thansettakij
thansettakij
ผู้ค้าหนุนก.ม.พันธุ์พืชฉบับใหม่ ดันตลาดเมล็ดพันธุ์2หมื่นล.โต

ผู้ค้าหนุนก.ม.พันธุ์พืชฉบับใหม่ ดันตลาดเมล็ดพันธุ์2หมื่นล.โต

25 ต.ค. 60 | 06:29 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ต.ค. 60 | 13:29 น.
ปมร้อนต่อเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ ...ที่จะปรับปรุงแก้ไขเพื่อนำมาใช้ทดแทนพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับปี 2542 ที่กรมวิชาการเกษตรระบุวัตถุประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานตามหลักสากลคืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่(อนุสัญญา UPOV 1991 ) ซึ่งขณะนี้ยังมีข้อถกเถียงกันในหลายประเด็น เฉพาะอย่างยิ่งมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย)ชี้ว่าเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.นี้เอื้อประโยชน์ให้กับบรรษัทเมล็ดพันธุ์เพิ่มการผูกขาดพันธุ์พืช และเปิดช่องให้มีการลงโทษเกษตรกรที่เก็บรักษาพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้มีข้อโต้แย้งไปแล้วใน 9 ประเด็น และล่าสุดกรมได้ขยายเวลาการรับฟังความเห็นออกไปอีก 1 เดือนจากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 20 ตุลาคมนี้

**ค้าเมล็ดพันธุ์เชียร์พ.ร.บ.ใหม่
ดร.ชัยฤกษ์ สงวนทรัพยากร นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยหนึ่งในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าในมุมมองของสมาคมซึ่งมีสมาชิกราว 50 ราย เป็นผู้ประกอบการด้านการวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ ด้านการนำเข้า-ส่งออกเมล็ดพันธ์ ด้านการตลาดและร้านค้าเมล็ดพันธุ์ (มีร้านค้าในเครือข่ายรวมกันกว่า 400 
ร้านค้า) ขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. ... ฉบับร่างแก้ไขปรับปรุงใหม่โดยกรมวิชาการเกษตร เพราะมองว่ามีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนนักปรับปรุงพันธุ์พืชทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรหัวก้าวหน้าให้มีแรงจูงใจและกำลังใจในการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ซึ่งนักปรับปรุงพันธุ์พืชเหล่านี้ควรได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ เปรียบเสมือนผู้แต่งเพลงควรได้รับผลตอบแทนจากผู้ซื้อลิขสิทธิ์ไปตลอด เพื่อเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ไม่เช่นนั้นนักปรับปรุงพันธุ์เหล่านี้จะไปอยู่ภายใต้บริษัทหมด

[caption id="attachment_221872" align="aligncenter" width="503"] ดร.ชัยฤกษ์ สงวนทรัพยากร ดร.ชัยฤกษ์ สงวนทรัพยากร[/caption]

“ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ห้ามหรือจำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บพันธุ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ และถึงแม้จะเป็นพันธุ์พืชที่ได้รับอนุมัติจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่ ตาม พ.ร.บ.นี้ เกษตรกรก็มีสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในรุ่นต่อๆ ไปได้ ซึ่งสอด คล้องกับอนุสัญญา UPOV ที่เกษตรกรสามารถเก็บพันธุ์ไว้ใช้เองเท่าที่จำเป็นต้องใช้ หรือที่เรียกว่า Home Save Seed แต่หากมีการพัฒนาพันธุ์เช่นมีพันธุ์ข้าวที่ดีออกมาแล้วบริษัทใหญ่นำไปจ้างเครือข่ายชาวนาปลูกและขยายพันธุ์ต่อในหลายจังหวัดลักษณะนี้ไม่เห็นด้วย ขณะที่เรื่องการผูกขาดเมล็ดพันธุ์เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในประเทศไทย เพราะพันธุ์พืชชนิดเดียวกันกับพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการอนุมัติจาก พ.ร.บ.นี้มีอีกมากมาย เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพันธุ์พืชใหม่”

ส่วนความเห็นการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV ซึ่งหากไทยจะเข้าเป็นภาคีสมาชิกก็ต้องมี
กฎหมายแม่หรือกฎหมายหลักที่มีมาตรฐานสอดคล้องกัน การเป็นสมาชิกของ UPOV จะทำให้พันธุ์พืชที่ไทยพัฒนาขึ้นแล้วส่งไปจำหน่ายในประเทศสมาชิก UPOV (72 ประเทศ)ได้รับการคุ้มครอง แต่หากไทยไม่ได้เป็นสมาชิกก็จะไม่ได้รับการคุ้มครอง รวมถึงประเทศในอาเซียนที่เป็นตลาดใหญ่เมล็ดพันธุ์พืชไทยหากเพื่อนบ้านเป็นสมาชิก UPOV แต่ไทยไม่ได้เป็น พันธุ์พืชที่ส่งออกไปเขาจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างอิสระ

**ตลาด 2 หมื่นล.แข่งเดือด
ดร.ชัยฤกษ์ ยังฉายภาพรวมตลาดการค้าเมล็ดพันธุ์ในไทยว่า มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท แยกเป็นตลาดในประเทศราว 1.5 หมื่นล้านบาท และเป็น การส่งออกประมาณปีละกว่า 5,000 ล้านบาท สถิติล่าสุดในปี 2559 ไทยมีการส่งออกเมล็ดพันธุ์ควบคุม(เมล็ดพันธุ์ที่ทางราชการต้องควบคุมพิเศษทั้งในด้านคุณภาพ ความบริสุทธิ์ และอัตราการงอก) ในพืช 40 ชนิด มูลค่า 5,551 ล้านบาท โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าวโพด มะเขือเทศ แตงโม พริก และแตงกว่า มูลค่า 1,722, 745, 708, 602 และ 298 ล้านบาทตามลำดับ

ขณะที่ตลาดในประเทศ 1.5 หมื่นล้านบาทจะรวมเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้ามาด้วย โดยในปี 2559 ไทยมีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ควบคุมในพืช 42 ชนิด มูลค่า 923 ล้านบาท โดย 5 อันดับแรกได้แก่ เมล็ดพันธุ์ผักชี กะหลํ่าปลี ปาล์มนํ้ามัน แตงร้าน และข้าวโพด มูลค่า 98, 94, 92, 43 และ 42 ล้านบาทตามลำดับ

“ตลาดส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชที่สำคัญของไทยคืออาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV รวมถึงอินโดนีเซีย แต่ล่าสุดอินโดฯกีดกันห้ามนำเข้า ส่วนเวียดนามมูลค่าเริ่มลดลง เพราะเราไม่มีพันธุ์พืชตัดแต่งทางพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ให้เขา ขณะที่กำลังมีตลาดใหม่ๆ เช่นแอฟริกา ส่วนตลาดนำเข้าเมล็ดพันธุ์พืชของไทยส่วนใหญ่นำเข้าจากสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นพืชเมืองหนาวตระกูลกะหลํ่า พริก มะเขือเทศที่เป็นคุณภาพสูงในกลุ่มผักสลัด ตลาดเมล็ดพันธุ์พืชในไทยมีการแข่งขันสูง ทำให้ราคาถูกบีบ ดังนั้นจึงเน้นเรื่องคุณภาพเป็นหลัก”

แบนเนอร์ชั่วโมงฐานเศรษฐกิจ01 **5พันล.ในมือเอกชน
สำหรับตลาดพันธุ์พืชในประเทศ 1.5 หมื่นล้านบาท (ไม่รวมส่งออก) ส่วนใหญ่อยู่ในมือของบริษัทเอกชนไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะอยู่ในมือของกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มสหกรณ์ และราชการ โดยตลาดเมล็ดพันธุ์ใหญ่สุดที่อยู่ในมือของเอกชนคือเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดมูลค่า ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนี้เกษตรกรสามารถนำไปปลูกและจำหน่ายให้โรงงานอาหารสัตว์ ให้กับอุตสาหกรรมอาหาร และอื่นๆ และจากอาหารสัตว์ไปสู่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์และการจำหน่ายสินค้าด้านปศุสัตว์ ตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายนํ้าสามารถสร้างมูลค่าได้กว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี

“ตัวเลขนำเข้าเมล็ดพันธุ์ยังไม่รวมอีกกลุ่มหนึ่งคือ การนำเข้าเมล็ดพันธุ์เข้ามาเพื่อส่งออกต่อ (Re-
Export) เช่นในแต่ละปีไทยมีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์คะน้าประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งใช้ในประเทศ 
และอีกส่วนหนึ่งส่งออกต่อประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ ณ ปัจจุบันเราเป็นศูนย์กลางหรือเป็นฮับด้านเมล็ดพันธุ์ของอาเซียนกลายๆ อยู่แล้ว”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,307 วันที่ 22 - 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว