
เงินร้อนไหลเข้ายาว2ปี เก็งกำไรบอนด์สั้น ‘สมชัย’คาดกนง.ตรึงดอกเบี้ย
4 ปัจจัยหนุนต่างชาติเก็งกำไรพันธบัตรระยะสั้น“บาทแข็ง-ไทยเกินดุลการค้า-เศรษฐกิจนิ่ง-เงินเฟ้อตํ่า” ห่วงผู้ส่งออกกระทบ 2 เด้ง ชี้แนวโน้มเงินไหลเข้ายันปี 2562 แนะคลังใช้มาตรการทางภาษี-ตั้งกองทุนมั่งคั่งช่วยอีกทาง
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า การเก็งกำไรค่าเงินบาทนั้น ส่วนหนึ่งยังเป็นผลพวงมาจากสัญญาณของการออกไปลงทุนในกองทุนและหลักทรัพย์ต่างประเทศ(FIF) โดยตั้งแต่ต้นปีเม็ดเงินก้อนนี้มีขนาดใหญ่กว่าเงินทุนต่างชาติที่มาซื้อสินทรัพย์ในไทยประมาณ 50%
ประกอบกับทุกกองทุนที่คนไทยออกไปลงทุน ทางกองทุนจะซื้อเงินบาทล่วงหน้าจากการป้องกันความเสี่ยงจากเงินบาทแข็งค่าเป็นสัดส่วนที่มากขึ้น ดังนั้นแม้จะมีเงินไหลออกไปลงทุนใน FIF แต่การที่นักลงทุนคาดว่าเงินบาทจะแข็งทำให้ส่วนใหญ่ทำการ Hedge ทำให้เงินบาทยิ่งแข็ง แถมต้นทุนในการซื้อเงินบาทล่วงหน้าแพงขึ้น ซึ่งสะท้อนจากการลงทุนระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา Swap Point ติดลบเกือบ 10 สตางค์ ซึ่งกระทบผู้ส่งออก 2 เด้งคือ ต้นทุนในการเฮดจ์แพง และ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า
[caption id="attachment_213093" align="aligncenter" width="313"]
นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี[/caption]
สำหรับแนวทางรับมือเงินร้อนสิ่งที่ภาครัฐและธปท. ทำได้คือการสนับสนุนให้ออกไปลงทุนโดยตรงต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่แนวโน้มจะมีเงินทุนไหลเข้าโดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะเข้ามาในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) อย่างไรก็ตามช่วงปลายปีอาจจะเห็นเฟดปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจช่วยบาทอ่อนค่าลงมาได้บ้าง
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าพฤติกรรมเก็งกำไรส่วนใหญ่ยังมีเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรระยะสั้นที่มีอายุตํ่ากว่า 1 ปี ส่วนหนึ่งมาจากไทยมีแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะทยอยระดมทุนเป็นพันธบัตรระยะยาว ทำให้ซัพพลายในตลาดมากพออยู่แล้วตรงกันข้ามกับพันธบัตรระยะสั้นที่มีซัพพลายไม่มากจึงเป็นเป้าจูงใจนักลงทุน
ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยสะท้อนการเติบโตต่อเนื่อง ทั้งภาคส่งออกและท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดีและไทยยังมีกำไรจากการค้าค่อนข้างมาก ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับตํ่า เหล่านี้เป็นปัจจัยในสายตานักลงทุนมองว่าไม่มีความเสี่ยงจะขาดทุน แต่มีโอกาสทำกำไร และไม่เห็นโอกาสที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่ากลับแรงๆ
“ไทยยังมีความเสี่ยงตํ่า ส่วนโอกาสที่เงินทุนไหลเข้าจะกลับทิศนั้นขึ้นอยู่กับธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)จะขึ้นดอกเบี้ยปลายปีนี้แล้ว จะส่งผลต่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯออกมาดีหรือไม่ ส่วนตัวยังมองว่ากว่าจะเห็นเงินไหลออกอย่างน้อยเฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรืออยู่ที่อัตรา 2% ต่อปีควบคู่การลดขนาดงบดุล ซึ่งตลาดในภูมิภาคเอเชียยังดีถึงปี 2562 จึงจะเริ่มเห็นเงินทุนไหลออก”
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สายบริหารความเสี่ยง สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า รอบนี้เป็นการเก็งกำไรเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งยังคงเห็นเงินทุนไหลเข้ามาตลาดพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งนักลงทุนมองไทยเป็นที่ที่ปลอดภัย
ส่วนแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายหากตลาดไม่ตอบรับท่าทีเฟดทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุล แน่นอนว่าเงินทุนไหลเข้ายังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะเตรียมรับมือเงินร้อนอย่างไร
โดยส่วนตัวมองว่าธปท.สามารถใช้เครื่องให้ครบทุกด้าน แต่แนวทางลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นใช่จะเป็นปัจจัยเดียวที่จะดูแลค่าเงินบาท อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยหลักดึงดูดเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไร แต่ระยะถัดไปจับตา 2 ปัจจัยคือ เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม และ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะเดินหน้าลดภาษีนิติบุคคลเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนหรือไม่ จุดนี้จะเห็นเงินบาทพลิกจากแข็งเป็นอ่อนค่าและโอกาสเงินไหลออก
ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินนั้นธปท.ยังสามารถเลือกใช้เครื่องมือดูแลอัตราแลกเปลี่ยนได้อีก และทางการคลังอาจพิจารณามาตรการทางภาษี และตอนนี้ไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะพิจารณานำเงินดอลลาร์จากทุนสำรองฯบางส่วนแยกออกมาตั้งเป็นกองทุนมั่งคั่ง
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังต้องการให้ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงก็เพื่อกระตุ้นให้การเข้าสู่ new normal ของเศรษฐกิจไทยทำได้เร็วขึ้น เพื่อเสริมกับนโยบายการคลังที่ถือว่าได้ทำไปเยอะแล้ว จนทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้และมีแนวโน้มที่ดี ขณะที่การส่งออกก็ดีขึ้น
“เชื่อว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในวันที่ 27 กันยายนนี้ จะไม่ลดดอกเบี้ยลงเช่นกัน ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะในส่วนของนโยบายการคลังจะเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,300 วันที่ 28 - 30 กันยายน พ.ศ. 2560
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า การเก็งกำไรค่าเงินบาทนั้น ส่วนหนึ่งยังเป็นผลพวงมาจากสัญญาณของการออกไปลงทุนในกองทุนและหลักทรัพย์ต่างประเทศ(FIF) โดยตั้งแต่ต้นปีเม็ดเงินก้อนนี้มีขนาดใหญ่กว่าเงินทุนต่างชาติที่มาซื้อสินทรัพย์ในไทยประมาณ 50%
ประกอบกับทุกกองทุนที่คนไทยออกไปลงทุน ทางกองทุนจะซื้อเงินบาทล่วงหน้าจากการป้องกันความเสี่ยงจากเงินบาทแข็งค่าเป็นสัดส่วนที่มากขึ้น ดังนั้นแม้จะมีเงินไหลออกไปลงทุนใน FIF แต่การที่นักลงทุนคาดว่าเงินบาทจะแข็งทำให้ส่วนใหญ่ทำการ Hedge ทำให้เงินบาทยิ่งแข็ง แถมต้นทุนในการซื้อเงินบาทล่วงหน้าแพงขึ้น ซึ่งสะท้อนจากการลงทุนระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา Swap Point ติดลบเกือบ 10 สตางค์ ซึ่งกระทบผู้ส่งออก 2 เด้งคือ ต้นทุนในการเฮดจ์แพง และ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า
[caption id="attachment_213093" align="aligncenter" width="313"]
สำหรับแนวทางรับมือเงินร้อนสิ่งที่ภาครัฐและธปท. ทำได้คือการสนับสนุนให้ออกไปลงทุนโดยตรงต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่แนวโน้มจะมีเงินทุนไหลเข้าโดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะเข้ามาในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(อีอีซี) อย่างไรก็ตามช่วงปลายปีอาจจะเห็นเฟดปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจช่วยบาทอ่อนค่าลงมาได้บ้าง
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าพฤติกรรมเก็งกำไรส่วนใหญ่ยังมีเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรระยะสั้นที่มีอายุตํ่ากว่า 1 ปี ส่วนหนึ่งมาจากไทยมีแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะทยอยระดมทุนเป็นพันธบัตรระยะยาว ทำให้ซัพพลายในตลาดมากพออยู่แล้วตรงกันข้ามกับพันธบัตรระยะสั้นที่มีซัพพลายไม่มากจึงเป็นเป้าจูงใจนักลงทุน
ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยสะท้อนการเติบโตต่อเนื่อง ทั้งภาคส่งออกและท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดีและไทยยังมีกำไรจากการค้าค่อนข้างมาก ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับตํ่า เหล่านี้เป็นปัจจัยในสายตานักลงทุนมองว่าไม่มีความเสี่ยงจะขาดทุน แต่มีโอกาสทำกำไร และไม่เห็นโอกาสที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่ากลับแรงๆ
“ไทยยังมีความเสี่ยงตํ่า ส่วนโอกาสที่เงินทุนไหลเข้าจะกลับทิศนั้นขึ้นอยู่กับธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)จะขึ้นดอกเบี้ยปลายปีนี้แล้ว จะส่งผลต่อบอนด์ยีลด์สหรัฐฯออกมาดีหรือไม่ ส่วนตัวยังมองว่ากว่าจะเห็นเงินไหลออกอย่างน้อยเฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรืออยู่ที่อัตรา 2% ต่อปีควบคู่การลดขนาดงบดุล ซึ่งตลาดในภูมิภาคเอเชียยังดีถึงปี 2562 จึงจะเริ่มเห็นเงินทุนไหลออก”
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สายบริหารความเสี่ยง สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า รอบนี้เป็นการเก็งกำไรเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งยังคงเห็นเงินทุนไหลเข้ามาตลาดพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งนักลงทุนมองไทยเป็นที่ที่ปลอดภัย
ส่วนแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายหากตลาดไม่ตอบรับท่าทีเฟดทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุล แน่นอนว่าเงินทุนไหลเข้ายังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะเตรียมรับมือเงินร้อนอย่างไร
โดยส่วนตัวมองว่าธปท.สามารถใช้เครื่องให้ครบทุกด้าน แต่แนวทางลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นใช่จะเป็นปัจจัยเดียวที่จะดูแลค่าเงินบาท อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยหลักดึงดูดเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไร แต่ระยะถัดไปจับตา 2 ปัจจัยคือ เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม และ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะเดินหน้าลดภาษีนิติบุคคลเพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนหรือไม่ จุดนี้จะเห็นเงินบาทพลิกจากแข็งเป็นอ่อนค่าและโอกาสเงินไหลออก
ส่วนการดำเนินนโยบายการเงินนั้นธปท.ยังสามารถเลือกใช้เครื่องมือดูแลอัตราแลกเปลี่ยนได้อีก และทางการคลังอาจพิจารณามาตรการทางภาษี และตอนนี้ไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะพิจารณานำเงินดอลลาร์จากทุนสำรองฯบางส่วนแยกออกมาตั้งเป็นกองทุนมั่งคั่ง
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังต้องการให้ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงก็เพื่อกระตุ้นให้การเข้าสู่ new normal ของเศรษฐกิจไทยทำได้เร็วขึ้น เพื่อเสริมกับนโยบายการคลังที่ถือว่าได้ทำไปเยอะแล้ว จนทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้และมีแนวโน้มที่ดี ขณะที่การส่งออกก็ดีขึ้น
“เชื่อว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ในวันที่ 27 กันยายนนี้ จะไม่ลดดอกเบี้ยลงเช่นกัน ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะในส่วนของนโยบายการคลังจะเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,300 วันที่ 28 - 30 กันยายน พ.ศ. 2560






