
'ส่งออก-ลงทุน' 2 ปัจจัยหลัก ดันจีดีพีโตเกิน 4%
คลัง-แบงก์ชาติ ฟันธง จีดีพีปี 2561 แรงต่อเนื่อง คาดโตไม่ตํ่ากว่า 4% ฟื้นทุกกลุ่ม ทั้งภาคส่งออก ท่องเที่ยว ลงทุนภาครัฐและเอกชนกลับมาบูมรอบใหม่ ธปท.ห่วงสินค้าเกษตรตกตํ่า-หนี้ครัวเรือนยังสูงฉุดกำลังซื้อ
นายศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2561 หรือปีถัดไป จะได้รับมอบเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันสูง จากระดับทุนสำรองที่สูงเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หนี้สาธารณะอยู่ในระดับตํ่า จึงน่าจะเป็นปัจจัยบวกอย่างหนึ่งและทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ก็คงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
นอกจากนี้การเมืองต่างประเทศ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2561 แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย เพราะตลาดส่งออกของไทยกระจายไปหลายแห่ง สัดส่วนมากสุดยังเป็นกลุ่มอาเซียน 25% แต่หลักๆยังเป็นสหรัฐฯ และ จีน
ความร่วมมือไทย-จีน จะมีมากขึ้นทั้งการเดินหน้าโครงการลงทุนรถไฟไทย-จีน การลงทุนในอีอีซีที่เปิดรับทั้งนักลงทุนจากจีนและญี่ปุ่น รวมถึงการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายสี จิ้นผิง ต่ออีก 5 ปีจะทำให้โครงการที่วางไว้ 5 ปีที่แล้วเดินหน้าต่ออย่างมีเสถียรภาพได้อีก 5 ปีข้างหน้า
“เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวขึ้นในปีนี้จะเป็นแรงส่งต่อเนื่องในปี 2561 ปัจจัยบวกต่างๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะส่งต่อในปีหน้าได้ทั้ง การส่งออกที่ดีกว่าที่คาดการณ์มาก ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การลงทุนภาครัฐที่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและจะเสริมด้วยการลงทุน รวมถึงการบริโภคที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพด้วย” นายศรพลกล่าว
ทั้งนี้ การส่งออกไทยที่จะขยายตัวได้ 9-10% ในปี 2560 จะขยายตัวต่อเนื่อง คาดว่าจะขยายตัว 5-6% ได้ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวเข้มแข็งมาก คาดว่าปี 2560 ยอดจะถึง 35-36 ล้านคน ก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกและเติบโตอย่างเข้มแข็งในปี 2561 เพราะบางประเทศที่คาดว่าจะลดลงอย่างจีน ก็ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และการใช้จ่ายต่อหัวยังเร่งตัวขึ้นมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวด้วย
สำหรับการลงทุนภาครัฐที่ชัดเจนว่าเป็นตัวหลักในการผลักดันเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ก็จะยังเป็นปัจจัยบวกในปี 2561 เช่นเดียวกัน ส่วนการลงทุนภาคเอกชนได้ส่งสัญญาณบวกมาตลอด จึงน่าจะกลับมาเป็นตัวเสริมกับการลงทุนภาครัฐที่จะเร่งตัวขึ้นด้วย ขณะที่การบริโภคเติบ โตอย่างมีเสถียรภาพปี 2560 น่าจะขยายตัวได้เกือบ 3% และจะเพิ่มเป็น 3% ในปี 2561 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่ต้องการให้การบริโภคพุ่งขึ้น ใช้เท่าที่จำเป็น ขยายตัวได้ 3% ก็น่าพอใจแล้ว
“เบื้องต้น สศค.มองว่า เศรษฐกิจปีนี้ น่าจะขยายตัวได้ 3.9-4% และปี 2561 น่าจะขยายตัวอย่างน้อย 4% เพราะเครื่องยนต์ติดแล้วและจะติดเพิ่มขึ้น แต่ในเดือนมกราคมจะมีการสรุปตัวเลขทั้งปี 2560 และประมาณการปี 2561 อีกครั้งหลังจากได้ปัจจัยต่างๆ ชัดเจนขึ้นก็น่าจะมีปัจจัยบวกเข้ามาเสริมได้”
ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2561ว่า คาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นและขยายตัวต่อเนื่อง จึงได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ(จีดีพี) เป็น 3.9% จากเดิมเมื่อเดือนกันยายนที่ 3.8% โดยแรงส่งสำคัญมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ขณะที่การบริโภคเอกชนเริ่มดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ตลาดแรงงานและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง ขณะที่การลงทุนเอกชนได้รับอานิสงส์จากการส่งออก
สำหรับความเสี่ยงและความท้าทายปี 2561 เรื่องแรกคือ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกตํ่าและหนี้ครัวเรือนสูง จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภค เรื่องที่ 2 ความท้าทายจากเทคโนโลยีและโลกที่เปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว และเรื่องที่ 3 ความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนกลุ่มต่างๆ ไม่เท่ากัน
นายพิสิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศ ไทย (EXIM Bank) กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกในปี 2561 จะยังเดินหน้าทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 246,512-253,555 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 5-8% แต่ผู้ส่งออกไทยยังต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเทรนด์การค้าโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วและมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,328 วันที่ 4 - 6 มกราคม พ.ศ. 2561
นายศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2561 หรือปีถัดไป จะได้รับมอบเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันสูง จากระดับทุนสำรองที่สูงเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หนี้สาธารณะอยู่ในระดับตํ่า จึงน่าจะเป็นปัจจัยบวกอย่างหนึ่งและทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ก็คงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
นอกจากนี้การเมืองต่างประเทศ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2561 แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย เพราะตลาดส่งออกของไทยกระจายไปหลายแห่ง สัดส่วนมากสุดยังเป็นกลุ่มอาเซียน 25% แต่หลักๆยังเป็นสหรัฐฯ และ จีน
ความร่วมมือไทย-จีน จะมีมากขึ้นทั้งการเดินหน้าโครงการลงทุนรถไฟไทย-จีน การลงทุนในอีอีซีที่เปิดรับทั้งนักลงทุนจากจีนและญี่ปุ่น รวมถึงการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายสี จิ้นผิง ต่ออีก 5 ปีจะทำให้โครงการที่วางไว้ 5 ปีที่แล้วเดินหน้าต่ออย่างมีเสถียรภาพได้อีก 5 ปีข้างหน้า
“เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวขึ้นในปีนี้จะเป็นแรงส่งต่อเนื่องในปี 2561 ปัจจัยบวกต่างๆ ที่เกิดขึ้นน่าจะส่งต่อในปีหน้าได้ทั้ง การส่งออกที่ดีกว่าที่คาดการณ์มาก ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การลงทุนภาครัฐที่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและจะเสริมด้วยการลงทุน รวมถึงการบริโภคที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพด้วย” นายศรพลกล่าว
ทั้งนี้ การส่งออกไทยที่จะขยายตัวได้ 9-10% ในปี 2560 จะขยายตัวต่อเนื่อง คาดว่าจะขยายตัว 5-6% ได้ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวเข้มแข็งมาก คาดว่าปี 2560 ยอดจะถึง 35-36 ล้านคน ก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกและเติบโตอย่างเข้มแข็งในปี 2561 เพราะบางประเทศที่คาดว่าจะลดลงอย่างจีน ก็ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และการใช้จ่ายต่อหัวยังเร่งตัวขึ้นมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวด้วย
“เบื้องต้น สศค.มองว่า เศรษฐกิจปีนี้ น่าจะขยายตัวได้ 3.9-4% และปี 2561 น่าจะขยายตัวอย่างน้อย 4% เพราะเครื่องยนต์ติดแล้วและจะติดเพิ่มขึ้น แต่ในเดือนมกราคมจะมีการสรุปตัวเลขทั้งปี 2560 และประมาณการปี 2561 อีกครั้งหลังจากได้ปัจจัยต่างๆ ชัดเจนขึ้นก็น่าจะมีปัจจัยบวกเข้ามาเสริมได้”
ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2561ว่า คาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นและขยายตัวต่อเนื่อง จึงได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ(จีดีพี) เป็น 3.9% จากเดิมเมื่อเดือนกันยายนที่ 3.8% โดยแรงส่งสำคัญมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ขณะที่การบริโภคเอกชนเริ่มดีขึ้น แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ตลาดแรงงานและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง ขณะที่การลงทุนเอกชนได้รับอานิสงส์จากการส่งออก
สำหรับความเสี่ยงและความท้าทายปี 2561 เรื่องแรกคือ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกตํ่าและหนี้ครัวเรือนสูง จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภค เรื่องที่ 2 ความท้าทายจากเทคโนโลยีและโลกที่เปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว และเรื่องที่ 3 ความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนกลุ่มต่างๆ ไม่เท่ากัน
นายพิสิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศ ไทย (EXIM Bank) กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกในปี 2561 จะยังเดินหน้าทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 246,512-253,555 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 5-8% แต่ผู้ส่งออกไทยยังต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเทรนด์การค้าโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วและมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,328 วันที่ 4 - 6 มกราคม พ.ศ. 2561






