
ยืมมือ ‘คลัง’ พยุงค่าบาท
ธปท.ยืมมือคลังอุ้มค่าเงินบาท วอนกลาโหม-ราชการ-รัฐวิสาหกิจ เร่งจ่ายค่าสินค้านับหมื่นล้านดอลลาร์ภายในตุลาคมนี้ “อมรเทพ” เตือนแบงก์ชาติรับมือเงินไหลเข้าอีกชุดใหญ่ หากที่ประชุมเฟด 20 กันยายนส่งสัญญาณปรับลดงบดุลไม่ชัด
เงินทุนต่างประเทศ ที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีเข้ามาแล้วกว่า 2.95 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในเดือนกันยายนที่ไหลเข้ามาแล้วกว่า 107,970 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระทบต่อการส่งออก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก
นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้ขอความร่วมมือกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานราชการ เมื่อเริ่มต้นปีงบประมาณ 2561 ที่มีค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่หลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯโดยเฉพาะงบประมาณจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของทหาร และงบซื้อเครื่องจักรของรัฐวิสาหกิจ ให้เร่งมีการใช้จ่ายเงินในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้มีเงินทุนไหลออก ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท
“ตลาดไทยค่อนข้างเล็ก ขนาดไม่ใหญ่เท่ากับสิงคโปร์ เมื่อเงินไหลเข้าออก ค่าเงินจึงเปลี่ยน แปลงเร็ว ซึ่งธปท.เอง มาบอกกะทันหัน หน่วยงานบางแห่งอาจจะเตรียมไม่ทันในงบประมาณนี้ ก็เลยขอให้เริ่มงบประมาณปีหน้าไปเลย” นายสุวิชญ กล่าว
นายสุวิชญ กล่าวว่า เงินทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยจำนวนมากนั้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทั้งอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพ รวมถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสูง จากก่อนหน้านั้นที่เงินทุนเคยไหลกลับไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก เพราะคาดหวังกับนโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ เงินทุนจึงไหลกลับมาลงทุนในประเทศที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
วานนี้ (15 กันยายน) ค่าเงินบาท เคลื่อนไหว 33.06-33.07 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากวันก่อนหน้าที่เคลื่อนไหว 33.12-33.14 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)กำหนดประชุมพิจารณาดอกเบี้ยในวันที่ 19-20 กันยายน 2560 ส่วนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประชุมในสัปดาห์ถัดไปวันที่ 27 กันยายน 2560
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สายบริหารความเสี่ยง สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ตลาดจับตาเวทีการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) วันที่ 19-20 กันยายน 2560 หากเฟดส่งสัญญาณหรือวิธีการปรับลดงบดุลออกมาแล้วตลาดตอบรับ แนวโน้มอาจทำให้สกุลเงิน ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้บ้าง แต่หากตลาดไม่ตอบรับท่าทีเฟดแน่ นอนว่าเงินทุนไหลเข้ายังคงมีอยู่
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับธปท.จะเตรียมรับมือเงินร้อนอย่างไร โดยส่วนตัวคาดว่าธปท.ยังสามารถใช้เครื่องให้ครบทุกด้าน แม้จะไม่เห็นด้วยแนวทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่ธปท.ยังมีเครื่องมือดูแลอัตราแลกเปลี่ยนได้อีก
อย่างไรก็ตามมาตรการเดิมที่ธปท.เคยใช้เมื่อเร็วๆ นี้โดยการลดวงเงินการออกพันธบัตรเดือนละ 10,000 ล้านบาท เหลือ 30,000 ล้านบาท ยังใช้ไม่ได้ผล ทำให้เพียงส่งสัญญาณให้ตลาดเท่านั้น ขณะที่ตลาดยังมีความต้องการจึงเข้าซื้อพันธบัตรต่อเนื่อง
“คลังกับแบงก์ชาติต้องคุยกันในรายละเอียดมากขึ้น เพราะคลังสามารถใช้เครื่องมือเชิงสัญลักษณ์มาช่วยบ้าง จริงๆตอนนี้ไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะพิจารณานำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสำรองฯดังกล่าวแยกออกมาตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และแบงก์ชาติยังมีเครื่องมืออื่นนอกเหนือจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย”
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดยังคาดการเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง เห็นได้จากไทยอยู่ในสภาวะเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลการค้า
ประกอบกับที่ผ่านมาคนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะการออกไปลงทุนในกองทุนหรือหลักทรัพย์ต่างประเทศ (FIF) คนไทยถือสินทรัพย์ต่างประเทศมากกว่าต่างประเทศเข้ามาถือสินทรัพย์ในไทยกว่า 50% แต่การออกไปลงทุนใน FIF ส่วนใหญ่มีการซื้อความเสี่ยงทุกกอง ดังนั้นแม้จะมีเงินไหลออกแต่ไม่ช่วยกดบาทให้อ่อนค่า
“นักลงทุนเก็งกำไรว่าเงินบาทจะแข็งค่า ซึ่งทุกกองทุนที่คนไทยออกไปลงทุนจะ Fully Hedge ซื้อบาทล่วงหน้าทั้งนั้น ไม่ช่วยให้บาทอ่อน และช่วง 8-9 เดือน จะเห็น Swap Point บาทดอลลาร์ ลดลงมา 8 สตางค์ยิ่งกระทบผู้ส่งออก”
สำหรับแนวทางรับมือเงินร้อนนั้น สิ่งที่ธปท.ยังไม่ทำคือการสนับสนุนให้ออกไปลงทุนโดยตรงต่างประเทศมากขึ้น แต่การเปิดเงินไหลออกยังเป็นประเด็นความเหมาะสม ขณะที่แนวโน้มจะมีเงินทุนไหลเข้าโดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะเข้ามาในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แต่ช่วงปลายปีอาจจะเห็นเฟดปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจช่วยบาทอ่อนค่าลงมาได้บ้าง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,297 วันที่ 17 - 20 กันยายน พ.ศ. 2560
เงินทุนต่างประเทศ ที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีเข้ามาแล้วกว่า 2.95 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในเดือนกันยายนที่ไหลเข้ามาแล้วกว่า 107,970 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระทบต่อการส่งออก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก
นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผย“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้ขอความร่วมมือกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานราชการ เมื่อเริ่มต้นปีงบประมาณ 2561 ที่มีค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่หลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯโดยเฉพาะงบประมาณจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของทหาร และงบซื้อเครื่องจักรของรัฐวิสาหกิจ ให้เร่งมีการใช้จ่ายเงินในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้มีเงินทุนไหลออก ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท
“ตลาดไทยค่อนข้างเล็ก ขนาดไม่ใหญ่เท่ากับสิงคโปร์ เมื่อเงินไหลเข้าออก ค่าเงินจึงเปลี่ยน แปลงเร็ว ซึ่งธปท.เอง มาบอกกะทันหัน หน่วยงานบางแห่งอาจจะเตรียมไม่ทันในงบประมาณนี้ ก็เลยขอให้เริ่มงบประมาณปีหน้าไปเลย” นายสุวิชญ กล่าว
นายสุวิชญ กล่าวว่า เงินทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยจำนวนมากนั้น เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทั้งอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพ รวมถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสูง จากก่อนหน้านั้นที่เงินทุนเคยไหลกลับไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก เพราะคาดหวังกับนโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ เงินทุนจึงไหลกลับมาลงทุนในประเทศที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
วานนี้ (15 กันยายน) ค่าเงินบาท เคลื่อนไหว 33.06-33.07 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากวันก่อนหน้าที่เคลื่อนไหว 33.12-33.14 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)กำหนดประชุมพิจารณาดอกเบี้ยในวันที่ 19-20 กันยายน 2560 ส่วนคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประชุมในสัปดาห์ถัดไปวันที่ 27 กันยายน 2560
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สายบริหารความเสี่ยง สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ตลาดจับตาเวทีการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) วันที่ 19-20 กันยายน 2560 หากเฟดส่งสัญญาณหรือวิธีการปรับลดงบดุลออกมาแล้วตลาดตอบรับ แนวโน้มอาจทำให้สกุลเงิน ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้บ้าง แต่หากตลาดไม่ตอบรับท่าทีเฟดแน่ นอนว่าเงินทุนไหลเข้ายังคงมีอยู่
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับธปท.จะเตรียมรับมือเงินร้อนอย่างไร โดยส่วนตัวคาดว่าธปท.ยังสามารถใช้เครื่องให้ครบทุกด้าน แม้จะไม่เห็นด้วยแนวทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่ธปท.ยังมีเครื่องมือดูแลอัตราแลกเปลี่ยนได้อีก
อย่างไรก็ตามมาตรการเดิมที่ธปท.เคยใช้เมื่อเร็วๆ นี้โดยการลดวงเงินการออกพันธบัตรเดือนละ 10,000 ล้านบาท เหลือ 30,000 ล้านบาท ยังใช้ไม่ได้ผล ทำให้เพียงส่งสัญญาณให้ตลาดเท่านั้น ขณะที่ตลาดยังมีความต้องการจึงเข้าซื้อพันธบัตรต่อเนื่อง
“คลังกับแบงก์ชาติต้องคุยกันในรายละเอียดมากขึ้น เพราะคลังสามารถใช้เครื่องมือเชิงสัญลักษณ์มาช่วยบ้าง จริงๆตอนนี้ไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเฉียด 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะพิจารณานำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสำรองฯดังกล่าวแยกออกมาตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และแบงก์ชาติยังมีเครื่องมืออื่นนอกเหนือจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย”
นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดยังคาดการเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง เห็นได้จากไทยอยู่ในสภาวะเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลการค้า
ประกอบกับที่ผ่านมาคนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะการออกไปลงทุนในกองทุนหรือหลักทรัพย์ต่างประเทศ (FIF) คนไทยถือสินทรัพย์ต่างประเทศมากกว่าต่างประเทศเข้ามาถือสินทรัพย์ในไทยกว่า 50% แต่การออกไปลงทุนใน FIF ส่วนใหญ่มีการซื้อความเสี่ยงทุกกอง ดังนั้นแม้จะมีเงินไหลออกแต่ไม่ช่วยกดบาทให้อ่อนค่า
“นักลงทุนเก็งกำไรว่าเงินบาทจะแข็งค่า ซึ่งทุกกองทุนที่คนไทยออกไปลงทุนจะ Fully Hedge ซื้อบาทล่วงหน้าทั้งนั้น ไม่ช่วยให้บาทอ่อน และช่วง 8-9 เดือน จะเห็น Swap Point บาทดอลลาร์ ลดลงมา 8 สตางค์ยิ่งกระทบผู้ส่งออก”
สำหรับแนวทางรับมือเงินร้อนนั้น สิ่งที่ธปท.ยังไม่ทำคือการสนับสนุนให้ออกไปลงทุนโดยตรงต่างประเทศมากขึ้น แต่การเปิดเงินไหลออกยังเป็นประเด็นความเหมาะสม ขณะที่แนวโน้มจะมีเงินทุนไหลเข้าโดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะเข้ามาในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) แต่ช่วงปลายปีอาจจะเห็นเฟดปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจช่วยบาทอ่อนค่าลงมาได้บ้าง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,297 วันที่ 17 - 20 กันยายน พ.ศ. 2560






