thansettakij
thansettakij
กลุ่มเหล็กมั่นใจปี 61 ราคาขยับ อานิสงส์โปรเจ็กต์รัฐดันความต้องการใช้โต

กลุ่มเหล็กมั่นใจปี 61 ราคาขยับ อานิสงส์โปรเจ็กต์รัฐดันความต้องการใช้โต

16 ธ.ค. 60 | 13:22 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ธ.ค. 60 | 07:24 น.
“มิลล์คอน สตีล” แย้มรายได้ปี 61 โตอย่างมีนัยสำคัญ หลังดันเหล็กเกรดพิเศษออกสู่ตลาด รองรับผู้ผลิตรถยนต์ค่ายญี่ปุ่นได้ทุกค่าย ขณะที่ยอดขายปีนี้เข็นได้ตามเป้าเติบโตราว 2 หมื่นล้านบาทต่อปี ได้อานิสงส์โค้งสุดท้าย หลังจีนลดกำลังผลิตดีดราคาเหล็กสูงขึ้น

นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด(มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในปี 2561 บริษัทและบริษัทในเครือจะมีรายได้รวมเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจะเป็นปีที่เหล็กเกรดพิเศษออกสู่ตลาดได้แล้ว เข้ามารองรับการผลิตยานยนต์จากค่ายญี่ปุ่นทุกค่ายที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย โดยผลิตเหล็กเกรดพิเศษตัวหลัก เช่น 1. เหล็กที่ประกอบในยางรถยนต์หรือ TYRECORD 2. เหล็กสปริงสำหรับทำนอต และสกรู ใช้ในชิ้นส่วนรถยนต์ มียอดการผลิตเหล็กรวมทุกชนิดเต็มเพดานที่ 1.4 ล้านตัน (รวมกำลังผลิตที่เมียนมา 9 หมื่นตันต่อปี) โดยกำลังผลิตดังกล่าวผลิตได้จริงสัดส่วน 70%

[caption id="attachment_241209" align="aligncenter" width="335"] สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด(มหาชน) สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด(มหาชน)[/caption]

ทั้งนี้โดยภาพรวมการเติบโตครั้งนี้ จะเกิดจากที่ปี 2561 เป็นปีที่มีปัจจัยบวกเข้ามาหลายด้านโดยเฉพาะภาพรวมความมั่นใจเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก นโยบายอีอีซี ที่จะทำให้เกิดการก่อสร้างท่าเรือ ถนน โรงงานในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมไปถึงโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆตามแผนของรัฐบาล เช่น โครงการรถไฟรางคู่ เฉพาะรถไฟไทย-จีนจะใช้เหล็กเส้นประมาณ 5 แสนตัน ผู้ผลิตเหล็กไทยก็จะได้รับประโยชน์ด้วย และที่สำคัญมีการคาดการณ์แล้วว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์แนวโน้มการผลิตปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงราคาต่อตันปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ราคาร่วงลงต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามปี 2560 คาดว่า จะมียอดขายรวมเติบโต 10% เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ หรือมียอดขายรวมทั้งสิ้นราว 20,000 ล้านบาทต่อปี แม้ว่าความต้องการใช้เหล็กยังไม่โตตามที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังโชคดีในช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้ที่จีนลดกำลังผลิตเหล็กลงราว 100 ล้านตัน ส่งผลบวกต่อราคาเหล็กที่ขยับตัวสูงขึ้น และมีปริมาณเหล็กจากจีนออกมาตีตลาดอาเซียนลดลง

บาร์ไลน์ฐาน นายสิทธิชัย กล่าวอีกว่า เมื่อกลางปีนี้บริษัทปรับกลยุทธ์ขององค์กรใหม่ เดิมเติบโตจากการผลิตเหล็กโครงสร้าง ต่อไปจะมีเหล็กเกรดพิเศษมากขึ้นและองค์ประกอบต่างๆ เช่น โลจิสติกส์ และอะไรที่เสริมสร้างรายได้ รวมถึงสินค้าสำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรมมากขึ้น นำหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตมากขึ้น

ด้านนายวินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด กล่าวว่า ปี 2561 ความเสี่ยงในอุตสาหกรรมเหล็กน่าจะน้อยกว่าที่ผ่านมาเพราะเวลานี้ยังมองว่าผู้ประกอบการไทยค่อนข้างได้เปรียบอยู่ในเรื่องระยะเวลาการผลิต และการขนส่ง ถ้าราคาเหล็กสวิง ลูกค้าก็ต้องการที่จะซื้อเหล็กในประเทศอยู่แล้ว เพราะราคาถูกกว่าซื้อจากจีน

[caption id="attachment_241211" align="aligncenter" width="335"] วินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด วินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด[/caption]

“ปีหน้าถ้าราคาสวิงก็ไม่น่าจะเยอะ เพราะเหล็กจากจีนหายไป 100 ล้านตัน ขณะเดียวกันไพร์ม ประกันความเสี่ยงเรื่องราคาไว้ โดยจับมือกับพันธมิตรคู่ค้านอกเหนือจากผู้ถือหุ้นด้วย โดยพยายามหาคู่ค้าที่มีการซื้อขายกันทุกเดือน ซื้อเป็นเงินสด ไม่ใช่เครดิตแบบในอดีต จะเห็นว่าก่อนปี 2540 ให้เครดิตกัน 6 เดือน-1 ปีธุรกิจถึงพัง พอเจอวิกฤติต้มยำกุ้งเลยน็อกกันเป็นแถว เราเป็นโรงงานก็ต้องการให้มีการผลิตทุกเดือน ต้องการโวลุ่ม เพราะเรามีฟิกซ์คอสต์ค่อนข้างชัดเจน ถ้าผลิตไม่ถึงเป้าก็ขาดทุน ซึ่งโรงงานไพร์ม สตีล ลงทุนไม่มาก ดังนั้นถ้าผลิตได้ 50-60% ก็ถือว่าคืนทุนแล้ว และเราได้ผู้ถือหุ้นมาช่วยซื้อด้วย ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ”

อย่างไรก็ตามเวลานี้คนที่ทำอุตสาหกรรมเหล็กควรมองว่าจะพัฒนาต่อไปอย่างไร เพราะราคามันมีขึ้น-ลงทุกปี ถ้ายังทำอุตสาหกรรมเหล็กอยู่ได้จนถึงขณะนี้แสดงว่ามีภูมิต้านทานเพียงพอแล้ว มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีพอ คนที่รับมือไม่ได้ก็หายไปหมดแล้ว นายวินท์ กล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,322 วันที่ 14 - 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว