
แบงก์สำรองเพิ่มรับ IFRS9
ธนาคารไทยพาณิชย์หวั่น IFRS9 บังคับใช้กระทบตั้งสำรองเพิ่ม-ลงบัญชีรับรู้รายได้เปลี่ยนยกแผง ห่วงจ่ายภาษีไม่ชัด
นางกิตติยา โตธนะเกษม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Financial Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 และเพื่อให้เป็นไปตามหลักการของคณะกรรมการ International Accounting Standards Board หรือ IASB และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารจึงเตรียมความพร้อมรองรับในเรื่องของการตั้งสำรองเพิ่มเติม โดยในปี 2560 ธนาคารได้ตั้งสำรองเผื่อเกณฑ์ดังกล่าวจำนวน 5,000 ล้านบาท
[caption id="attachment_226345" align="aligncenter" width="335"]
กิตติยา โตธนะเกษม[/caption]
“การตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมาก็เป็นส่วนหนึ่งของการลองทำเรื่อง IFRS9 ด้วย เพื่อถึงวันจริงหรือวันบังคับใช้จะไม่กระทบมาก และการที่ธปท.ประกาศให้ทราบล่วงหน้าไว้พอสมควร ทำให้ธนาคารพาณิชย์ในระบบ และไทยพาณิชย์เองได้มองไปข้างหน้า เพราะว่าการตั้งสำรองภายใต้เกณฑ์ใหม่จะต้องดูความเสี่ยงมากกว่า 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งตอนนี้เริ่มทำรายงานแบบย่อให้ธปท.ดูแล้ว คิดว่าธปท.คงนำไปดูและฟัง Feedback จากเราอีกที”
ทั้งนี้สิ่งที่หลักเกณฑ์ใหม่ IFRS9 แตกต่างจากหลักเกณฑ์เดิม IAS39 และ PIL (Possible Impaired Loan) จะเป็นเรื่องของการตั้งสำรองและการรับรู้รายได้ โดยการตั้งสำรองจากเดิมมาตรฐาน IAS39 กรณีที่เป็นลูกหนี้ปกติค้างชำระไม่เกิน 30 วัน จะต้องตั้งสำรอง 1% ของสินเชื่อ แต่ถ้าเป็นหลักเกณฑ์ใหม่ IFRS9 แม้ว่าลูกหนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของเครดิตเลย แต่ธนาคารจะต้องมองความเสี่ยงในระยะยาวเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมีการทบทวนเครดิตทุกปี
และหากเกิน 30-90 วัน จะถูกจัดชั้นเป็นหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ธนาคารจะต้องตั้งสำรอง 2% แต่มาตรฐานใหม่ จะต้องคำนวณในกรณีที่ลูกหนี้เคยปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้สภาพการเงินเปลี่ยนแปลงไป โดยวิเคราะห์ในระยะยาวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากเดิมเคยตั้งสำรอง 2% อาจจะเพิ่มเป็น 100% เทียบเท่ากับหนี้เอ็นพีแอลก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ทราบ หรือการคำนวณจากอะไรบ้าง และในกรณีที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จะต้องตั้งสำรอง 100% แม้ว่าเกณฑ์ใหม่จะไม่กระทบมากเพราะตั้งสำรอง 100% แต่จะมีเรื่องของมูลค่าหลักประกันที่อาจจะลดลง เสื่อมค่าลง
ส่วนผลต่อการลงบัญชีรับรู้รายได้ จะแบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ 1.การรับรู้รายได้จากดอกเบี้ย ที่ธนาคารจะต้องมาถัวเฉลี่ยว่าดอกเบี้ยจริงอยู่ที่เท่าไร และลงบัญชีเป็นรายได้ทันที และ 2.การรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมปัจจุบันธนาคารจะรับรู้รายได้ ณ วันนั้น หรือวันที่ทำสัญญากับลูกค้าเลย แต่ต่อไปตามมาตรฐานใหม่จะต้องทยอยการรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียม
แม้ว่าผลจากการลงบัญชีรับรู้รายได้แบบใหม่นั้น จะช่วยทำให้ธนาคารทราบสถานะทางบัญชีและสถานะจากการดำเนินงานในปัจจุบันได้ดีขึ้น แต่สิ่งที่กังวลจะเป็นเรื่องของการจ่ายภาษีจากการบันทึกรายได้แบบใหม่ เพราะการรับรู้รายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปจะมีผลต่อการจ่ายภาษี เนื่องจากเกณฑ์ใหม่ต้องรับรู้รายได้เลย ทำให้การจ่ายภาษีต้องเกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561
นางกิตติยา โตธนะเกษม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Financial Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 และเพื่อให้เป็นไปตามหลักการของคณะกรรมการ International Accounting Standards Board หรือ IASB และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารจึงเตรียมความพร้อมรองรับในเรื่องของการตั้งสำรองเพิ่มเติม โดยในปี 2560 ธนาคารได้ตั้งสำรองเผื่อเกณฑ์ดังกล่าวจำนวน 5,000 ล้านบาท
[caption id="attachment_226345" align="aligncenter" width="335"]
“การตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมาก็เป็นส่วนหนึ่งของการลองทำเรื่อง IFRS9 ด้วย เพื่อถึงวันจริงหรือวันบังคับใช้จะไม่กระทบมาก และการที่ธปท.ประกาศให้ทราบล่วงหน้าไว้พอสมควร ทำให้ธนาคารพาณิชย์ในระบบ และไทยพาณิชย์เองได้มองไปข้างหน้า เพราะว่าการตั้งสำรองภายใต้เกณฑ์ใหม่จะต้องดูความเสี่ยงมากกว่า 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งตอนนี้เริ่มทำรายงานแบบย่อให้ธปท.ดูแล้ว คิดว่าธปท.คงนำไปดูและฟัง Feedback จากเราอีกที”
ทั้งนี้สิ่งที่หลักเกณฑ์ใหม่ IFRS9 แตกต่างจากหลักเกณฑ์เดิม IAS39 และ PIL (Possible Impaired Loan) จะเป็นเรื่องของการตั้งสำรองและการรับรู้รายได้ โดยการตั้งสำรองจากเดิมมาตรฐาน IAS39 กรณีที่เป็นลูกหนี้ปกติค้างชำระไม่เกิน 30 วัน จะต้องตั้งสำรอง 1% ของสินเชื่อ แต่ถ้าเป็นหลักเกณฑ์ใหม่ IFRS9 แม้ว่าลูกหนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของเครดิตเลย แต่ธนาคารจะต้องมองความเสี่ยงในระยะยาวเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมีการทบทวนเครดิตทุกปี
และหากเกิน 30-90 วัน จะถูกจัดชั้นเป็นหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ธนาคารจะต้องตั้งสำรอง 2% แต่มาตรฐานใหม่ จะต้องคำนวณในกรณีที่ลูกหนี้เคยปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้สภาพการเงินเปลี่ยนแปลงไป โดยวิเคราะห์ในระยะยาวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากเดิมเคยตั้งสำรอง 2% อาจจะเพิ่มเป็น 100% เทียบเท่ากับหนี้เอ็นพีแอลก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้อาจจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ทราบ หรือการคำนวณจากอะไรบ้าง และในกรณีที่ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จะต้องตั้งสำรอง 100% แม้ว่าเกณฑ์ใหม่จะไม่กระทบมากเพราะตั้งสำรอง 100% แต่จะมีเรื่องของมูลค่าหลักประกันที่อาจจะลดลง เสื่อมค่าลง
แม้ว่าผลจากการลงบัญชีรับรู้รายได้แบบใหม่นั้น จะช่วยทำให้ธนาคารทราบสถานะทางบัญชีและสถานะจากการดำเนินงานในปัจจุบันได้ดีขึ้น แต่สิ่งที่กังวลจะเป็นเรื่องของการจ่ายภาษีจากการบันทึกรายได้แบบใหม่ เพราะการรับรู้รายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปจะมีผลต่อการจ่ายภาษี เนื่องจากเกณฑ์ใหม่ต้องรับรู้รายได้เลย ทำให้การจ่ายภาษีต้องเกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561






