
กนง.จ่อขยับดอกเบี้ย กูรูชี้เศรษฐกิจสมดุล ขยับจีดีพีโตทะลุ4%
นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์บอร์ดนโยบายการเงินปรับท่าทีพร้อมขึ้นดอกเบี้ย ขานรับเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุล แบงก์มั่นใจการลงทุนภาครัฐและเอกชน หนุนจีดีพีไตรมาสสุดท้ายและทั้งปีทะลุ 4% ทีเอ็มบีชี้หากดอกเบี้ยขยับเอสเอ็มอีภาระเพิ่มกว่า 6 พันล้านบาท
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ประชุมนัดแรกของปี 2561 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เท่ากับการประชุมครั้งก่อน
คณะกรรมการเห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องและชัดเจนมากขึ้นโดยได้รับแรงส่งจากภาคต่างประเทศ รวมทั้งอุปสงค์ในประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้น เสถียรภาพระบบการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงในบางจุดที่อาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไป โดยเฉพาะกำลังซื้อที่แม้จะดีขึ้น แต่ครัวเรือนไทยยังสะสมหนี้ในระดับสูง
ด้านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 และทั้งปี 2560 ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นจากสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจหลายๆ แห่ง คาดว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวมากกว่า 4%
[caption id="attachment_259229" align="aligncenter" width="416"]
จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย[/caption]
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) วิเคราะห์ผลประชุมกนง.ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า กนง.กำลังจะปรับท่าทีต่อนโยบายดอกเบี้ย มีโอกาสจะปรับดอกเบี้ย เป็นไปในทิศทางเดียวกับธนาคารกลางทั่วโลก เพื่อให้เศรษฐกิจขยับตัวได้ด้วยตัวเอง เศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดการเงินเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล แม้ธปท.จับตาค่าเงินบาทที่แข็งค่า แต่ตลาดเชื่อมั่นว่าจะไม่มีมาตรการควบคุมเงินทุนที่รุนแรง
ส่วนจีดีพีไตรมาส 4 ธนาคารกรุงไทยปรับคาดการณ์เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์คาดว่าขยายตัว 4.3% การส่งออกเติบโต 10% และตัวเลขทั้งปี 2560 จีดีพีโตได้ 4.1% สำหรับปี 2561 จีดีพีโตต่อเนื่อง 4.2% บนสมมติฐานการส่งออกจะขยายตัว 8.1%
“ปีนี้อาจต้องระวังและจับตาการลงทุนเอกชนและการส่งออก ถ้าสามารถรักษาระดับการแข็งค่าเงินบาทอยู่ในระดับเดียวกับสกุลเงินของประเทศในภูมิภาค การส่งออกจะโต 8-9% และสนับสนุนจีดีพีทั้งปี 4.1-4.2%”
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics คาดว่า ธปท.มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้โดยจะเป็นการขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะไปตกที่กลุ่มเอสเอ็มอี ที่สิ้นปี 2560 มียอดหนี้คงค้าง 4.86 ล้านล้านบาท ในอดีตการปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% จะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ขยับ 0.13% หมายความว่าหากมีการปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น ภาระดอกเบี้ยของเอสเอ็มอี จะเพิ่มขึ้น 6,240 ล้านบาท
[caption id="attachment_80685" align="aligncenter" width="355"]
ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด[/caption]
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า จีดีพีน่าจะโตได้ 4% ในไตรมาสที่ 4 ชะลอลงจาก 4.3% ไตรมาสที่ 3 และทั้งปีมองจีดีพีโต 3.9% ปัจจัยที่เห็นตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ชะลอจากไตรมาส 3 เทียบช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ส่งออกชะลอตัวเล็กน้อยและการลงทุนภาครัฐหดตัว
“การส่งออกชะลอสวนทางการนำเข้าเร่งตัวเพิ่ม และการลงทุนภาครัฐและเอกชนเป็นตัวดึงจีดีพี ขณะที่ท่องเที่ยวยังไปได้ ส่วนการบริโภคถ้าไม่นับยอดขายรถยนต์ยังไม่ดี เพราะหมวดสินค้าจำเป็นไม่ค่อยโตบ้างก็หดตัว แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไปได้ดีแต่ประเด็นนี้ยังมีผลต่อการเติบโตของจีดีพี”
ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทยังเป็นประเด็นสำคัญ แม้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯปรับเพิ่ม และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มเป็น 2.9% ซึ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าและเงินบาทแข็งซึ่งเป็นภาวะที่แปลก
นายสมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า จีดีพีไตรมาส 4 น่าจะโตได้ 4.6% หากเทียบรายไตรมาสคาดว่าอยู่ที่ 0.8% ทั้งปีขยายตัว 4% โดยการส่งออกและท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่อเนื่อง
ส่วนปี 2561 พบว่าแรงขับเคลื่อนมาจากปัจจัยภายนอก และที่เพิ่มคือการใช้จ่ายภาครัฐน่าจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นปัจจัยเสี่ยงให้นํ้าหนักจากนอกประเทศ โดยเฉพาะท่าทีการปกป้องทางการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ อเมริกา ที่อาจจะมีผลกระทบต่อสินค้าไทยส่วนภายในประเทศกำลังซื้อภาคเกษตรยังคงเปราะบาง นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาคศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ไตรมาส 4 จีดีพี จะเติบโตที่ 4.5% และทั้งปีจะโตได้ที่ 4% โดยการขยายตัวมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นกำลังหลักและปัจจัยในประเทศยอดซื้อสินค้าคงทนโดยเฉพาะรถยนต์ที่มียอดขายเติบโตค่อนข้างมาก แต่กำลังซื้อหรือการอุปโภคบริโภคและอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับตํ่า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,341 วันที่ 18 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ประชุมนัดแรกของปี 2561 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เท่ากับการประชุมครั้งก่อน
คณะกรรมการเห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องและชัดเจนมากขึ้นโดยได้รับแรงส่งจากภาคต่างประเทศ รวมทั้งอุปสงค์ในประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้น เสถียรภาพระบบการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีความเสี่ยงในบางจุดที่อาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไป โดยเฉพาะกำลังซื้อที่แม้จะดีขึ้น แต่ครัวเรือนไทยยังสะสมหนี้ในระดับสูง
ด้านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 และทั้งปี 2560 ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นจากสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจหลายๆ แห่ง คาดว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวมากกว่า 4%
[caption id="attachment_259229" align="aligncenter" width="416"]
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) วิเคราะห์ผลประชุมกนง.ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า กนง.กำลังจะปรับท่าทีต่อนโยบายดอกเบี้ย มีโอกาสจะปรับดอกเบี้ย เป็นไปในทิศทางเดียวกับธนาคารกลางทั่วโลก เพื่อให้เศรษฐกิจขยับตัวได้ด้วยตัวเอง เศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดการเงินเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล แม้ธปท.จับตาค่าเงินบาทที่แข็งค่า แต่ตลาดเชื่อมั่นว่าจะไม่มีมาตรการควบคุมเงินทุนที่รุนแรง
ส่วนจีดีพีไตรมาส 4 ธนาคารกรุงไทยปรับคาดการณ์เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์คาดว่าขยายตัว 4.3% การส่งออกเติบโต 10% และตัวเลขทั้งปี 2560 จีดีพีโตได้ 4.1% สำหรับปี 2561 จีดีพีโตต่อเนื่อง 4.2% บนสมมติฐานการส่งออกจะขยายตัว 8.1%
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics คาดว่า ธปท.มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้โดยจะเป็นการขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะไปตกที่กลุ่มเอสเอ็มอี ที่สิ้นปี 2560 มียอดหนี้คงค้าง 4.86 ล้านล้านบาท ในอดีตการปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% จะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ขยับ 0.13% หมายความว่าหากมีการปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น ภาระดอกเบี้ยของเอสเอ็มอี จะเพิ่มขึ้น 6,240 ล้านบาท
[caption id="attachment_80685" align="aligncenter" width="355"]
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า จีดีพีน่าจะโตได้ 4% ในไตรมาสที่ 4 ชะลอลงจาก 4.3% ไตรมาสที่ 3 และทั้งปีมองจีดีพีโต 3.9% ปัจจัยที่เห็นตัวเลขการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ชะลอจากไตรมาส 3 เทียบช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ส่งออกชะลอตัวเล็กน้อยและการลงทุนภาครัฐหดตัว
“การส่งออกชะลอสวนทางการนำเข้าเร่งตัวเพิ่ม และการลงทุนภาครัฐและเอกชนเป็นตัวดึงจีดีพี ขณะที่ท่องเที่ยวยังไปได้ ส่วนการบริโภคถ้าไม่นับยอดขายรถยนต์ยังไม่ดี เพราะหมวดสินค้าจำเป็นไม่ค่อยโตบ้างก็หดตัว แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไปได้ดีแต่ประเด็นนี้ยังมีผลต่อการเติบโตของจีดีพี”
ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทยังเป็นประเด็นสำคัญ แม้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯปรับเพิ่ม และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มเป็น 2.9% ซึ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าและเงินบาทแข็งซึ่งเป็นภาวะที่แปลก
นายสมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า จีดีพีไตรมาส 4 น่าจะโตได้ 4.6% หากเทียบรายไตรมาสคาดว่าอยู่ที่ 0.8% ทั้งปีขยายตัว 4% โดยการส่งออกและท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่อเนื่อง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,341 วันที่ 18 - 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561






