
'รถยนต์' จะกลายเป็นแค่ อุปกรณ์ IT
ในอนาคต รถยนต์ที่เราๆท่านๆใช้อยู่ในปัจจุบัน อาจจะกลายเป็นเพียง “กล้องฟิล์มโกดัก” “มือถือโนเกียระบบซิมเบียน” การขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เสียงดัง ปล่อยมลพิษ หรือฟังเพลงจากธัมไดรฟ์ (เสียบช่องUSB)ถูกมองว่าตกเทรนด์ ผิดยุค ไม่ตอบสนองการใช้งานในสังคมดิจิตอล
...ในความเป็นจริงสถานการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่าจะมาเร็วขนาดไหน
ในยุคที่เทคโนโลยี 4.0 รุกคืบ ไล่ฆ่าธุรกิจที่ไม่ปรับตัว อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของโลก มีบริษัทหรือธุรกิจเกี่ยวเนื่องมากมาย กับยอดขายรถยนต์ทั่วโลกเกือบ 90 ล้านคันต่อปี กำลังจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด
โดยบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ต่างแท็กทีมหาความร่วมมือ(หวังลดต้นทุน) ศึกษาระบบขับเคลื่อนใหม่ๆ พร้อมฟีเจอร์และระบบปฏิบัติการที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ ส่วนหนึ่งเพื่อเป้าหมายพัฒนาสู่การเป็นรถอัจฉริยะ ซึ่งทางผ่านของเทคโนโลยี ย่อมมีผลผลิตที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หรือทยอยใส่ในรถยนต์ที่ทำตลาดให้สอดคล้องกับภูมิภาคนั้นๆ
“สมาร์ทคาร์” ในอุดมคติครอบคลุมถึงระบบขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความอัจฉริยะในการเชื่อมต่อข้อมูล พร้อมช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ และมุ่งสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกันบนความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมเมือง รูปแบบการสัญจร พื้นที่จอดรถจำกัดและพฤติ กรรมของผู้บริโภคที่ปรับตามเทคโนโลยีลํ้าสมัย ยังส่งผลถึงการถือครองรถยนต์และรูปแบบการใช้งานที่เปลี่ยนไป
“คาร์แชริ่ง” ระบบแบ่งปันการใช้รถ หรือคล้ายๆการเช่ารถรูปแบบใหม่ ผ่านแพลตฟอร์มบนสมาร์ทโฟนช่วยอำนวยความสะดวกทั้งการจอง ชำระเงิน ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ กำลังเป็นโมเดลธุรกิจที่ขยายตัวมากขึ้นในยุโรป
การเติบโตของ “คาร์แชริ่ง” สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่คำนึงถึงความสะดวกสบายและเป้าหมายปลายทางเป็นหลัก ดังนั้นการซื้อ-ขายรถยนต์ในรูปแบบเดิมๆ ด้วยหวังครอบครองและความภูมิใจในการเป็นเจ้าของรถยนต์ด้วยนํ้าพักนํ้าแรงสักหนึ่งคัน สำหรับบางคนกำลังจะมีความสำคัญน้อยกว่าภาระในการผ่อนจ่ายรายเดือน ค่าประกันรายปี ค่าจอด ค่าเชื้อเพลิง และค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง
ทั้งระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติ การเชื่อมต่อระหว่างรถกับอินเตอร์เน็ต และคาร์แชริ่ง กำลังเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งหมายรวมถึงบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน ดีลเลอร์(โชว์รูม-ศูนย์บริการ) กำลังพบกับความท้าทายสำคัญจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีนี้ และการเกิดขึ้นของคู่แข่งหน้าใหม่ที่ไม่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้
ในส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รัฐบาลวางโรดแมปส่งเสริมการลงทุนเพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เตรียมความพร้อมสู่การทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีเช่นกัน
นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ประเทศตกขบวนเทคโนโลยี โดยสนับสนุนให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ปรับการผลิตสู่เทคโนโลยีใหม่
“ถ้าเป็น 10 ปีที่แล้ว คำตอบของอุตสาหกรรมยานยนต์คือสนับสนุนอีโคคาร์ ที่สมรรถนะเพียงพอต่อการใช้งาน ประหยัดนํ้ามัน และปล่อยไอเสียตํ่า แต่ถึงวันนี้เราต้องมองไปข้างหน้า จึงต้องพิจารณาว่าพลังงานรูปแบบใดเป็นสากลและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งคำตอบก็คือ “มอเตอร์ไฟฟ้า” เหนืออื่นใดหากพิจารณาสถานการณ์ของอังกฤษและอเมริกา ยังพบว่าจำนวนคนรุ่นใหม่ทำใบขับขี่น้อยลง สะท้อนถึงความต้องการเป็นเจ้าของและรูปแบบการเดินทาง ประเด็นนี้ประเทศไทยต้องจับตาเพราะเป็นฐานการผลิตใหญ่”นายณัฐพล กล่าว
สำหรับเมืองไทยอาจจะยังเห็นภาพไม่ชัดกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีนี้ แต่ในยุคข้อมูลข่าวสารที่เข้าถึงกันอย่างรวดเร็ว ช่วยให้รัฐบาล บริษัทเอกชน และผู้บริโภคตื่นตัวพร้อมรับมือ หรือบางส่วนก็มองเป็นโอกาสในการทำธุรกิจแล้ว
อย่างไรก็ตาม มีรายงานที่น่าสนใจระบุว่า รถยนต์กำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์ใหม่สำหรับการพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างรถยนต์กับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ดังนั้นภายในปี 2563 จำนวน 90% ของรถยนต์จะมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และจะเป็นองค์ประกอบหลักของการแพร่ขยายของยุค Internet of Things(IoT) เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
จากข้อมูลนี้ เห็นชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญต่อการติดต่อสื่อที่รวดเร็วและตลอดเวลา ไม่น้อยไปกว่าวิธีการเดินทางด้วยพาหนะที่สะดวกสบาย
ดังนั้นในอนาคตรถยนต์หนึ่งคัน จะไม่ทำหน้าที่เพียงนำพาผู้ใช้จากจุด “เอ”ไปสู่จุด “บี-ซี-ดี” เท่านั้น แต่ต้องเป็น“สมาร์ทโฟน” เชื่อมต่อการสื่อสารกับโลกภายนอกได้ตลอดเวลา พร้อมความฉลาดรอบด้าน ทั้งบริหารจัดการพลังงาน ช่วยอำนวยความสะดวก และเสริมความปลอดภัย โดยที่คนขับอาจะซื้อเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561
...ในความเป็นจริงสถานการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่าจะมาเร็วขนาดไหน
ในยุคที่เทคโนโลยี 4.0 รุกคืบ ไล่ฆ่าธุรกิจที่ไม่ปรับตัว อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ถือเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของโลก มีบริษัทหรือธุรกิจเกี่ยวเนื่องมากมาย กับยอดขายรถยนต์ทั่วโลกเกือบ 90 ล้านคันต่อปี กำลังจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด
โดยบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ต่างแท็กทีมหาความร่วมมือ(หวังลดต้นทุน) ศึกษาระบบขับเคลื่อนใหม่ๆ พร้อมฟีเจอร์และระบบปฏิบัติการที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ ส่วนหนึ่งเพื่อเป้าหมายพัฒนาสู่การเป็นรถอัจฉริยะ ซึ่งทางผ่านของเทคโนโลยี ย่อมมีผลผลิตที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หรือทยอยใส่ในรถยนต์ที่ทำตลาดให้สอดคล้องกับภูมิภาคนั้นๆ
“สมาร์ทคาร์” ในอุดมคติครอบคลุมถึงระบบขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความอัจฉริยะในการเชื่อมต่อข้อมูล พร้อมช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ และมุ่งสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกันบนความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมเมือง รูปแบบการสัญจร พื้นที่จอดรถจำกัดและพฤติ กรรมของผู้บริโภคที่ปรับตามเทคโนโลยีลํ้าสมัย ยังส่งผลถึงการถือครองรถยนต์และรูปแบบการใช้งานที่เปลี่ยนไป
“คาร์แชริ่ง” ระบบแบ่งปันการใช้รถ หรือคล้ายๆการเช่ารถรูปแบบใหม่ ผ่านแพลตฟอร์มบนสมาร์ทโฟนช่วยอำนวยความสะดวกทั้งการจอง ชำระเงิน ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ กำลังเป็นโมเดลธุรกิจที่ขยายตัวมากขึ้นในยุโรป
ทั้งระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติ การเชื่อมต่อระหว่างรถกับอินเตอร์เน็ต และคาร์แชริ่ง กำลังเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งหมายรวมถึงบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน ดีลเลอร์(โชว์รูม-ศูนย์บริการ) กำลังพบกับความท้าทายสำคัญจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีนี้ และการเกิดขึ้นของคู่แข่งหน้าใหม่ที่ไม่เคยอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้
ในส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รัฐบาลวางโรดแมปส่งเสริมการลงทุนเพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เตรียมความพร้อมสู่การทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีเช่นกัน
นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ประเทศตกขบวนเทคโนโลยี โดยสนับสนุนให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ปรับการผลิตสู่เทคโนโลยีใหม่
“ถ้าเป็น 10 ปีที่แล้ว คำตอบของอุตสาหกรรมยานยนต์คือสนับสนุนอีโคคาร์ ที่สมรรถนะเพียงพอต่อการใช้งาน ประหยัดนํ้ามัน และปล่อยไอเสียตํ่า แต่ถึงวันนี้เราต้องมองไปข้างหน้า จึงต้องพิจารณาว่าพลังงานรูปแบบใดเป็นสากลและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งคำตอบก็คือ “มอเตอร์ไฟฟ้า” เหนืออื่นใดหากพิจารณาสถานการณ์ของอังกฤษและอเมริกา ยังพบว่าจำนวนคนรุ่นใหม่ทำใบขับขี่น้อยลง สะท้อนถึงความต้องการเป็นเจ้าของและรูปแบบการเดินทาง ประเด็นนี้ประเทศไทยต้องจับตาเพราะเป็นฐานการผลิตใหญ่”นายณัฐพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม มีรายงานที่น่าสนใจระบุว่า รถยนต์กำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์ใหม่สำหรับการพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างรถยนต์กับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ดังนั้นภายในปี 2563 จำนวน 90% ของรถยนต์จะมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และจะเป็นองค์ประกอบหลักของการแพร่ขยายของยุค Internet of Things(IoT) เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
จากข้อมูลนี้ เห็นชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญต่อการติดต่อสื่อที่รวดเร็วและตลอดเวลา ไม่น้อยไปกว่าวิธีการเดินทางด้วยพาหนะที่สะดวกสบาย
ดังนั้นในอนาคตรถยนต์หนึ่งคัน จะไม่ทำหน้าที่เพียงนำพาผู้ใช้จากจุด “เอ”ไปสู่จุด “บี-ซี-ดี” เท่านั้น แต่ต้องเป็น“สมาร์ทโฟน” เชื่อมต่อการสื่อสารกับโลกภายนอกได้ตลอดเวลา พร้อมความฉลาดรอบด้าน ทั้งบริหารจัดการพลังงาน ช่วยอำนวยความสะดวก และเสริมความปลอดภัย โดยที่คนขับอาจะซื้อเป็นเจ้าของหรือไม่ก็ได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561






