
เวชสำอางเอเชียหอมฟุ้ง ‘นาโอส’ยักษ์ฝรั่งเศสสบช่องเจาะอี-คอมเมิร์ซ
จับตาผลิตภัณฑ์เวชสำอางแรงเว่อร์ ปลุกตลาดความงาม 1.5 แสนล้านคึกคัก “นาโอส” ยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศส ปักหมุดเอเชีย หวังดันยอดขายโต 20% ชูไทยฐานสำคัญเร่งสปีดพัฒนาสินค้า พร้อมเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านอี-คอมเมิร์ซ ร้านเฮลธ์แอนด์บิวตี้ มั่นใจขึ้นเบอร์ 3 ได้ใน 3 ปี
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่า ผลิตภัณฑ์เวชสำอางมีการเติบโตสูงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อื่นๆ เนื่องจากปัจจัยรอบด้านทั้งสภาพผิว พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจในสุขภาพผิวมากขึ้น ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการ ส่งผลให้ “เอเชีย” กลายเป็นตลาดเวชสำอางที่แบรนด์จากยุโรปให้ความสำคัญ พร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
โดยนายบรูโน โฮสเตเล็ต ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท นาโอส ประเทศฝรั่งเศส ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เวชสำอาง “ไบโอเดอร์มา” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ไบโอเดอร์มามีการเติบโตอย่างแข็งแรง ส่งผลให้นาโอสมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดเวชสำอางภูมิภาคเอเชีย ด้วยจุดเด่นที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุม สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวเอเชียได้ในทุกสภาพผิว โดยปัจจุบันบริษัทขยายการลงทุนเข้ามาด้วยการจัดบริษัท 8 แห่ง ใน 8 ประเทศของเอเชีย เพื่อเป็นตัวเร่งให้แบรนด์สินค้าติดตลาดอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
“ตลาดเอเชียเป็นภูมิภาคหนึ่งที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วมากที่สุด บริษัทตั้งเป้าว่าจะเติบโตในอัตราปีละ 20% ในระยะ 3 ปีนับจากนี้ ขณะเดียวกันบริษัทให้ความสนใจตลาดเมืองไทยซึ่งเป็นตลาดเครื่องสำอางที่ใหญ่มากเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนและคาดหวังกับตลาดนี้มากเช่นกัน โดย 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2560 ) สามารถทำยอดขายเติบโตได้ 46%”
กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและมีเซ็กเมนต์ใหญ่สุดได้แก่ กลุ่มผิวแพ้ง่าย (sensitive skin) เพราะผลวิจัยพบว่าผู้หญิงทั่วโลกราว 70% มีผิวประเภทแพ้ง่าย ในเอเชียกลุ่มนี้ก็เป็นตลาดใหญ่เพราะผิวมีความไวต่อแสงแดด ความชื้น และมลพิษสภาพอากาศรอบๆ ตัว รวมถึงไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ เหล่านี้ทำให้ผิวต้องได้รับการปกป้อง ขณะที่ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์เพื่อผิวแห้ง ผิวมัน ชะลอริ้วรอย ผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลปัญหาสิวได้รับความนิยมและเป็นตลาดใหญ่ ส่วนผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดในประเทศไทย นอกเหนือจากการจำหน่ายผ่านช่องทางแพทย์ผิวหนังตามโรงพยาบาลและคลินิกแล้ว ยังวางขายในร้านขายยา ห้าง ร้านค้าปลีกและเชนร้านเฉพาะทางเพื่อสุขภาพและความงาม อาทิ บู๊ทส์, วัตสัน โดยช่องทางการจำหน่ายเวชสำอางในตลาดเอเชีย 15% มาจากเชนร้านขายยา ซึ่งมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ รวมทั้งช่องทางร้านเฮลธ์แอนด์บิวตี้ และเชนร้านค้าใหม่ๆ อาทิ อีฟแอนด์บอย เป็นต้น
ด้านนางสาววัลภา รัตนชัยพิพัฒน์ ผู้อำนวยการบริษัท นาโอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า บริษัททดลองจำหน่ายผ่านอี-คอมเมิร์ซหลังจากศึกษาพบว่า ผู้บริโภคคนไทยให้ความนิยมช่องทางอี-คอมเมิร์ซ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคนไทย 50-60% ซื้อสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่น และ 40-50% นิยมซื้อเครื่องสำอางและสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้ากลุ่มๆ ที่ชอบช็อปปิ้งออนไลน์ จากปัจจุบันที่นาโอส มียอดขายผ่านออนไลน์ไม่ถึง 10% ของยอดขายรวม
ทั้งนี้บริษัทแม่ให้การสนับสนุนด้านการตลาด คอนเทนต์ และทีมงานอย่างเต็มที่ในการขยายช่องทางการดำเนินธุรกิจ การตลาด และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าตามแผนงานที่วางไว้ โดยบริษัทมีแผนสร้างแบรนด์ไบโอเดอร์มา ผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก รวมถึงอี-สโตร์ หรือร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ของลาซาด้า (Lazada) และเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีกอย่างวัตสัน และโรบินสัน เป็นต้น
นายบรูโน กล่าวอีกว่า ในระดับภูมิภาคการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซจะเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ยกตัวอย่างจีนซึ่งเป็นตลาดอี-คอมเมิร์ซใหญ่ที่สุดในโลก มีการขายเครื่องสำอางและเวชสำอางผ่านช่องทางนี้ ชนิดที่เรียกว่าขายดิบขายดีอย่างมาก ส่วนในอาเซียนคาดว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้น 10% ของยอดขายรวมในอนาคตอันใกล้นี้
“เชื่อมั่นว่านาโอส ในประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นอยู่ในอันดับ 3 ของผู้เล่นรายใหญ่สุดภายใน 3 ปีนับจากนี้ จากปัจจุบันที่เป็น 1 ใน 5 ผู้เล่นในตลาดเวชสำอางเมืองไทย โดยอาศัยจุดแข็งของบริษัทที่มีแผนกวิจัยและพัฒนาที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวเอเชียได้ไว ทำให้มีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดได้ปีละ 4-5 รายการ”
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าใน 5 ปีข้างหน้า ตลาดอาเซียนยังเป็นตลาดที่สดใส จากแนวโน้มการขยายตัวของร้านขายยาในภูมิภาคนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยจีนและเกาหลีใต้ ก็เป็นตลาดใหญ่ที่สำคัญ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงนอกจากเรื่องของสินค้าปลอมแปลงแล้ว เรื่องของการสร้างสรรค์นวัตกรรมเวชสำอางออกมานำเสนอต่อผู้บริโภค เพื่อให้แตกต่างจากคู่แข่ง ทำให้บริษัทต้องเร่งลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากร และขยายช่องทางการจำหน่าย รวมทั้งการพัฒนาอี-คอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง
นางสาววิภาวริศ เกตุปมา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นดับบลิว แลบบอราทอรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เวชสำอาง “บอนด์แคร์” กล่าวว่า ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 1.5 แสนล้านบาท มีการเติบโต 6-10% โดยเซ็กเมนต์ ใหญ่สุดได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมีมูลค่าราว 7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย 20% และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า 80%
ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวบอนด์แคร์ เวชสำอางน้องใหม่ออกวางจำหน่าย 6 ประเภท ประกอบ ด้วย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด, เจลล้างหน้า, เจลปกป้องผิว, ครีมบำรุงผิว, ไวเทนนิ่ง และครีมกันแดด ออกวางจำหนายเมือปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สำหรับแผนการทำตลาดในปีนี้จะเปิดรับตัวแทนจำหน่าย พร้อมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ รวมทั้งพัฒนาสินค้าใหม่ออกวางจำหน่าย 2-3 รายการ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมียอดขายเติบโตขึ้น 100% จากปีก่อน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,335 วันที่ 28 - 31 มกราคม พ.ศ. 2561
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพบว่า ผลิตภัณฑ์เวชสำอางมีการเติบโตสูงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง อื่นๆ เนื่องจากปัจจัยรอบด้านทั้งสภาพผิว พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจในสุขภาพผิวมากขึ้น ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการ ส่งผลให้ “เอเชีย” กลายเป็นตลาดเวชสำอางที่แบรนด์จากยุโรปให้ความสำคัญ พร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
โดยนายบรูโน โฮสเตเล็ต ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก บริษัท นาโอส ประเทศฝรั่งเศส ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เวชสำอาง “ไบโอเดอร์มา” เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ไบโอเดอร์มามีการเติบโตอย่างแข็งแรง ส่งผลให้นาโอสมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดเวชสำอางภูมิภาคเอเชีย ด้วยจุดเด่นที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุม สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวเอเชียได้ในทุกสภาพผิว โดยปัจจุบันบริษัทขยายการลงทุนเข้ามาด้วยการจัดบริษัท 8 แห่ง ใน 8 ประเทศของเอเชีย เพื่อเป็นตัวเร่งให้แบรนด์สินค้าติดตลาดอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
“ตลาดเอเชียเป็นภูมิภาคหนึ่งที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วมากที่สุด บริษัทตั้งเป้าว่าจะเติบโตในอัตราปีละ 20% ในระยะ 3 ปีนับจากนี้ ขณะเดียวกันบริษัทให้ความสนใจตลาดเมืองไทยซึ่งเป็นตลาดเครื่องสำอางที่ใหญ่มากเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนและคาดหวังกับตลาดนี้มากเช่นกัน โดย 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2560 ) สามารถทำยอดขายเติบโตได้ 46%”
กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและมีเซ็กเมนต์ใหญ่สุดได้แก่ กลุ่มผิวแพ้ง่าย (sensitive skin) เพราะผลวิจัยพบว่าผู้หญิงทั่วโลกราว 70% มีผิวประเภทแพ้ง่าย ในเอเชียกลุ่มนี้ก็เป็นตลาดใหญ่เพราะผิวมีความไวต่อแสงแดด ความชื้น และมลพิษสภาพอากาศรอบๆ ตัว รวมถึงไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ เหล่านี้ทำให้ผิวต้องได้รับการปกป้อง ขณะที่ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์เพื่อผิวแห้ง ผิวมัน ชะลอริ้วรอย ผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลปัญหาสิวได้รับความนิยมและเป็นตลาดใหญ่ ส่วนผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
ด้านนางสาววัลภา รัตนชัยพิพัฒน์ ผู้อำนวยการบริษัท นาโอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า บริษัททดลองจำหน่ายผ่านอี-คอมเมิร์ซหลังจากศึกษาพบว่า ผู้บริโภคคนไทยให้ความนิยมช่องทางอี-คอมเมิร์ซ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคนไทย 50-60% ซื้อสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่น และ 40-50% นิยมซื้อเครื่องสำอางและสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้ากลุ่มๆ ที่ชอบช็อปปิ้งออนไลน์ จากปัจจุบันที่นาโอส มียอดขายผ่านออนไลน์ไม่ถึง 10% ของยอดขายรวม
ทั้งนี้บริษัทแม่ให้การสนับสนุนด้านการตลาด คอนเทนต์ และทีมงานอย่างเต็มที่ในการขยายช่องทางการดำเนินธุรกิจ การตลาด และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าตามแผนงานที่วางไว้ โดยบริษัทมีแผนสร้างแบรนด์ไบโอเดอร์มา ผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก รวมถึงอี-สโตร์ หรือร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ของลาซาด้า (Lazada) และเว็บไซต์ของผู้ค้าปลีกอย่างวัตสัน และโรบินสัน เป็นต้น
นายบรูโน กล่าวอีกว่า ในระดับภูมิภาคการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซจะเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ยกตัวอย่างจีนซึ่งเป็นตลาดอี-คอมเมิร์ซใหญ่ที่สุดในโลก มีการขายเครื่องสำอางและเวชสำอางผ่านช่องทางนี้ ชนิดที่เรียกว่าขายดิบขายดีอย่างมาก ส่วนในอาเซียนคาดว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้น 10% ของยอดขายรวมในอนาคตอันใกล้นี้
“เชื่อมั่นว่านาโอส ในประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นอยู่ในอันดับ 3 ของผู้เล่นรายใหญ่สุดภายใน 3 ปีนับจากนี้ จากปัจจุบันที่เป็น 1 ใน 5 ผู้เล่นในตลาดเวชสำอางเมืองไทย โดยอาศัยจุดแข็งของบริษัทที่มีแผนกวิจัยและพัฒนาที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวเอเชียได้ไว ทำให้มีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดได้ปีละ 4-5 รายการ”
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าใน 5 ปีข้างหน้า ตลาดอาเซียนยังเป็นตลาดที่สดใส จากแนวโน้มการขยายตัวของร้านขายยาในภูมิภาคนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยจีนและเกาหลีใต้ ก็เป็นตลาดใหญ่ที่สำคัญ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงนอกจากเรื่องของสินค้าปลอมแปลงแล้ว เรื่องของการสร้างสรรค์นวัตกรรมเวชสำอางออกมานำเสนอต่อผู้บริโภค เพื่อให้แตกต่างจากคู่แข่ง ทำให้บริษัทต้องเร่งลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากร และขยายช่องทางการจำหน่าย รวมทั้งการพัฒนาอี-คอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวบอนด์แคร์ เวชสำอางน้องใหม่ออกวางจำหน่าย 6 ประเภท ประกอบ ด้วย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด, เจลล้างหน้า, เจลปกป้องผิว, ครีมบำรุงผิว, ไวเทนนิ่ง และครีมกันแดด ออกวางจำหนายเมือปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สำหรับแผนการทำตลาดในปีนี้จะเปิดรับตัวแทนจำหน่าย พร้อมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ รวมทั้งพัฒนาสินค้าใหม่ออกวางจำหน่าย 2-3 รายการ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมียอดขายเติบโตขึ้น 100% จากปีก่อน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,335 วันที่ 28 - 31 มกราคม พ.ศ. 2561






