภาระกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ที่ให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินได้
ธปท. ชี้แจงว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงิน เพราะสามารถใช้บริหารทางการเงินได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังทำให้เกิดเสถียรภาพต่อระบบสถาบันการเงิน รวมทั้งลดผลกระทบของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินยังสามารถประกอบธุรกิจ และให้บริการทางการเงินแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปได้ แต่สถาบันการเงินในระบบอาจมีภาระในการนำส่งเงินให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เพื่อชดเชยภาระจากการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน
ขณะที่ การกำหนดมาตรการและกลไกดังกล่าว เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทางการเงิน สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ใช้ในการประเมินเสถียรภาพภาคการเงิน ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีกระบวนการตัดสินใจที่กระชับ เพื่อให้แก้ไขปัญหาได้ทันกาล และต้องพิจารณาประเด็นการรักษาความลับ เนื่องจากปัญหาสถาบันการเงินเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อข่าวลือ อาจยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงลุกลามเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น กระบวนการพิจารณาจึงกำหนดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการแก้ไขปัญหา โดยยึดหลักการถ่วงดุลอำนาจ
ธปท. ย้ำว่า การเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินมีความจำเป็น เพราะโดยหลักการแล้ว หากมีความเสียหายจากสถาบันการเงิน ควรให้สถาบันการเงินในระบบที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการแก้ไขปัญหาเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เนื่องจากสถาบันการเงินยังต้องนำส่งเงินชดเชย ภาระจากวิกฤติครั้งก่อน หากเรียกเก็บเงินล่วงหน้าเพิ่มเติมอีก จะเป็นต้นทุนของสถาบันการเงิน และอาจถูกส่งผ่านไปยังประชาชนผู้ใช้บริการ จึงจำเป็นต้องใช้แนวทางการเรียกเก็บเงินในภายหลังสถาบันการเงินที่ประสบปัญหานั้น
……………….
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,348 วันที่ 15-17 มี.ค. 2561 หน้า 24
การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 15 มี.ค. นี้ จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวาระที่ 1 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เสนอให้ที่ประชุม สนช. พิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยสาระสำคัญ คือ เพื่อให้การแก้ปัญหาสถาบันการเงินที่ประสบภาวะวิกฤติทางการเงิน ที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ หรือ ระบบการเงินของประเทศ สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
เนื่องจากระบบการเงินโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ด้วยการให้คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงินมีอำนาจเสนอแผนการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินต่อ ครม. เพื่อพิจารณาและอนุมัติ กรณีที่สถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่องจนอาจกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงินโดยรวม หรือ มีเงินกองทุนต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เมื่อ ครม. เห็นชอบแผนแล้ว ให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เข้าไปซื้อ หรือ ถือหุ้นในสถาบันการเงิน ซื้อ หรือ รับช่วงซื้อลดตราสารแสดงสิทธิ์ในหนี้ หรือ รับโอนสิทธิ์เรียกร้องของสถาบันการเงิน หรือ ให้กู้ยืมแก่สถาบันการเงินโดยมีหรือไม่มีหลักประกัน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางการเงินในลักษณะอื่น ๆ
ในกฎหมายยังบัญญัติว่า กรณีที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อดำเนินการตามแผนแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน ธปท. อาจให้กู้ยืมแก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ หรือ รัฐบาลอาจค้ำประกันการกู้ยืม และเมื่อมีการดำเนินการตามแผนแก้ไขปัญหาแล้ว ให้สถาบันการเงินทุกแห่งนำส่งเงินให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการจัดการกองทุนกำหนด แต่เมื่อรวมกับเงินที่กำหนดให้สถาบันการเงินนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝาก และเงินที่กำหนดให้สถาบันการเงินนำส่งแก่ ธปท. ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ แล้ว ต้องไม่เกิน 1% ของยอดเงินที่สถาบันการเงินได้รับจากประชาชน
หากสถาบันการเงินใดไม่นำส่งเงิน หรือ นำส่งไม่ครบภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกิน 2% ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ไม่นำส่ง หรือ นำส่งไม่ครบ โดยเงินที่สถาบันการเงินนำส่งนี้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จะนำไปจัดสรรคืนเงินกู้และดอกเบี้ยจาก ธปท. หรือ เงินกู้จากแหล่งอื่น โดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูจะต้องจัดทำบัญชีการดำเนินการตามแผนแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินแยกจากบัญชีอื่น และในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อให้ภาระการให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามแผนแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันสมควร ธปท. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงินอาจเสนอให้รัฐบาลชดเชยภาระกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ที่ให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินได้
ธปท. ชี้แจงว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงิน เพราะสามารถใช้บริหารทางการเงินได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังทำให้เกิดเสถียรภาพต่อระบบสถาบันการเงิน รวมทั้งลดผลกระทบของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินยังสามารถประกอบธุรกิจ และให้บริการทางการเงินแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปได้ แต่สถาบันการเงินในระบบอาจมีภาระในการนำส่งเงินให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เพื่อชดเชยภาระจากการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน
ขณะที่ การกำหนดมาตรการและกลไกดังกล่าว เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทางการเงิน สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ใช้ในการประเมินเสถียรภาพภาคการเงิน ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีกระบวนการตัดสินใจที่กระชับ เพื่อให้แก้ไขปัญหาได้ทันกาล และต้องพิจารณาประเด็นการรักษาความลับ เนื่องจากปัญหาสถาบันการเงินเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อข่าวลือ อาจยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงลุกลามเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น กระบวนการพิจารณาจึงกำหนดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการแก้ไขปัญหา โดยยึดหลักการถ่วงดุลอำนาจ
ธปท. ย้ำว่า การเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินมีความจำเป็น เพราะโดยหลักการแล้ว หากมีความเสียหายจากสถาบันการเงิน ควรให้สถาบันการเงินในระบบที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการแก้ไขปัญหาเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เนื่องจากสถาบันการเงินยังต้องนำส่งเงินชดเชย ภาระจากวิกฤติครั้งก่อน หากเรียกเก็บเงินล่วงหน้าเพิ่มเติมอีก จะเป็นต้นทุนของสถาบันการเงิน และอาจถูกส่งผ่านไปยังประชาชนผู้ใช้บริการ จึงจำเป็นต้องใช้แนวทางการเรียกเก็บเงินในภายหลังสถาบันการเงินที่ประสบปัญหานั้น
……………….
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,348 วันที่ 15-17 มี.ค. 2561 หน้า 24






