
GMM25เดินเครื่องบุกทีวีดิจิตอล ชูซีรีส์ Club Friday โกยเรตติ้งต่อ
จีเอ็มเอ็ม 25 ทุ่มงบ 1.2 พันล้านรุกตลาดปีวอก ชู ซีรีส์ Club Friday ไฮไลต์ดึงเรตติ้งกลุ่มผู้ชม 15-39 ปี พร้อมส่งละครฟอร์มยักษ์และวาไรตี้บันเทิงเสริมทัพคอนเทนต์ ย้ำยังเจาะกลุ่มนิชมาร์เก็ต ฉีกหนีรายอื่นที่เน้นตลาดแมส
นางสาวสายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล จำกัด และบริษัท เอไทม์ มีเดีย จำกัด ในเครือบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ล่าสุดได้วางงบลงทุนของช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ทั้งหมดกว่า 1.2 พันล้านบาท แบ่งเป็น ค่าใบอนุญาต และค่าเช่าโครงข่ายสัญญาณทีวีดิจิตอลราว 500 ล้านบาท ที่เหลือกว่า 700 ล้านบาท เป็นค่าคอนเทนต์ ซึ่งไฮไลต์ของช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ยังคงเป็นซีรีส์ Club Friday และในปีนี้ยังคงเน้นคอนเทนต์ดังกล่าวต่อเนื่อง
ในปีนี้จะมีคอนเทนต์ Club Friday The Series 7 เหตุเกิดจากความรัก จำนวน 7 ตอน ได้แก่ รักลวง , รักออนไลน์ , คนขี้เบื่อที่รักเธอ , รักลองใจ ,รักแท้มีจริง , Home และรักต้องเลือก โดยปัจจุบันซีรีส์ดังกล่าวยังได้รับกระแสและเรตติ้งที่ดีจากผู้ชมกลุ่มอายุ 15-39 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟส์สไตล์ โดยมีสัดส่วนกว่า 30-40% ของประชากรทั่วประเทศ อีกทั้งเป็นกลุ่มที่เอเยนซี่จับตามองอย่างมาก ดังนั้นบริษัทจึงยังคงให้ความสนใจกลุ่มนี้ต่อเนื่อง
"ปัจจุบันอัตราค่าโฆษณาของ Club Friday อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1.3 แสนบาทต่อนาที นับว่าเป็นคอนเทนต์ที่เอเยนซีให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากได้รับกระแสที่ดีและกลุ่มผู้ชมที่ค่อนข้างชัดเจน อีกทั้งแผนธุรกิจปีนี้บริษัทยังคงให้ความสนใจกับกลุ่มผู้ชมอายุ 15-39 ปีต่อเนื่อง เพราะเท่าที่สังเกตในตลาดทีวีดิจิตอล ยังไม่มีผู้เล่นรายใดที่เจาะกลุ่มนิชมาร์เก็ตอย่างจีเอ็มเอ็ม 25 ส่วนใหญ่จะเจาะกลุ่มแมสเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าโอกาสการเติบโตของธุรกิจ หากมีผู้เล่นที่เจาะกลุ่มแมสเพียง 4-5 ช่อง ก็อาจจะเติบโตได้ แต่สำหรับกรณีที่มี 24 ช่องอย่างปัจจุบัน หากไม่มีจุดแข็งของช่องตัวเองย่อมอยู่ยาก"
นอกจากนี้ยังมีละครโปรเจ็กต์ใหญ่ อย่างโอเนกาทีฟ , เพลิงกฤษณา, Love Song Love Stories เป็นการนำเพลงรักมาตีความสร้างเป็นละคร และยังมีคอนเทนต์อื่นๆ ประเภทรายการวาไรตี้บันเทิงเพิ่มเติม อาทิ รายการแฉ รายการวาไรตี้ รายการสมรภูมิพรมแดง อีกทั้งยังมีคอนเทนต์เอาใจวัยรุ่น อย่างรายการ M Countdown จากประเทศเกาหลี
ด้านของคอนเทนต์รีรันปัจจุบันยังมีคงอยู่ เนื่องจากบริษัทมองว่าการมีรีรันในช่อง ไม่ใช่เป็นการเติมคอนเทนต์ในผังให้เต็ม แต่จำเป็นต้องมีเพื่อตอบโจทย์ผู้ชมบางกลุ่มในยุคที่มีเคเบิลและทีวีดาวเทียมเติบโต ที่ชื่นชอบการรับชมแบบจอทีวีมากกว่าจออื่นๆ ดังนั้นการมีคอนเทนต์รีรันภายในช่องจะช่วยให้จีเอ็มเอ็ม 25 สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
นางสาวสายทิพย์ กล่าวต่อไปว่า ด้านของธุรกิจวิทยุ ยังคงเป็นธุรกิจที่ทรงตัว ปัจจุบันภายใต้บริษัท เอไทม์ มีเดีย จำกัด มี 3 คลื่น ได้แก่ ชิล เอฟเอ็ม 89, 94 อีเอฟเอ็ม และกรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่บริษัทมีแบรนด์คลื่นวิทยุที่แข็งแรง จึงไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่คลื่นกรีนเวฟยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่เช่นเดิม อย่างไรก็ตามในแผนธุรกิจวิทยุปี 2559 ได้เตรียมเพิ่มความแข็งแรงของเนื้อหารายการ และกิจกรรมพิเศษให้สามารถเชื่อมโยงกัน เพื่อเจาะฐานผู้ฟังแต่ละคลื่นสถานี
ด้านธุรกิจโชว์บิสของเอไทม์ ช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายรายค่อนข้างได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อและภาพรวมตลาดลดลง ขณะที่บริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งการเติบโตมาจากคอนเซ็ปต์ที่เฉพาะตัวของเอไทม์ และในปีนี้ได้วางแผนการจัดโชว์บิสอยู่ที่ 5-7 งาน จำนวนประมาณ 5,000-10,000 ที่นั่ง และการจัดคอนเสิร์ตยังคงรูปแบบของคอนเซ็ปต์ คอนเสิร์ตเช่นเดิม
สำหรับเป้าหมายรายได้ที่คาดการณ์ไว้เมื่อปี 2558 จะมีรายได้ภายในสิ้นปี 2559 อยู่ที่ราว 2 พันล้านบาท น่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวที่ยังมีความน่ากังวลอยู่บ้าง อีกทั้งรวมถึงเป้าหมายรายได้ในปี 2558 ที่เคยตั้งไว้ราว 1.7 พันล้านบาท ก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเช่นกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,123 วันที่ 17 - 20 มกราคม พ.ศ. 2559
นางสาวสายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล จำกัด และบริษัท เอไทม์ มีเดีย จำกัด ในเครือบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ล่าสุดได้วางงบลงทุนของช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ทั้งหมดกว่า 1.2 พันล้านบาท แบ่งเป็น ค่าใบอนุญาต และค่าเช่าโครงข่ายสัญญาณทีวีดิจิตอลราว 500 ล้านบาท ที่เหลือกว่า 700 ล้านบาท เป็นค่าคอนเทนต์ ซึ่งไฮไลต์ของช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ยังคงเป็นซีรีส์ Club Friday และในปีนี้ยังคงเน้นคอนเทนต์ดังกล่าวต่อเนื่อง
ในปีนี้จะมีคอนเทนต์ Club Friday The Series 7 เหตุเกิดจากความรัก จำนวน 7 ตอน ได้แก่ รักลวง , รักออนไลน์ , คนขี้เบื่อที่รักเธอ , รักลองใจ ,รักแท้มีจริง , Home และรักต้องเลือก โดยปัจจุบันซีรีส์ดังกล่าวยังได้รับกระแสและเรตติ้งที่ดีจากผู้ชมกลุ่มอายุ 15-39 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟส์สไตล์ โดยมีสัดส่วนกว่า 30-40% ของประชากรทั่วประเทศ อีกทั้งเป็นกลุ่มที่เอเยนซี่จับตามองอย่างมาก ดังนั้นบริษัทจึงยังคงให้ความสนใจกลุ่มนี้ต่อเนื่อง
"ปัจจุบันอัตราค่าโฆษณาของ Club Friday อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1.3 แสนบาทต่อนาที นับว่าเป็นคอนเทนต์ที่เอเยนซีให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากได้รับกระแสที่ดีและกลุ่มผู้ชมที่ค่อนข้างชัดเจน อีกทั้งแผนธุรกิจปีนี้บริษัทยังคงให้ความสนใจกับกลุ่มผู้ชมอายุ 15-39 ปีต่อเนื่อง เพราะเท่าที่สังเกตในตลาดทีวีดิจิตอล ยังไม่มีผู้เล่นรายใดที่เจาะกลุ่มนิชมาร์เก็ตอย่างจีเอ็มเอ็ม 25 ส่วนใหญ่จะเจาะกลุ่มแมสเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าโอกาสการเติบโตของธุรกิจ หากมีผู้เล่นที่เจาะกลุ่มแมสเพียง 4-5 ช่อง ก็อาจจะเติบโตได้ แต่สำหรับกรณีที่มี 24 ช่องอย่างปัจจุบัน หากไม่มีจุดแข็งของช่องตัวเองย่อมอยู่ยาก"
นอกจากนี้ยังมีละครโปรเจ็กต์ใหญ่ อย่างโอเนกาทีฟ , เพลิงกฤษณา, Love Song Love Stories เป็นการนำเพลงรักมาตีความสร้างเป็นละคร และยังมีคอนเทนต์อื่นๆ ประเภทรายการวาไรตี้บันเทิงเพิ่มเติม อาทิ รายการแฉ รายการวาไรตี้ รายการสมรภูมิพรมแดง อีกทั้งยังมีคอนเทนต์เอาใจวัยรุ่น อย่างรายการ M Countdown จากประเทศเกาหลี
ด้านของคอนเทนต์รีรันปัจจุบันยังมีคงอยู่ เนื่องจากบริษัทมองว่าการมีรีรันในช่อง ไม่ใช่เป็นการเติมคอนเทนต์ในผังให้เต็ม แต่จำเป็นต้องมีเพื่อตอบโจทย์ผู้ชมบางกลุ่มในยุคที่มีเคเบิลและทีวีดาวเทียมเติบโต ที่ชื่นชอบการรับชมแบบจอทีวีมากกว่าจออื่นๆ ดังนั้นการมีคอนเทนต์รีรันภายในช่องจะช่วยให้จีเอ็มเอ็ม 25 สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
นางสาวสายทิพย์ กล่าวต่อไปว่า ด้านของธุรกิจวิทยุ ยังคงเป็นธุรกิจที่ทรงตัว ปัจจุบันภายใต้บริษัท เอไทม์ มีเดีย จำกัด มี 3 คลื่น ได้แก่ ชิล เอฟเอ็ม 89, 94 อีเอฟเอ็ม และกรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่บริษัทมีแบรนด์คลื่นวิทยุที่แข็งแรง จึงไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่คลื่นกรีนเวฟยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่เช่นเดิม อย่างไรก็ตามในแผนธุรกิจวิทยุปี 2559 ได้เตรียมเพิ่มความแข็งแรงของเนื้อหารายการ และกิจกรรมพิเศษให้สามารถเชื่อมโยงกัน เพื่อเจาะฐานผู้ฟังแต่ละคลื่นสถานี
ด้านธุรกิจโชว์บิสของเอไทม์ ช่วงที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายรายค่อนข้างได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อและภาพรวมตลาดลดลง ขณะที่บริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งการเติบโตมาจากคอนเซ็ปต์ที่เฉพาะตัวของเอไทม์ และในปีนี้ได้วางแผนการจัดโชว์บิสอยู่ที่ 5-7 งาน จำนวนประมาณ 5,000-10,000 ที่นั่ง และการจัดคอนเสิร์ตยังคงรูปแบบของคอนเซ็ปต์ คอนเสิร์ตเช่นเดิม
สำหรับเป้าหมายรายได้ที่คาดการณ์ไว้เมื่อปี 2558 จะมีรายได้ภายในสิ้นปี 2559 อยู่ที่ราว 2 พันล้านบาท น่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวที่ยังมีความน่ากังวลอยู่บ้าง อีกทั้งรวมถึงเป้าหมายรายได้ในปี 2558 ที่เคยตั้งไว้ราว 1.7 พันล้านบาท ก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเช่นกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,123 วันที่ 17 - 20 มกราคม พ.ศ. 2559






