
2561 ปีแห่งความท้าทาย ช่วงเปลี่ยนผ่านดิจิตอล
“ฐานเศรษฐกิจ” ฉบับเปิดศักราชใหม่ประมวลเสียงสะท้อนจาก 10 ซีอีโอระดับท็อปทั้งภาคเอกชนของเมืองไทย มาเปิดเผยยุทธศาสตร์การปรับตัวเพื่อรับมือและใช้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ
การพัฒนาต่อยอดจากไอโอที (Internet of Things) จนเกิดเป็นเครื่องจักรอัจฉริยะ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ AI สามารถเลียนแบบทำงานและอาจตัดสินใจแทนมนุษย์ ยังไม่นับการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ใครปรับตัวไม่ทัน อาจตกขบวน!
[caption id="attachment_246123" align="aligncenter" width="337"]
บัณฑูร ลํ่าซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK)[/caption]
บัณฑูร ลํ่าซำ
ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK)
ธนาคารเป็นตัวจักรกลในระบบเศรษฐกิจที่ต้องปรับตัวบนโลกแห่งการค้าขาย แม้จะมีความพร้อมระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องปรับตัวให้มีความพร้อมมากกว่าปัจจุบัน เพราะโลกมีการค้าขายกันมากขึ้น ไม่ได้ซื้อขายในราคาตํ่าสุดหรือแพงสุด นักการเงินจะต้องรู้เทคโนโลยี กฎหมาย กฎกติกาทางด้านการค้า เพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงทำให้โลกเชื่อมโยงกัน
ดังนั้นระบบเชื่อมโยง ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะเชื่อมการค้า การเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมผ่านสาขาหรือตึก แต่เป็นการเชื่อมโยงผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต คือ 1.คนค้าขายเร็วมากขึ้นบนโทรศัพท์มือถือ 2.คนไม่เดินเข้าตึกหรือสาขา ไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และ 3.คนชำระเงินหรือจ่ายเงินค่าสินค้าและบริการโดยไม่ต้องใช้เงินสดอีกต่อไป
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแน่และเริ่มเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน หากธนาคารไม่เป็นส่วนหนึ่งของธุรกรรม เหล่านี้ธนาคารก็จบ หรือเราอยู่ตรงนั้นหรือไม่ ถ้าไม่อยู่เราก็จบ และที่สำคัญถ้าไม่มีคนเห็นเราก็จบ
[caption id="attachment_246127" align="aligncenter" width="335"]
อรพงศ์ เทียนเงิน
ประธานกรรมการ บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ จำกัด (ดีวี)
ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)[/caption]
อรพงศ์ เทียนเงิน
ประธานกรรมการ บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ จำกัด (ดีวี)
ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
ปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงโลกจะเปลี่ยนแปลงเร็วและแรง ทั้งธนาคารและทุกธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ ทุกอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนให้มีตัวตนบนโลกดิจิตอล ทั้งออนไลน์และออฟไลน์จะเกิดในเวลาเดียวกัน แม้กระทั่งคนจะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี เพราะบางงานจะลดความสำคัญของคนลง ในแง่เทคโนโลยีปีหน้าจะเห็น Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง คุกคาม (disruption) ในหลายธุรกิจจะชัดขึ้นและเมื่อไหร่ที่ Blockchain โตเต็มวัย ก็จะคุกคามแบงก์
นอกจากนี้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งธนาคารในจีนเริ่มเปิดบัญชีให้ลูกค้าโดยใช้ภาพกับเสียงซึ่งลูกค้าไม่ต้องไปสาขาของธนาคาร หรือในสหรัฐฯที่สามารถยืนยันตัวตนของบุคคลจากภาพได้ อนาคตคนสามารถกู้ยืมระหว่างกันโดยไม่ผ่านธนาคาร ดังนั้นธนาคารต้องตีโจทย์ให้ออกหรือจะผันตัวเองอย่างไรให้มีส่วนสำคัญในชีวิตลูกค้าบนโลกดิจิตอล
“ทุกธุรกิจได้รับโจทย์เดียวกัน ผมเชื่อว่าโลกจะเติบโตไปข้างหน้าแต่ไม่เหมือนเดิม ตอนนี้ภายในไทยพาณิชย์ไม่ว่าจะทำโครงการใด ถ้าจะใช้เวลาเกิน 3 เดือนไม่ต้องทำ เพราะช้าไปด้วยเหตุนี้ดีวีจึงตั้งขึ้นมาเพื่อวิ่งให้ไวเมื่อเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภค”
[caption id="attachment_246124" align="aligncenter" width="335"]
คีรี กาญจนพาสน์
ประธานกรรมการบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป
โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)[/caption]
คีรี กาญจนพาสน์
ประธานกรรมการบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป
โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
การเติบโตของเทคโนโลยี ธุรกิจต้องปรับตัวให้ทัน และทุกคนเห็นว่าถ้ามาเต็ม 100 จะน่ากลัว คนจะตกงานถูกหุ่นยนต์มาแย่งงาน การทำงานต่างๆต้องเป็นไอทีหมด แต่ผมเชื่อว่าธรรมชาติคงไม่ทำให้มันน่ากลัวขนาดนั้น อย่างการสั่งอาหาร จริงอยู่ที่วันนี้เราสั่งผ่าน LINEMAN วันนี้อาจจะแฮปปี้ แต่จะให้สั่งแบบนี้ตลอดไป หรือจะทำอะไรจ้องคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ไม่ออกจากบ้านเลย ก็คงไม่ใช่ เพราะคนยังชอบความเป็นธรรมชาติอยู่ โดยเฉพาะธุรกิจด้านบริการ แต่นั่นไม่ได้หมาย ความว่าเราจะไม่ทำอะไรเลย
เมื่อเทรนด์ด้านเทคโนโลยีมันมา ธุรกิจก็ต้องนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างรายได้หรือมูลค่าเพิ่ม ไม่งั้นก็จะล้าหลังมหาศาล แต่การจะนำมาใช้ก็ไม่ใช่ทำแบบสุดโต่ง แต่เราต้องนำไอทีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่ลูกค้าเป็นหลัก อย่างบีทีเอส กรุ๊ป เราก็มีการเตรียมตัวในเรื่องนี้ตลอดและทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแรบบิทการ์ด มาเสริมความสะดวกสบายของผู้โดยสาร การมีระบบการจอง (เรเซอร์เวชัน) ที่ดี และขณะนี้เราอยู่ระหว่างการพัฒนาที่ต่อไปจะสแกนมือถือก็ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ เป็นต้น
[caption id="attachment_246125" align="aligncenter" width="503"]
กลินท์ สารสิน
ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย[/caption]
กลินท์ สารสิน
ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
หอการค้าไทยซึ่งมีสมาชิกที่มาจากหอการค้า 77 จังหวัด และสภาหอการค้าฯ ซึ่งมีสมาคมการค้าในประเทศกว่า 150 สมาคมและหอการค้าต่างประเทศในไทยเป็นสมาชิก รวมกันทั้ง 2 องค์กรประมาณ 1 แสนราย อยู่ระหว่างการจัดทำฐานข้อมูล (Database) สมาชิกใหม่เพื่อยืนยันตัวตน และเพื่อทำให้ทราบข้อมูลที่เป็นปัจจุบันว่าประกอบธุรกิจอะไร มีปัญหาอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ หรือมีความต้องการความช่วยเหลืออย่างไรเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้มีความยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต
รวมถึงเตรียมพร้อมในการรับมือกับเทคโนโลยีการค้าและบริการยุคใหม่ที่ยอมรับว่า เป็นทั้งภัยคุกคามกับสมาชิก และก็เป็นโอกาสปรับตัวรองรับการแข่งขัน ซึ่งผู้ประกอบการต้องตามให้ทันและนำมาประยุกต์ใช้ เช่น การนำเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาช่วยในการผลิตและทำการตลาด การขายสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซ การใช้คิวอาร์โค้ดในการชำระค่าสินค้าและค่าบริการ และการใช้การสื่อสารยุคใหม่ในทุกช่องทาง รวมถึงการผลิตสินค้า และแพ็กเกจจิ้งที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น โดยหอการค้าไทยได้ตั้งเป้าหมายช่วง 2 ปี(2560-2561)จะผลักดันสมาชิกเครือข่ายกว่า 1 แสนรายทั่วประเทศพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการยุค 4.0 ที่แข่งขันได้ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์สัดส่วนครึ่งหนึ่ง (5 หมื่นราย) โดยมีเป้าหมายรายได้เพิ่มขึ้น 3 หมื่นล้านบาท
[caption id="attachment_246126" align="aligncenter" width="335"]
เจน นำชัยศิริ
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)[/caption]
เจน นำชัยศิริ
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
บริษัทได้แสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในภูมิภาคนี้ และประเทศไทย ซึ่งได้เริ่มบุกธุรกิจรีเทลในโครงการแรกโดยร่วมมือกับพันธมิตร พาวเวอร์เล็ดเจอร์ จากประเทศออสเตรเลีย นำบล็อกเชน เทคโนโลยี มาใช้ในโครงการ T 77 ของบริษัท แสนสิริฯ ถือเป็นรูปแบบสุดซอย เริ่มแตะจากที่อยู่อาศัย ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ บีซีพีจี ถือเป็นบริษัทแรกของไทยและอาเซียน ที่นำเทคโนโลยีชั้นสูง บล็อกเชนมาใช้ ขณะนี้เร่งดำเนินการ คาดใช้เวลาไม่เกิน 4-6 เดือน กับโครงการ T 77
ส่วนการบริหารและรับมือกับความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจนั้น ถือเป็นสูตรสำหรับการลงทุนที่ชัดเจนของบีซีพีจี คือ เลือกลงทุนในประเทศที่มีทรัพยากร เช่น ประเทศที่มีกระแสลมที่ดี สมํ่าเสมอ มีแสงแดดดี เพื่อให้กำไรต่อเมกะวัตต์ สร้างผลตอบแทนที่ดีกับผู้ถือหุ้น ส่วนโครงการที่กำไรน้อย ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงการลงทุน บริษัทจะหลีกเลี่ยง
สำหรับภาพใหญ่เศรษฐกิจปี 2560 ดีขึ้นและคาดว่าปี 2561 ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2561 จะมาจากโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ส่วนการส่งออก และการท่องเที่ยวเติบโตดีขึ้น
[caption id="attachment_246128" align="aligncenter" width="437"]
บัณฑิต สะเพียรชัย
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (BCPG)[/caption]
บัณฑิต สะเพียรชัย
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (BCPG)
บริษัทได้แสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในภูมิภาคนี้ และประเทศไทย ซึ่งได้เริ่มบุกธุรกิจรีเทลในโครงการแรกโดยร่วมมือกับพันธมิตร พาวเวอร์เล็ดเจอร์ จากประเทศออสเตรเลีย นำบล็อกเชน เทคโนโลยี มาใช้ในโครงการ T 77 ของบริษัท แสนสิริฯ ถือเป็นรูปแบบสุดซอย เริ่มแตะจากที่อยู่อาศัย ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ บีซีพีจี ถือเป็นบริษัทแรกของไทยและอาเซียน ที่นำเทคโนโลยีชั้นสูง บล็อกเชนมาใช้ ขณะนี้เร่งดำเนินการ คาดใช้เวลาไม่เกิน 4-6 เดือน กับโครงการ T 77
ส่วนการบริหารและรับมือกับความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจนั้น ถือเป็นสูตรสำหรับการลงทุนที่ชัดเจนของบีซีพีจี คือ เลือกลงทุนในประเทศที่มีทรัพยากร เช่น ประเทศที่มีกระแสลมที่ดี สมํ่าเสมอ มีแสงแดดดี เพื่อให้กำไรต่อเมกะวัตต์ สร้างผลตอบแทนที่ดีกับผู้ถือหุ้น ส่วนโครงการที่กำไรน้อย ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงการลงทุน บริษัทจะหลีกเลี่ยง
สำหรับภาพใหญ่เศรษฐกิจปี 2560 ดีขึ้นและคาดว่าปี 2561 ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2561 จะมาจากโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ส่วนการส่งออก และการท่องเที่ยวเติบโตดีขึ้น
[caption id="attachment_246129" align="aligncenter" width="310"]
สมชัย เลิศสุทธิวงค์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส[/caption]
สมชัย เลิศสุทธิวงค์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส
เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีจำนวนผู้ใช้บริการ 40 ล้านเลขหมาย กล่าวว่า AIS ได้วางแผนปรับตัว ในยุคดิจิตอล มาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว โดย AIS มีเป้าหมายชัดเจนว่า จะ transform องค์กรจาก Mobile Operator เป็น Digital Life Services Provider โดยให้บริการเรื่อง ดิจิตอลเซอร์วิสต่างๆ ให้กับผู้ใช้บริการ เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของคนไทย ทั้งในเรื่องการทำงานและชีวิตส่วนตัว ภายใต้ concept Digital For Thais โดยเราได้ลงทุนใน Fixed Broadband Network (เครือข่ายโทรศัพท์มาให้บริการบอร์ดแบนด์) และ Digital Platforms เพิ่มเติม จาก Mobile Infrastructures (โครงสร้างพื้นฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่) ที่เราเป็นผู้นำอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนั้น เอไอเอสยังมีการพัฒนาเรื่องบุคลากรของเราเพิ่มเติม เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับยุคเทคโนโลยีดิจิตอล โดยการสร้าง Culture (วัฒนธรรมใหม่) ภายใต้หลัก FIND-U เพื่อให้ทุกคนค้นพบตัวตนใหม่ ที่จะร่วมก้าวไปสู่ยุค The Next AIS ด้วยกัน
[caption id="attachment_246130" align="aligncenter" width="503"]
ปิยะ ประยงค์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท
บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)[/caption]
ปิยะ ประยงค์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท
บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีจะยังคงไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันต่ออุตสาหกรรมอสังหาฯในเวลาที่เร็ว แต่บริษัทก็เตรียมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยปรับวิธีการทำงานสู่กลยุทธ์ “พฤกษา 4.0” เช่น การตลาด ก็ปรับจากแบบเดิมๆ เป็นดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง และในปี 2561 จะขยายมากขึ้น โดยปี 2560 ใช้แค่ 30% ปี 2561 ตั้งเป้าไว้ที่ 50% เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ใช้มือถือเป็นทั้งเครื่องมือสื่อสาร และซื้อสินค้าออนไลน์ และลูกค้าของบริษัทแนวโน้มเป็นคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น จากการปรับโครงสร้างสินค้า มุ่งฐานลูกค้าระดับกลาง-บนที่มีกำลังซื้อสมํ่าเสมอมากขึ้น
ด้านสินค้า ก็นำนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อให้ลูกบ้านได้รับความสะดวกสบาย เช่น ในบ้านจะมีกล้องที่สามารถดูจากมือถือ หรือการเปิดปิดแอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านผ่านมือถือ นอกจากนี้ยังพัฒนากรีนโฮม บ้านประหยัดพลังงาน สำหรับบ้านทาวน์เฮาส์ได้เสริมระบบเฟรช แอร์ มีคอนเซ็ปต์ดีไซน์ร่องประตู หน้าต่างหรือฝ้า ให้อากาศภายในบ้านมีการหมุนเวียนถ่ายเท เป็นต้น ถ้าเป็นงานส่วนกลางหรือนิติบุคคล ก็นำโซลาร์เซลล์มาใช้ เพื่อประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าในโครงการ โดยบริษัทลงทุนให้ ในแง่ของการก่อสร้าง พฤกษา มีนวัตกรรมพรีคาสต์ จากเยอรมัน โรงงานเป็นดิจิตอล มีนวัตกรรมการก่อสร้างแบบอุตสาหกรรม REM (Real Estate Manufacturing) ซึ่งจะแบ่งการก่อสร้างเป็นลำดับขั้นตอน เป็นต้น
[caption id="attachment_246131" align="aligncenter" width="400"]
ดนัย ดีโรจนวงศ์
ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด[/caption]
ดนัย ดีโรจนวงศ์
ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
การเข้ามาของเทคโนโลยีส่งผลกระทบทำให้เกิดพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มากขึ้น เกิดการซื้อขายสินค้าเพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งกับบริษัทโดยตรง และยังดึงส่วนแบ่งการตลาดไปด้วย ทำให้บริษัทต้องปรับตัวด้วยการใช้กลยุทธ์มัลติแชนเนล ที่ไม่จำกัดเฉพาะขายตรงเท่านั้น แต่ปัจจุบัน “มิสทิน” จะเป็นแบรนด์เครื่องสำอางในทุกช่องทางโดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ ที่จะเพิ่มการขายเข้าไปในมาร์เก็ตเพลสใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นในปี 2561 จากปัจจุบันจำหน่ายผ่านลาซาด้า คอนวี่ และช้อปปี้ นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวแอพพลิเคชัน “นิ้งหน่อง” เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าโดยตรงถึงลูกค้า จากก่อนหน้านี้ที่เปิดตัวแอพพลิเคชัน “ยุพิน” ที่เป็นแค็ตตาล็อกออนไลน์ช่วยเสริมการขายให้กับสาวมิสทิน
สำหรับภาพรวมตลาดเครื่องสำอาง ยังทรงๆ การแข่งขันสูง คู่แข่งทางออนไลน์เยอะมาก เราเจอดิจิตอลดิสรัปชัน โดยเฉพาะคู่แข่งในช่องทางออนไลน์ ที่ทุกวันนี้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ มาทำเครื่องสำอางกันเอง สำหรับช่องทางออนไลน์คาดว่าปี 2561 จะมียอดขาย 400 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขายมาจากการที่เข้าไปทำตลาดในมาร์เก็ตเพลส แอพพลิเคชัน จากปี 2560 ที่มียอดขายเกือบ 100 ล้านบาท
[caption id="attachment_246132" align="aligncenter" width="503"]
ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[/caption]
ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 เมื่อปี 1970 มีการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้าจัดการ ทำให้ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คนชั้นกลางถูกแย่งงานโดยคอมพิวเตอร์ และลงไปทำงานระดับตํ่ากว่าระดับความรู้ความสามารถที่มีอยู่ จนมาถึงขณะนี้การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ทั้งหุ่นยนต์ และ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังจะเข้ามาแย่งงานชนชั้นล่าง ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่เข้ามาแย่งงานแม่บ้าน หรือรถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ที่เข้ามาแย่งงานคนขับรถแท็กซี่ และในเวลาเดียวกันเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้าไปแย่งงานคนชั้นบนด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การใช้หุ่นยนต์สำหรับจ่ายยา ซึ่งจะทดแทนการทำงานของกลุ่มเภสัชกร หรือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลการเงิน หรือหุ้นแทนนักวิเคราะห์
สำหรับประเทศไทยตัวเลขเศรษฐกิจโดยภาพรวมอาจดีขึ้น ตัวเลขจีดีพีเติบโต 3.8% ปี 2561 คาดว่าจะโต 4% การเกษตรเติบโตขึ้น 30% บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ กำไร 9 แสนล้านบาท ส่งออกเติบโต 18 ไตรมาสติดต่อกัน แต่หากมองไปถึงพ่อค้าแม่ค้าขายของตามตลาดนัดพบว่ายอดขายไม่ดี โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจากการเปลี่ยน แปลงเทคโนโลยี โดยโรงงานอุตสาหกรรมมีการนำหุ่นยนต์มาใช้ทดแทนแรงงาน เนื่องจากค่าแรงขั้นตํ่าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลกระทบมาถึงการกระจายรายได้ไม่เป็นธรรม โดยคนรวยของประเทศมีสัดส่วน 1% โดยครอบครองทรัพย์สิน 80% ของประเทศ นอกจากนี้ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย คนทำงานลดลง สุดท้ายคือไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนแปลงไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561
การพัฒนาต่อยอดจากไอโอที (Internet of Things) จนเกิดเป็นเครื่องจักรอัจฉริยะ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ AI สามารถเลียนแบบทำงานและอาจตัดสินใจแทนมนุษย์ ยังไม่นับการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ใครปรับตัวไม่ทัน อาจตกขบวน!
[caption id="attachment_246123" align="aligncenter" width="337"]
บัณฑูร ลํ่าซำ
ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK)
ธนาคารเป็นตัวจักรกลในระบบเศรษฐกิจที่ต้องปรับตัวบนโลกแห่งการค้าขาย แม้จะมีความพร้อมระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องปรับตัวให้มีความพร้อมมากกว่าปัจจุบัน เพราะโลกมีการค้าขายกันมากขึ้น ไม่ได้ซื้อขายในราคาตํ่าสุดหรือแพงสุด นักการเงินจะต้องรู้เทคโนโลยี กฎหมาย กฎกติกาทางด้านการค้า เพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงทำให้โลกเชื่อมโยงกัน
ดังนั้นระบบเชื่อมโยง ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะเชื่อมการค้า การเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมผ่านสาขาหรือตึก แต่เป็นการเชื่อมโยงผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต คือ 1.คนค้าขายเร็วมากขึ้นบนโทรศัพท์มือถือ 2.คนไม่เดินเข้าตึกหรือสาขา ไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และ 3.คนชำระเงินหรือจ่ายเงินค่าสินค้าและบริการโดยไม่ต้องใช้เงินสดอีกต่อไป
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแน่และเริ่มเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน หากธนาคารไม่เป็นส่วนหนึ่งของธุรกรรม เหล่านี้ธนาคารก็จบ หรือเราอยู่ตรงนั้นหรือไม่ ถ้าไม่อยู่เราก็จบ และที่สำคัญถ้าไม่มีคนเห็นเราก็จบ
[caption id="attachment_246127" align="aligncenter" width="335"]
ประธานกรรมการ บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ จำกัด (ดีวี)
ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)[/caption]
อรพงศ์ เทียนเงิน
ประธานกรรมการ บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ จำกัด (ดีวี)
ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
ปี 2561 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงโลกจะเปลี่ยนแปลงเร็วและแรง ทั้งธนาคารและทุกธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ ทุกอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนให้มีตัวตนบนโลกดิจิตอล ทั้งออนไลน์และออฟไลน์จะเกิดในเวลาเดียวกัน แม้กระทั่งคนจะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยี เพราะบางงานจะลดความสำคัญของคนลง ในแง่เทคโนโลยีปีหน้าจะเห็น Blockchain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง คุกคาม (disruption) ในหลายธุรกิจจะชัดขึ้นและเมื่อไหร่ที่ Blockchain โตเต็มวัย ก็จะคุกคามแบงก์
นอกจากนี้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งธนาคารในจีนเริ่มเปิดบัญชีให้ลูกค้าโดยใช้ภาพกับเสียงซึ่งลูกค้าไม่ต้องไปสาขาของธนาคาร หรือในสหรัฐฯที่สามารถยืนยันตัวตนของบุคคลจากภาพได้ อนาคตคนสามารถกู้ยืมระหว่างกันโดยไม่ผ่านธนาคาร ดังนั้นธนาคารต้องตีโจทย์ให้ออกหรือจะผันตัวเองอย่างไรให้มีส่วนสำคัญในชีวิตลูกค้าบนโลกดิจิตอล
“ทุกธุรกิจได้รับโจทย์เดียวกัน ผมเชื่อว่าโลกจะเติบโตไปข้างหน้าแต่ไม่เหมือนเดิม ตอนนี้ภายในไทยพาณิชย์ไม่ว่าจะทำโครงการใด ถ้าจะใช้เวลาเกิน 3 เดือนไม่ต้องทำ เพราะช้าไปด้วยเหตุนี้ดีวีจึงตั้งขึ้นมาเพื่อวิ่งให้ไวเมื่อเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภค”
[caption id="attachment_246124" align="aligncenter" width="335"]
ประธานกรรมการบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป
โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)[/caption]
คีรี กาญจนพาสน์
ประธานกรรมการบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป
โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
การเติบโตของเทคโนโลยี ธุรกิจต้องปรับตัวให้ทัน และทุกคนเห็นว่าถ้ามาเต็ม 100 จะน่ากลัว คนจะตกงานถูกหุ่นยนต์มาแย่งงาน การทำงานต่างๆต้องเป็นไอทีหมด แต่ผมเชื่อว่าธรรมชาติคงไม่ทำให้มันน่ากลัวขนาดนั้น อย่างการสั่งอาหาร จริงอยู่ที่วันนี้เราสั่งผ่าน LINEMAN วันนี้อาจจะแฮปปี้ แต่จะให้สั่งแบบนี้ตลอดไป หรือจะทำอะไรจ้องคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ไม่ออกจากบ้านเลย ก็คงไม่ใช่ เพราะคนยังชอบความเป็นธรรมชาติอยู่ โดยเฉพาะธุรกิจด้านบริการ แต่นั่นไม่ได้หมาย ความว่าเราจะไม่ทำอะไรเลย
เมื่อเทรนด์ด้านเทคโนโลยีมันมา ธุรกิจก็ต้องนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างรายได้หรือมูลค่าเพิ่ม ไม่งั้นก็จะล้าหลังมหาศาล แต่การจะนำมาใช้ก็ไม่ใช่ทำแบบสุดโต่ง แต่เราต้องนำไอทีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่ลูกค้าเป็นหลัก อย่างบีทีเอส กรุ๊ป เราก็มีการเตรียมตัวในเรื่องนี้ตลอดและทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแรบบิทการ์ด มาเสริมความสะดวกสบายของผู้โดยสาร การมีระบบการจอง (เรเซอร์เวชัน) ที่ดี และขณะนี้เราอยู่ระหว่างการพัฒนาที่ต่อไปจะสแกนมือถือก็ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ เป็นต้น
[caption id="attachment_246125" align="aligncenter" width="503"]
ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย[/caption]
กลินท์ สารสิน
ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
หอการค้าไทยซึ่งมีสมาชิกที่มาจากหอการค้า 77 จังหวัด และสภาหอการค้าฯ ซึ่งมีสมาคมการค้าในประเทศกว่า 150 สมาคมและหอการค้าต่างประเทศในไทยเป็นสมาชิก รวมกันทั้ง 2 องค์กรประมาณ 1 แสนราย อยู่ระหว่างการจัดทำฐานข้อมูล (Database) สมาชิกใหม่เพื่อยืนยันตัวตน และเพื่อทำให้ทราบข้อมูลที่เป็นปัจจุบันว่าประกอบธุรกิจอะไร มีปัญหาอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ หรือมีความต้องการความช่วยเหลืออย่างไรเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้มีความยั่งยืนต่อไปได้ในอนาคต
รวมถึงเตรียมพร้อมในการรับมือกับเทคโนโลยีการค้าและบริการยุคใหม่ที่ยอมรับว่า เป็นทั้งภัยคุกคามกับสมาชิก และก็เป็นโอกาสปรับตัวรองรับการแข่งขัน ซึ่งผู้ประกอบการต้องตามให้ทันและนำมาประยุกต์ใช้ เช่น การนำเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาช่วยในการผลิตและทำการตลาด การขายสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซ การใช้คิวอาร์โค้ดในการชำระค่าสินค้าและค่าบริการ และการใช้การสื่อสารยุคใหม่ในทุกช่องทาง รวมถึงการผลิตสินค้า และแพ็กเกจจิ้งที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น โดยหอการค้าไทยได้ตั้งเป้าหมายช่วง 2 ปี(2560-2561)จะผลักดันสมาชิกเครือข่ายกว่า 1 แสนรายทั่วประเทศพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการยุค 4.0 ที่แข่งขันได้ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์สัดส่วนครึ่งหนึ่ง (5 หมื่นราย) โดยมีเป้าหมายรายได้เพิ่มขึ้น 3 หมื่นล้านบาท
[caption id="attachment_246126" align="aligncenter" width="335"]
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)[/caption]
เจน นำชัยศิริ
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
บริษัทได้แสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในภูมิภาคนี้ และประเทศไทย ซึ่งได้เริ่มบุกธุรกิจรีเทลในโครงการแรกโดยร่วมมือกับพันธมิตร พาวเวอร์เล็ดเจอร์ จากประเทศออสเตรเลีย นำบล็อกเชน เทคโนโลยี มาใช้ในโครงการ T 77 ของบริษัท แสนสิริฯ ถือเป็นรูปแบบสุดซอย เริ่มแตะจากที่อยู่อาศัย ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ บีซีพีจี ถือเป็นบริษัทแรกของไทยและอาเซียน ที่นำเทคโนโลยีชั้นสูง บล็อกเชนมาใช้ ขณะนี้เร่งดำเนินการ คาดใช้เวลาไม่เกิน 4-6 เดือน กับโครงการ T 77
ส่วนการบริหารและรับมือกับความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจนั้น ถือเป็นสูตรสำหรับการลงทุนที่ชัดเจนของบีซีพีจี คือ เลือกลงทุนในประเทศที่มีทรัพยากร เช่น ประเทศที่มีกระแสลมที่ดี สมํ่าเสมอ มีแสงแดดดี เพื่อให้กำไรต่อเมกะวัตต์ สร้างผลตอบแทนที่ดีกับผู้ถือหุ้น ส่วนโครงการที่กำไรน้อย ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงการลงทุน บริษัทจะหลีกเลี่ยง
สำหรับภาพใหญ่เศรษฐกิจปี 2560 ดีขึ้นและคาดว่าปี 2561 ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2561 จะมาจากโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ส่วนการส่งออก และการท่องเที่ยวเติบโตดีขึ้น
[caption id="attachment_246128" align="aligncenter" width="437"]
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (BCPG)[/caption]
บัณฑิต สะเพียรชัย
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (BCPG)
บริษัทได้แสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในภูมิภาคนี้ และประเทศไทย ซึ่งได้เริ่มบุกธุรกิจรีเทลในโครงการแรกโดยร่วมมือกับพันธมิตร พาวเวอร์เล็ดเจอร์ จากประเทศออสเตรเลีย นำบล็อกเชน เทคโนโลยี มาใช้ในโครงการ T 77 ของบริษัท แสนสิริฯ ถือเป็นรูปแบบสุดซอย เริ่มแตะจากที่อยู่อาศัย ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ บีซีพีจี ถือเป็นบริษัทแรกของไทยและอาเซียน ที่นำเทคโนโลยีชั้นสูง บล็อกเชนมาใช้ ขณะนี้เร่งดำเนินการ คาดใช้เวลาไม่เกิน 4-6 เดือน กับโครงการ T 77
ส่วนการบริหารและรับมือกับความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจนั้น ถือเป็นสูตรสำหรับการลงทุนที่ชัดเจนของบีซีพีจี คือ เลือกลงทุนในประเทศที่มีทรัพยากร เช่น ประเทศที่มีกระแสลมที่ดี สมํ่าเสมอ มีแสงแดดดี เพื่อให้กำไรต่อเมกะวัตต์ สร้างผลตอบแทนที่ดีกับผู้ถือหุ้น ส่วนโครงการที่กำไรน้อย ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงการลงทุน บริษัทจะหลีกเลี่ยง
สำหรับภาพใหญ่เศรษฐกิจปี 2560 ดีขึ้นและคาดว่าปี 2561 ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2561 จะมาจากโครงการลงทุน ขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ส่วนการส่งออก และการท่องเที่ยวเติบโตดีขึ้น
[caption id="attachment_246129" align="aligncenter" width="310"]
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส[/caption]
สมชัย เลิศสุทธิวงค์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส
เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีจำนวนผู้ใช้บริการ 40 ล้านเลขหมาย กล่าวว่า AIS ได้วางแผนปรับตัว ในยุคดิจิตอล มาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว โดย AIS มีเป้าหมายชัดเจนว่า จะ transform องค์กรจาก Mobile Operator เป็น Digital Life Services Provider โดยให้บริการเรื่อง ดิจิตอลเซอร์วิสต่างๆ ให้กับผู้ใช้บริการ เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของคนไทย ทั้งในเรื่องการทำงานและชีวิตส่วนตัว ภายใต้ concept Digital For Thais โดยเราได้ลงทุนใน Fixed Broadband Network (เครือข่ายโทรศัพท์มาให้บริการบอร์ดแบนด์) และ Digital Platforms เพิ่มเติม จาก Mobile Infrastructures (โครงสร้างพื้นฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่) ที่เราเป็นผู้นำอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนั้น เอไอเอสยังมีการพัฒนาเรื่องบุคลากรของเราเพิ่มเติม เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับยุคเทคโนโลยีดิจิตอล โดยการสร้าง Culture (วัฒนธรรมใหม่) ภายใต้หลัก FIND-U เพื่อให้ทุกคนค้นพบตัวตนใหม่ ที่จะร่วมก้าวไปสู่ยุค The Next AIS ด้วยกัน
[caption id="attachment_246130" align="aligncenter" width="503"]
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท
บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)[/caption]
ปิยะ ประยงค์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท
บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)
การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีจะยังคงไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันต่ออุตสาหกรรมอสังหาฯในเวลาที่เร็ว แต่บริษัทก็เตรียมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้น โดยปรับวิธีการทำงานสู่กลยุทธ์ “พฤกษา 4.0” เช่น การตลาด ก็ปรับจากแบบเดิมๆ เป็นดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง และในปี 2561 จะขยายมากขึ้น โดยปี 2560 ใช้แค่ 30% ปี 2561 ตั้งเป้าไว้ที่ 50% เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ใช้มือถือเป็นทั้งเครื่องมือสื่อสาร และซื้อสินค้าออนไลน์ และลูกค้าของบริษัทแนวโน้มเป็นคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น จากการปรับโครงสร้างสินค้า มุ่งฐานลูกค้าระดับกลาง-บนที่มีกำลังซื้อสมํ่าเสมอมากขึ้น
ด้านสินค้า ก็นำนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อให้ลูกบ้านได้รับความสะดวกสบาย เช่น ในบ้านจะมีกล้องที่สามารถดูจากมือถือ หรือการเปิดปิดแอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้านผ่านมือถือ นอกจากนี้ยังพัฒนากรีนโฮม บ้านประหยัดพลังงาน สำหรับบ้านทาวน์เฮาส์ได้เสริมระบบเฟรช แอร์ มีคอนเซ็ปต์ดีไซน์ร่องประตู หน้าต่างหรือฝ้า ให้อากาศภายในบ้านมีการหมุนเวียนถ่ายเท เป็นต้น ถ้าเป็นงานส่วนกลางหรือนิติบุคคล ก็นำโซลาร์เซลล์มาใช้ เพื่อประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าในโครงการ โดยบริษัทลงทุนให้ ในแง่ของการก่อสร้าง พฤกษา มีนวัตกรรมพรีคาสต์ จากเยอรมัน โรงงานเป็นดิจิตอล มีนวัตกรรมการก่อสร้างแบบอุตสาหกรรม REM (Real Estate Manufacturing) ซึ่งจะแบ่งการก่อสร้างเป็นลำดับขั้นตอน เป็นต้น
[caption id="attachment_246131" align="aligncenter" width="400"]
ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด[/caption]
ดนัย ดีโรจนวงศ์
ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด
การเข้ามาของเทคโนโลยีส่งผลกระทบทำให้เกิดพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มากขึ้น เกิดการซื้อขายสินค้าเพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งกับบริษัทโดยตรง และยังดึงส่วนแบ่งการตลาดไปด้วย ทำให้บริษัทต้องปรับตัวด้วยการใช้กลยุทธ์มัลติแชนเนล ที่ไม่จำกัดเฉพาะขายตรงเท่านั้น แต่ปัจจุบัน “มิสทิน” จะเป็นแบรนด์เครื่องสำอางในทุกช่องทางโดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ ที่จะเพิ่มการขายเข้าไปในมาร์เก็ตเพลสใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นในปี 2561 จากปัจจุบันจำหน่ายผ่านลาซาด้า คอนวี่ และช้อปปี้ นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวแอพพลิเคชัน “นิ้งหน่อง” เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าโดยตรงถึงลูกค้า จากก่อนหน้านี้ที่เปิดตัวแอพพลิเคชัน “ยุพิน” ที่เป็นแค็ตตาล็อกออนไลน์ช่วยเสริมการขายให้กับสาวมิสทิน
สำหรับภาพรวมตลาดเครื่องสำอาง ยังทรงๆ การแข่งขันสูง คู่แข่งทางออนไลน์เยอะมาก เราเจอดิจิตอลดิสรัปชัน โดยเฉพาะคู่แข่งในช่องทางออนไลน์ ที่ทุกวันนี้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ มาทำเครื่องสำอางกันเอง สำหรับช่องทางออนไลน์คาดว่าปี 2561 จะมียอดขาย 400 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขายมาจากการที่เข้าไปทำตลาดในมาร์เก็ตเพลส แอพพลิเคชัน จากปี 2560 ที่มียอดขายเกือบ 100 ล้านบาท
[caption id="attachment_246132" align="aligncenter" width="503"]
อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย[/caption]
ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 เมื่อปี 1970 มีการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้าจัดการ ทำให้ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คนชั้นกลางถูกแย่งงานโดยคอมพิวเตอร์ และลงไปทำงานระดับตํ่ากว่าระดับความรู้ความสามารถที่มีอยู่ จนมาถึงขณะนี้การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ทั้งหุ่นยนต์ และ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังจะเข้ามาแย่งงานชนชั้นล่าง ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่เข้ามาแย่งงานแม่บ้าน หรือรถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ที่เข้ามาแย่งงานคนขับรถแท็กซี่ และในเวลาเดียวกันเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้าไปแย่งงานคนชั้นบนด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การใช้หุ่นยนต์สำหรับจ่ายยา ซึ่งจะทดแทนการทำงานของกลุ่มเภสัชกร หรือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลการเงิน หรือหุ้นแทนนักวิเคราะห์
สำหรับประเทศไทยตัวเลขเศรษฐกิจโดยภาพรวมอาจดีขึ้น ตัวเลขจีดีพีเติบโต 3.8% ปี 2561 คาดว่าจะโต 4% การเกษตรเติบโตขึ้น 30% บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ กำไร 9 แสนล้านบาท ส่งออกเติบโต 18 ไตรมาสติดต่อกัน แต่หากมองไปถึงพ่อค้าแม่ค้าขายของตามตลาดนัดพบว่ายอดขายไม่ดี โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจากการเปลี่ยน แปลงเทคโนโลยี โดยโรงงานอุตสาหกรรมมีการนำหุ่นยนต์มาใช้ทดแทนแรงงาน เนื่องจากค่าแรงขั้นตํ่าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลกระทบมาถึงการกระจายรายได้ไม่เป็นธรรม โดยคนรวยของประเทศมีสัดส่วน 1% โดยครอบครองทรัพย์สิน 80% ของประเทศ นอกจากนี้ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย คนทำงานลดลง สุดท้ายคือไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนแปลงไป
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561






