
‘สนธิรัตน์’เร่งผลงาน1ปี ดูแลเศรษฐกิจฐานราก-ดันส่งออกโต
คณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 5” ให้ความไว้วางใจ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ขยับเก้าอี้จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากผลงานเข้าตากรรมการในหลายเรื่อง ทั้งการดูแลปากท้องของประชาชน การผลักดันการเปิดตลาดต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งค้าขายและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของชุมชน เช่น ตลาดต้องชม ตลาดกลางสินค้าอัตลักษณ์ ตลาดกลางชุมชนต่างๆ การผลักดันร้านธงฟ้าประชารัฐเชื่อมโยงกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่เน้นดูแลเศรษฐกิจฐานรากในช่วง 1 ปีเศษของอายุรัฐบาลที่เหลือนับจากนี้
++ลุยดันเอสเอ็มอีเข้มแข็ง
“สนธิรัตน์” ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในห้วงเวลาที่เหลือ 1 ปีเศษก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องการดูแลเศรษฐกิจฐานราก ที่กระทรวงพาณิชย์จะมุ่งเน้นการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีความเข้มแข็ง และผลักดันไปสู่ภาคการส่งออกมากขึ้น นอกจากนี้จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเอสเอ็มอีในภาคบริการที่ทั้งโลกยอมรับว่าภาคบริการถือว่าเป็นภาคที่ใหญ่มากคิดเป็นสัดส่วน 50-60% ของการลงทุนทั้งหมด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะให้ความสำคัญกับภาคบริการที่สัมพันธ์กับภาคการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ที่พัก สปา ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก เป็นต้น นอกจากนี้จะเร่งพัฒนาสินค้าชุมชนเพื่อช่วยให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจดิจิตอล คอนเทนต์ต่างๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยมีความแข็งแกร่ง
[caption id="attachment_247664" align="aligncenter" width="503"]
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์[/caption]
++คาดส่งออกโต 5-8%
อย่างไรก็ดีแม้จะให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอี และดูแลเศรษฐกิจฐานรากในประเทศเป็นหลัก แต่ในภาคการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์ก็ยังให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งกระทรวงจะผลักดันและรักษาโมเมนตัมการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาสแรกปี 2561 ให้ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องจากปี 2560 และจะพยายามขยายสินค้าใหม่ๆ ที่มีอนาคต สู่ตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ รวมถึงตลาดเดิมที่ยังมีศักยภาพอยู่แล้ว เช่น จีน อินเดีย โดยจะเน้นความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธ ศาสตร์ (strategic partnership) กับประเทศคู่ค้าในทุกมิติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกไทยในระยะยาวมากกว่าการใช้ยุทธศาสตร์การค้าแบบเก่าๆ ที่มุ่งเน้นการซื้อมา-ขายไป
“การส่งออกในไตรมาสแรกปีนี้จะพยายามรักษาโมเมนตัมการส่งออกที่ดีและเป็นบวกต่อเนื่องจากปีที่แล้วเอาไว้ ซึ่งปี 2561 หากมองจากฐานการส่งออกของปี 2560 หากขยายตัวได้ที่ 10% (ตัวเลข 11 เดือนขยายตัว 10%)การส่งออกในปี 2561 ก็น่าจะขยายตัวทั้งปีได้ประมาณ 5-8% แต่ทั้งนี้ต้องรอประชุมทูตพาณิชย์ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงจะสรุปตัวเลขที่ชัดเจนได้ ซึ่งได้ให้การบ้านกรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศไปรวบรวมและ วิเคราะห์ข้อมูลถึงสถานการณ์ ทิศทาง และแนวโน้มในเบื้องต้นแล้ว”
++คุมเข้มดูแลค่าครองชีพ
ด้านการกำกับดูแลปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนนั้นเป็นงานที่กระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาสินค้าเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นมาโดยตลอด ซึ่งได้มีมาตรการออกมาควบคุมราคาสินค้าไม่ให้สูงเกินไป เช่น การขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ การใช้มาตรการตามกฎหมาย และยังมีมาตรการกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความตระหนักในการฉลาดซื้อสินค้าจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่กระทรวงรณรงค์ควบคู่กันไป รวมไปถึงการสร้างกลไกสินค้าทางเลือก เช่น ร้านหนูณิชย์ชวนชิม ร้านหนูณิชย์ติดดาว เป็นต้น
++เร่ง 2 หมื่นร้านธงฟ้า
ขณะเดียวกันในปี 2561 นี้กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการเพิ่มร้านธงฟ้าประชารัฐขายสินค้าอุปโภคบริโภคตํ่ากว่าราคาตลาด 15-20% ให้ครอบคลุมทั่วประเทศตามเป้าหมายที่ 2 หมื่นร้าน (ปัจจุบันตั้งได้แล้วกว่า 1.8 หมื่นร้าน และในเฟสที่ 2 ได้หารือกับกระทรวงการคลังมีแผนดำเนินการเพิ่มร้านธงฟ้าฯอีก 2 หมื่นร้าน) โดยจะเร่งติดตั้งเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้มีรายได้น้อยในการเลือกซื้อสินค้าให้มากขึ้น ทั้งนี้ร้านธงฟ้าฯ มีเงื่อนไขร้านต้องจัดให้มีมุมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าและมุมจำหน่ายสินค้าจากชุมชนหรือจากท้องถิ่นเพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายมากขึ้น นอกจากนี้อาจใช้ร้านธงฟ้าฯเป็นศูนย์กลางรวบรวมสินค้าจากชุมชนหรือจากท้องถิ่นมาเก็บรวบรวมไว้แล้วกระจายไปยังตลาดใหญ่ๆ รวมไปถึงการจัดทำการค้าออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ขายสามารถสั่งซื้อสินค้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะเห็นเป็นรูปธรรมภายในปีนี้
“จะรณรงค์ให้นำสินค้าของชุมชนหรือของท้องถิ่นเข้ามาจำหน่ายโดยตรงในร้านธงฟ้าประชารัฐ และจับคู่กับผู้ผลิตสินค้าโดยตรงสู่ผู้บริโภค ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการทางเลือกของค่าครองชีพ สุดท้ายคือการสร้างกลไกตลาดให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีรายใดรายหนึ่ง หรือมีเพียงไม่กี่กลุ่มผูกขาดตลาด”
++เงินเฟ้อไม่น่าห่วง
สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปี 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) รายงานว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.6% (จากที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ที่ 0.7%) ถือมีความสอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย และสะท้อนถึงกำลังซื้อของประชาชนที่กำลังดีขึ้น แต่ยังไม่ดีมากนัก เพราะสินค้าในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมลดลง ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่อาหารสินค้าส่วนใหญ่ราคายังทรงตัว ที่เพิ่มขึ้นก็มาจากนํ้ามันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นหลัก นอกจากนี้มีสุรา และบุหรี่ที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นจากภาษีสรรพสามิต
“สำหรับทิศทางเงินเฟ้อในปี 2561 นั้นมองว่ายังไม่มีสัญญาณที่ทำให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูง ซึ่งดูจากปีที่ผ่านมาคงเพิ่มขึ้นไม่มาก(กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2561 ไว้ที่ 0.6-1.6%) แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าหากเศรษฐกิจไทยดีขึ้นกว่าปีก่อนอาจจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ทั้งนี้ประเด็นเงินเฟ้อมีทั้งแง่บวกและแง่ลบ โดยเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อาจแปลว่าเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวที่ดี ซึ่งต้องดูองค์ประกอบในหลายมิติ”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,329 วันที่ 7 - 10 มกราคม พ.ศ. 2561
++ลุยดันเอสเอ็มอีเข้มแข็ง
“สนธิรัตน์” ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในห้วงเวลาที่เหลือ 1 ปีเศษก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องการดูแลเศรษฐกิจฐานราก ที่กระทรวงพาณิชย์จะมุ่งเน้นการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีความเข้มแข็ง และผลักดันไปสู่ภาคการส่งออกมากขึ้น นอกจากนี้จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเอสเอ็มอีในภาคบริการที่ทั้งโลกยอมรับว่าภาคบริการถือว่าเป็นภาคที่ใหญ่มากคิดเป็นสัดส่วน 50-60% ของการลงทุนทั้งหมด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะให้ความสำคัญกับภาคบริการที่สัมพันธ์กับภาคการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ที่พัก สปา ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก เป็นต้น นอกจากนี้จะเร่งพัฒนาสินค้าชุมชนเพื่อช่วยให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจดิจิตอล คอนเทนต์ต่างๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยมีความแข็งแกร่ง
[caption id="attachment_247664" align="aligncenter" width="503"]
++คาดส่งออกโต 5-8%
อย่างไรก็ดีแม้จะให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอี และดูแลเศรษฐกิจฐานรากในประเทศเป็นหลัก แต่ในภาคการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์ก็ยังให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งกระทรวงจะผลักดันและรักษาโมเมนตัมการขยายตัวของการส่งออกในไตรมาสแรกปี 2561 ให้ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องจากปี 2560 และจะพยายามขยายสินค้าใหม่ๆ ที่มีอนาคต สู่ตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ รวมถึงตลาดเดิมที่ยังมีศักยภาพอยู่แล้ว เช่น จีน อินเดีย โดยจะเน้นความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธ ศาสตร์ (strategic partnership) กับประเทศคู่ค้าในทุกมิติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกไทยในระยะยาวมากกว่าการใช้ยุทธศาสตร์การค้าแบบเก่าๆ ที่มุ่งเน้นการซื้อมา-ขายไป
“การส่งออกในไตรมาสแรกปีนี้จะพยายามรักษาโมเมนตัมการส่งออกที่ดีและเป็นบวกต่อเนื่องจากปีที่แล้วเอาไว้ ซึ่งปี 2561 หากมองจากฐานการส่งออกของปี 2560 หากขยายตัวได้ที่ 10% (ตัวเลข 11 เดือนขยายตัว 10%)การส่งออกในปี 2561 ก็น่าจะขยายตัวทั้งปีได้ประมาณ 5-8% แต่ทั้งนี้ต้องรอประชุมทูตพาณิชย์ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงจะสรุปตัวเลขที่ชัดเจนได้ ซึ่งได้ให้การบ้านกรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศไปรวบรวมและ วิเคราะห์ข้อมูลถึงสถานการณ์ ทิศทาง และแนวโน้มในเบื้องต้นแล้ว”
++คุมเข้มดูแลค่าครองชีพ
ด้านการกำกับดูแลปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนนั้นเป็นงานที่กระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาสินค้าเป็นเรื่องที่เป็นประเด็นมาโดยตลอด ซึ่งได้มีมาตรการออกมาควบคุมราคาสินค้าไม่ให้สูงเกินไป เช่น การขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ การใช้มาตรการตามกฎหมาย และยังมีมาตรการกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความตระหนักในการฉลาดซื้อสินค้าจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่กระทรวงรณรงค์ควบคู่กันไป รวมไปถึงการสร้างกลไกสินค้าทางเลือก เช่น ร้านหนูณิชย์ชวนชิม ร้านหนูณิชย์ติดดาว เป็นต้น
++เร่ง 2 หมื่นร้านธงฟ้า
ขณะเดียวกันในปี 2561 นี้กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการเพิ่มร้านธงฟ้าประชารัฐขายสินค้าอุปโภคบริโภคตํ่ากว่าราคาตลาด 15-20% ให้ครอบคลุมทั่วประเทศตามเป้าหมายที่ 2 หมื่นร้าน (ปัจจุบันตั้งได้แล้วกว่า 1.8 หมื่นร้าน และในเฟสที่ 2 ได้หารือกับกระทรวงการคลังมีแผนดำเนินการเพิ่มร้านธงฟ้าฯอีก 2 หมื่นร้าน) โดยจะเร่งติดตั้งเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้มีรายได้น้อยในการเลือกซื้อสินค้าให้มากขึ้น ทั้งนี้ร้านธงฟ้าฯ มีเงื่อนไขร้านต้องจัดให้มีมุมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าและมุมจำหน่ายสินค้าจากชุมชนหรือจากท้องถิ่นเพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายมากขึ้น นอกจากนี้อาจใช้ร้านธงฟ้าฯเป็นศูนย์กลางรวบรวมสินค้าจากชุมชนหรือจากท้องถิ่นมาเก็บรวบรวมไว้แล้วกระจายไปยังตลาดใหญ่ๆ รวมไปถึงการจัดทำการค้าออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ขายสามารถสั่งซื้อสินค้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะเห็นเป็นรูปธรรมภายในปีนี้
“จะรณรงค์ให้นำสินค้าของชุมชนหรือของท้องถิ่นเข้ามาจำหน่ายโดยตรงในร้านธงฟ้าประชารัฐ และจับคู่กับผู้ผลิตสินค้าโดยตรงสู่ผู้บริโภค ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการทางเลือกของค่าครองชีพ สุดท้ายคือการสร้างกลไกตลาดให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีรายใดรายหนึ่ง หรือมีเพียงไม่กี่กลุ่มผูกขาดตลาด”
++เงินเฟ้อไม่น่าห่วง
สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปี 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) รายงานว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.6% (จากที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ที่ 0.7%) ถือมีความสอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย และสะท้อนถึงกำลังซื้อของประชาชนที่กำลังดีขึ้น แต่ยังไม่ดีมากนัก เพราะสินค้าในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมลดลง ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่อาหารสินค้าส่วนใหญ่ราคายังทรงตัว ที่เพิ่มขึ้นก็มาจากนํ้ามันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นหลัก นอกจากนี้มีสุรา และบุหรี่ที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นจากภาษีสรรพสามิต
“สำหรับทิศทางเงินเฟ้อในปี 2561 นั้นมองว่ายังไม่มีสัญญาณที่ทำให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูง ซึ่งดูจากปีที่ผ่านมาคงเพิ่มขึ้นไม่มาก(กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2561 ไว้ที่ 0.6-1.6%) แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าหากเศรษฐกิจไทยดีขึ้นกว่าปีก่อนอาจจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ทั้งนี้ประเด็นเงินเฟ้อมีทั้งแง่บวกและแง่ลบ โดยเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น อาจแปลว่าเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวที่ดี ซึ่งต้องดูองค์ประกอบในหลายมิติ”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,329 วันที่ 7 - 10 มกราคม พ.ศ. 2561






