
OUTLOOK ‘ท่องเที่ยว’ ปีจอ
เปิดศักราชปี 2561 ภาคการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีนี้ จะมีเรื่องใดอยู่ในกระแสบ้าง “ฐานเศรษฐกิจ” ได้จับประเด็นที่น่าสนใจมานำเสนอ
++ปั๊มรายได้3ล้านล้าน
ปิดฉากท่องเที่ยวปี 2560 กับการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 35 ล้านบาท จีนแชมป์เดินทางเที่ยวไทยสูงสุดเฉียด 10 ล้านคน ตามมาด้วยมาเลเซีย 3.30 ล้านคน เกาหลีใต้ 1.71 ล้านคน ลาว 1.61 ล้านคน ญี่ปุ่น 1.57 ล้านคน ทั้งเป็นปีแรกที่มีนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา 1 ล้านคน
ทั้งยังคาดว่าจะมีรายได้ตามเป้าหมาย 2.77 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากต่างชาติราว 1.8 ล้านล้านบาท และไทยเที่ยวไทยราว 9.6 แสนล้านบาท กว่า 70% ของรายจ่ายด้านการท่องเที่ยวเป็นเรื่องของค่าที่พัก ราว 7.12 แสนล้านบาท ค่าซื้อสินค้า/ของที่ระลึก ราว 6.7 แสนล้านบาท ค่าอาหาร/เครื่องดื่ม 5.8 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ภาคการท่องเที่ยวยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของจีดีพี มีรายได้จากภาษีทางตรงและอ้อมราว 4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.05% มีแรงงานในภาคท่องเที่ยวกว่า 4.4 ล้านคน คิดเป็น 11.7% ของจำนวนแรงงานทั้งหมดของประเทศ มีการลงทุนในภาคการท่องเที่ยวอยู่ที่ราว 1 แสนล้านบาทในปี 2560 คิดเป็นเพียง 2-3% ของการลงทุนทั้งประ เทศที่ภาพใหญ่อยู่ 3 ล้านล้านบาท
เป้าหมายการท่องเที่ยวปี 2561 ตั้งเป้าจะขับเคลื่อนรายได้รวมจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ราว 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เป็นรายได้จากต่างชาติ 2 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยบวกจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก, อุปสงค์การท่องเที่ยว โลกที่ขยายตัวสูงขึ้น การขยายตัวของธุรกิจการบินหลักไทยถูกปลดธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ICAO แต่ไทยก็ยังมีข้อจำกัดด้านหลุมจอดในสนามบินหลักที่มีจำกัด และไทยเที่ยวไทย 1 ล้านล้านบาท จากปัจจัยการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และการขยายตัวของการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค
++บูมเที่ยวเมืองรอง
โจทย์ใหญ่ในการพัฒนาการท่องเที่ยวในปี 2561 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ดีมานด์การขยายตัวของนักท่องเที่ยวเพราะเติบโตต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กำลังมุ่งดำเนินการ คือ การพัฒนาในเรื่องของซัพพลาย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน อย่างการขยายศักยภาพของสนามบินทั่วประเทศ สร้างโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนต่างๆ การซ่อมสร้างแหล่งท่องเที่ยว เพื่อก้าวให้ทันกับการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว และหนึ่งในเรื่องหลักที่จะเห็นชัดเจนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว คือ การแก้ปัญหาการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว เน้นกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง และเน้นการท่องเที่ยวโดยชุมชน
มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง 55 จังหวัดตลอดทั้งปี 2561 (ตารางประกอบ) จะ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ลดปัญหาความเหลื่อมลํ้า
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ต้องเตรียมความพร้อมของเมืองรอง ไปพร้อมกับการมาตรการทางการตลาดเสริมให้คนเข้าเมืองรองมากขึ้น ซึ่งการจะกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในเมืองรองเหล่านี้ได้ผลมากน้อยขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่เป็นสำคัญ โดยการพิจารณา 55 เมืองรองนี้ คัดเลือกจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ราว 3.5 ล้านคน และหักเมืองปริมณฑลออกไป
++หวัง JV ‘MRO’ อู่ตะเภา
ใกล้ความเป็นจริงขึ้นมาอีกก้าว สำหรับการผลักดันโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (MRO : Maintenance, Repair and Operation) หนึ่งในบิ๊กโปรเจ็กต์มหานครการบินตามนโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลต้อง การคิกออฟให้เกิดรูปธรรมที่ล่าสุดทั้งการบินไทยและแอร์บัส ได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือเพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจของโครงการดังกล่าว (CA:Cooperation Agreement) เพื่อเตรียมนำไปสู่การร่วมลงทุนระหว่างกัน (JV Agreement) โดยมี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี จี้ให้ทุกฝ่ายเร่งดำเนินการ และได้วางไทม์ไลน์ให้เร่งผลักดันให้เกิดการร่วมลงทุนภายในไตรมาสแรกของปีหน้า
โดยต้องการปักธงให้เป็นเวิลด์ คลาส MRO อันดับ 1 ของโลก ซึ่งการลงทุนในโครงการนี้อยู่ที่ราว 1.03-1.1 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นรัฐบาลโดยกองทัพเรือ (ทร.) จะลงทุนสิ่งปลูกสร้างและงานโยธา เช่น อาคาร ถนน นํ้า มูลค่าการลงทุนราว 6-7 พันล้านบาท ส่วนการบินไทยและแอร์บัส จะร่วมลงทุนงานระบบ เครื่องจักร และอุปกรณ์ มูลค่าการลงทุนราว 4 พันล้านบาท โดยจ่ายค่าเช่าให้ทร. 3% ของเงินลงทุนในส่วนที่ภาครัฐลงทุนไป รวมถึงการจ่ายรายได้จากการดำเนินงานในอัตรา 1% ของรายได้ที่เกิดขึ้น โดยรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการนี้ได้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาอนุมัติต่อไป ซึ่งเดินคู่ขนานไปกับกระบวนการ PPP หากได้รับอนุมัติก็สามารถลงนามร่วมทุนได้
++ลุ้น มี.ค. FAA อัพเกรดไทย
แม้ไทยจะปลดธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ICAO) สำเร็จ แต่ในปี 2561 ยังต้องลุ้นการปลดล็อกปัญหา ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2558 จากการถูกสำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) ดาวน์เกรดมาตรฐานการบินของไทยจากเดิมที่อยู่ในประเภทที่ 1 (Category 1) หมายถึงได้มาตรฐานของICAO ในการออกใบอนุญาตและทำการกำกับดูแลสายการบิน มาอยู่ในประเภทที่ 2 (Category 2) คือ ไม่ได้มาตรฐานของ ICAO ส่งผลต่อสายการบินของไทยบินเข้าสหรัฐอเมริกาไม่ได้
นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่าข้อบกพร่องที่ FAA ติงกว่า 40 ข้อ กว่า 70% เป็นข้อบกพร่องที่ ICAO ติติงไว้ ซึ่งเมื่อเราแก้ปัญหาธงแดงได้ หลายข้อก็ถือว่าได้แก้ไขไปแล้ว เหลือแก้ไขอีกราว 30% โดยเฉพาะเรื่องที่กพท.ต้องทบทวนการออกใบอนุญาตนักบินให้กับสายการบินต่างๆ รวมกว่า 5 พันคนใหม่ ซึ่งได้เริ่มทำไปบางส่วนแล้ว และจะใช้วิธีมอบอำนาจให้นักบินเข้ามาช่วยกพท.ในการตรวจสอบนักบิน ช่วยลดเวลาออกใบอนุญาตนักบินจาก 5 ปีเหลือราว 1 ปีครึ่ง คาดว่าภายในเดือนมีนาคม 2561 ตั้งเป้าว่า FAA น่าจะยกระดับไทยมาสู่ Category 1 เหมือนเดิม และรองรับแผนการเปิดจุดบินสู่สหรัฐอเมริกาของการบินไทย
++ทอท.ประมูลดิวตี้ฟรี-รีเทล
อีกโครงการที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจดิวตี้ฟรีและรีเทล คือ “การเปิดประมูลดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ” ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท. ในราวเดือนมีนาคม 2561 เพื่อหาผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาดำเนินการแทน “คิงเพาเวอร์” ที่จะหมดสัญญาในปี 2563 ทั้งนี้การประมูลรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้น จัดว่าเป็นการเปิดสัมปทานครั้งใหญ่ ในรอบ 10 ปี ทั้งยังมีพื้นที่มากกว่าทุกครั้งอีกด้วย เพราะกินพื้นที่กว่า 5.3 หมื่นตร.ม. เพราะ รวมพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ในอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 2 ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ด้วยนั่นเอง
ทั้งนี้การเปิดประมูลจะแยกเป็น 2 สัญญา ได้แก่ 1. สัญญาการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ (รีเทล) 3.4 หมื่นตร.ม. ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่หมดสัญญา 2 หมื่นตร.ม. รวม 2 พื้นที่ใหม่ในอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 พื้นที่ 4 พัน ตร.ม. และอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 พื้นที่ 1 หมื่นตร.ม. และ 2.สัญญาดิวตี้ ฟรี 1.9 หมื่นตร.ม. ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่หมดสัญญา 1.1 หมื่นตร.ม. รวม 2 พื้นที่ใหม่ในอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ราว 3 พันตร.ม. และอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ราว 5 พันตร.ม.
นอกจากนี้ทอท.ยังจะมีการแยกพื้นที่การให้บริการจุดส่งมอบสินค้าดิวตี้ฟรี (Pick Up Counter) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกมาเปิดประมูลเป็นอีกสัญญาหนึ่ง ซึ่งจะเปิดประมูลในปี 2562 เพื่อให้ผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีในเมืองได้ใช้พื้นที่ร่วมกัน (Common Use) เหมือนกับที่ดำเนินการอยู่แล้วที่สนามบินภูเก็ต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561
ปิดฉากท่องเที่ยวปี 2560 กับการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 35 ล้านบาท จีนแชมป์เดินทางเที่ยวไทยสูงสุดเฉียด 10 ล้านคน ตามมาด้วยมาเลเซีย 3.30 ล้านคน เกาหลีใต้ 1.71 ล้านคน ลาว 1.61 ล้านคน ญี่ปุ่น 1.57 ล้านคน ทั้งเป็นปีแรกที่มีนักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา 1 ล้านคน
ทั้งยังคาดว่าจะมีรายได้ตามเป้าหมาย 2.77 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากต่างชาติราว 1.8 ล้านล้านบาท และไทยเที่ยวไทยราว 9.6 แสนล้านบาท กว่า 70% ของรายจ่ายด้านการท่องเที่ยวเป็นเรื่องของค่าที่พัก ราว 7.12 แสนล้านบาท ค่าซื้อสินค้า/ของที่ระลึก ราว 6.7 แสนล้านบาท ค่าอาหาร/เครื่องดื่ม 5.8 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ภาคการท่องเที่ยวยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของจีดีพี มีรายได้จากภาษีทางตรงและอ้อมราว 4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.05% มีแรงงานในภาคท่องเที่ยวกว่า 4.4 ล้านคน คิดเป็น 11.7% ของจำนวนแรงงานทั้งหมดของประเทศ มีการลงทุนในภาคการท่องเที่ยวอยู่ที่ราว 1 แสนล้านบาทในปี 2560 คิดเป็นเพียง 2-3% ของการลงทุนทั้งประ เทศที่ภาพใหญ่อยู่ 3 ล้านล้านบาท
เป้าหมายการท่องเที่ยวปี 2561 ตั้งเป้าจะขับเคลื่อนรายได้รวมจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ราว 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เป็นรายได้จากต่างชาติ 2 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยบวกจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลก, อุปสงค์การท่องเที่ยว โลกที่ขยายตัวสูงขึ้น การขยายตัวของธุรกิจการบินหลักไทยถูกปลดธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ICAO แต่ไทยก็ยังมีข้อจำกัดด้านหลุมจอดในสนามบินหลักที่มีจำกัด และไทยเที่ยวไทย 1 ล้านล้านบาท จากปัจจัยการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และการขยายตัวของการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค
โจทย์ใหญ่ในการพัฒนาการท่องเที่ยวในปี 2561 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ดีมานด์การขยายตัวของนักท่องเที่ยวเพราะเติบโตต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กำลังมุ่งดำเนินการ คือ การพัฒนาในเรื่องของซัพพลาย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน อย่างการขยายศักยภาพของสนามบินทั่วประเทศ สร้างโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนต่างๆ การซ่อมสร้างแหล่งท่องเที่ยว เพื่อก้าวให้ทันกับการขยายตัวด้านการท่องเที่ยว และหนึ่งในเรื่องหลักที่จะเห็นชัดเจนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว คือ การแก้ปัญหาการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยว เน้นกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง และเน้นการท่องเที่ยวโดยชุมชน
มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง 55 จังหวัดตลอดทั้งปี 2561 (ตารางประกอบ) จะ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ลดปัญหาความเหลื่อมลํ้า
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ต้องเตรียมความพร้อมของเมืองรอง ไปพร้อมกับการมาตรการทางการตลาดเสริมให้คนเข้าเมืองรองมากขึ้น ซึ่งการจะกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในเมืองรองเหล่านี้ได้ผลมากน้อยขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่เป็นสำคัญ โดยการพิจารณา 55 เมืองรองนี้ คัดเลือกจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ราว 3.5 ล้านคน และหักเมืองปริมณฑลออกไป
ใกล้ความเป็นจริงขึ้นมาอีกก้าว สำหรับการผลักดันโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (MRO : Maintenance, Repair and Operation) หนึ่งในบิ๊กโปรเจ็กต์มหานครการบินตามนโยบายระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลต้อง การคิกออฟให้เกิดรูปธรรมที่ล่าสุดทั้งการบินไทยและแอร์บัส ได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือเพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจของโครงการดังกล่าว (CA:Cooperation Agreement) เพื่อเตรียมนำไปสู่การร่วมลงทุนระหว่างกัน (JV Agreement) โดยมี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี จี้ให้ทุกฝ่ายเร่งดำเนินการ และได้วางไทม์ไลน์ให้เร่งผลักดันให้เกิดการร่วมลงทุนภายในไตรมาสแรกของปีหน้า
โดยต้องการปักธงให้เป็นเวิลด์ คลาส MRO อันดับ 1 ของโลก ซึ่งการลงทุนในโครงการนี้อยู่ที่ราว 1.03-1.1 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นรัฐบาลโดยกองทัพเรือ (ทร.) จะลงทุนสิ่งปลูกสร้างและงานโยธา เช่น อาคาร ถนน นํ้า มูลค่าการลงทุนราว 6-7 พันล้านบาท ส่วนการบินไทยและแอร์บัส จะร่วมลงทุนงานระบบ เครื่องจักร และอุปกรณ์ มูลค่าการลงทุนราว 4 พันล้านบาท โดยจ่ายค่าเช่าให้ทร. 3% ของเงินลงทุนในส่วนที่ภาครัฐลงทุนไป รวมถึงการจ่ายรายได้จากการดำเนินงานในอัตรา 1% ของรายได้ที่เกิดขึ้น โดยรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการนี้ได้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาอนุมัติต่อไป ซึ่งเดินคู่ขนานไปกับกระบวนการ PPP หากได้รับอนุมัติก็สามารถลงนามร่วมทุนได้
แม้ไทยจะปลดธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ICAO) สำเร็จ แต่ในปี 2561 ยังต้องลุ้นการปลดล็อกปัญหา ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2558 จากการถูกสำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) ดาวน์เกรดมาตรฐานการบินของไทยจากเดิมที่อยู่ในประเภทที่ 1 (Category 1) หมายถึงได้มาตรฐานของICAO ในการออกใบอนุญาตและทำการกำกับดูแลสายการบิน มาอยู่ในประเภทที่ 2 (Category 2) คือ ไม่ได้มาตรฐานของ ICAO ส่งผลต่อสายการบินของไทยบินเข้าสหรัฐอเมริกาไม่ได้
นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่าข้อบกพร่องที่ FAA ติงกว่า 40 ข้อ กว่า 70% เป็นข้อบกพร่องที่ ICAO ติติงไว้ ซึ่งเมื่อเราแก้ปัญหาธงแดงได้ หลายข้อก็ถือว่าได้แก้ไขไปแล้ว เหลือแก้ไขอีกราว 30% โดยเฉพาะเรื่องที่กพท.ต้องทบทวนการออกใบอนุญาตนักบินให้กับสายการบินต่างๆ รวมกว่า 5 พันคนใหม่ ซึ่งได้เริ่มทำไปบางส่วนแล้ว และจะใช้วิธีมอบอำนาจให้นักบินเข้ามาช่วยกพท.ในการตรวจสอบนักบิน ช่วยลดเวลาออกใบอนุญาตนักบินจาก 5 ปีเหลือราว 1 ปีครึ่ง คาดว่าภายในเดือนมีนาคม 2561 ตั้งเป้าว่า FAA น่าจะยกระดับไทยมาสู่ Category 1 เหมือนเดิม และรองรับแผนการเปิดจุดบินสู่สหรัฐอเมริกาของการบินไทย
อีกโครงการที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจดิวตี้ฟรีและรีเทล คือ “การเปิดประมูลดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ” ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท. ในราวเดือนมีนาคม 2561 เพื่อหาผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาดำเนินการแทน “คิงเพาเวอร์” ที่จะหมดสัญญาในปี 2563 ทั้งนี้การประมูลรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้น จัดว่าเป็นการเปิดสัมปทานครั้งใหญ่ ในรอบ 10 ปี ทั้งยังมีพื้นที่มากกว่าทุกครั้งอีกด้วย เพราะกินพื้นที่กว่า 5.3 หมื่นตร.ม. เพราะ รวมพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ในอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 2 ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ด้วยนั่นเอง
ทั้งนี้การเปิดประมูลจะแยกเป็น 2 สัญญา ได้แก่ 1. สัญญาการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ (รีเทล) 3.4 หมื่นตร.ม. ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่หมดสัญญา 2 หมื่นตร.ม. รวม 2 พื้นที่ใหม่ในอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 พื้นที่ 4 พัน ตร.ม. และอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 พื้นที่ 1 หมื่นตร.ม. และ 2.สัญญาดิวตี้ ฟรี 1.9 หมื่นตร.ม. ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่หมดสัญญา 1.1 หมื่นตร.ม. รวม 2 พื้นที่ใหม่ในอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ราว 3 พันตร.ม. และอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ราว 5 พันตร.ม.
นอกจากนี้ทอท.ยังจะมีการแยกพื้นที่การให้บริการจุดส่งมอบสินค้าดิวตี้ฟรี (Pick Up Counter) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ออกมาเปิดประมูลเป็นอีกสัญญาหนึ่ง ซึ่งจะเปิดประมูลในปี 2562 เพื่อให้ผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีในเมืองได้ใช้พื้นที่ร่วมกัน (Common Use) เหมือนกับที่ดำเนินการอยู่แล้วที่สนามบินภูเก็ต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561






