
ธสน.รุกแอฟริกา-อินเดีย ฟันธง5-10ปีสินค้าเอสเอ็มอีไทยบูมแน่
ธสน.เดินแผนเปิดสาขาในประเทศแอฟริกาปี 62 สนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าไปทำธุรกิจ หลังพบมีต้นทุนทางการเงินแพงจากบริการโบรกเกอร์ต่างชาติ พร้อมเล็งเปิดต่อที่อินเดีย เชื่ออีก 5-10 ปีตลาดโตแทนที่ CLMV
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) หรือ ธสน.เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแผนการดำเนินงานในระยะข้างหน้าว่า ธสน. เตรียมเปิดสาขาให้บริการที่ประเทศแอฟริกาในปี 2562 เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศดังกล่าว หลังจากที่ได้ทำการศึกษาถึงแนวทางความเป็นไปได้ รวมถึงความต้องการของเอสเอ็มอี และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต
ทั้งนี้เดิมทีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าไปทำธุรกิจในแอฟริกาจะต้องพึ่งพา หรือใช้บริการตัวแทนจากสถาบันการเงินของต่างประเทศ มีต้นทุนสูง ธสน. จึงมองว่าหากสามารถเข้าไปเปิดให้บริการได้โดยตรงก็น่าจะสนับสนุนธุรกิจของเอสเอ็มอีได้อย่างมาก โดยเชื่อว่าการดำเนินงานดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ทั้งเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการขนาดใหญ่ด้วย ซึ่งจากการศึกษาพบว่าประเทศดังกล่าวในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้าจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจโดยสินค้าที่แอฟริกาต้องการจากไทย คือสินค้าอุปโภคบริโภค, สินค้าเกษตร, อะไหล่เครื่องจักร, เครื่องจักรกล และอะไหล่รถยนต์ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ธสน. ยังเตรียมที่จะไปเปิดสาขาให้บริการในประเทศอินเดียด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกับประเทศแอฟริกา ส่วนอินเดียเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะทำประเทศให้เป็นฐานการผลิตของโลกในระยะต่อไป สินค้าที่อินเดียมีแนวโน้มเติบโตขึ้น คือ กลุ่มปิโตรเคมี, สินค้ากึ่งวัตถุดิบ, เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ของประเทศ
“กลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตไปอีก 5-10 ปี หลังจากนั้นแอฟริกาจะเริ่มเติบโต เพราะจีนได้เข้าไปปูทางเอาไว้ โดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานไว้ให้”
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับเอสเอ็มอี และให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ของ ธสน. ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการทำประกันความเสี่ยงทางด้านการส่งออก ดังนั้นในปี 2561 ธสน. จึงมีแผนที่จะเปิดให้บริการการรับทำประกันฯผ่านช่องทางออนไลน์ โดยคาดว่าจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.กลุ่มที่มีข้อมูลชัดเจนในฐานข้อมูล ซึ่งจะสามารถตอบกลับและเปิดการรับประกันฯให้ได้ทันทีในอีก 1 วันที่ยื่นคำขอเข้ามา เช่น การส่งออกไปยังสหรัฐ อเมริกา หรือญี่ปุ่น เป็นต้น และ 2.กลุ่มที่ไม่มีฐานข้อมูล โดย ธสน. อาจจะต้องขอเวลา 14 วันในการตรวจสอบข้อมูล
“การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวนี้จะเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า และการขยายฐานลูกค้าของ ธสน. ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น”
นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ปัจจุบัน ธสน. มีฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดกลางที่ทำธุรกิจส่งออกอยู่ประมาณ 50-60% ของฐานลูกค้าทั้งหมด โดยแผนการดำเนินงานในอนาคตจะมุ่งเน้นการสนับสนุนกลุ่มที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ เนื่องจากรูปแบบของธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปจากการส่งสินค้าไปขายที่ประเทศนั้นเพียงอย่างเดียวเป็นการเข้าไปลงทุนเพื่อผลิตสินค้าขายในประเทศนั้น ๆ
สำหรับทางด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของ ธสน. ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 3.6% และกำลังจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% แต่ก็ถือว่าเป็นระดับที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความเสี่ยงที่ยังรับได้ โดยแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของ NPL มาจากการที่ตลาดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเกิดภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่อยอดออร์เดอร์สินค้า
“ขณะนี้ ธสน. ก็เร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่โดนผิดนัดชำระค่าสินค้าอย่างรุนแรง หรือขาดสภาพคล่อง ธสน. ก็จะคอยเข้าไปสนับสนุน โดยขณะนี้ก็เริ่มบังคับผู้ประกอบการหลายรายทำประกันฯ เพื่อเป็นการปกป้องผู้ประกอบการ”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,294 วันที่ 7 - 9 กันยายน พ.ศ. 2560
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) หรือ ธสน.เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแผนการดำเนินงานในระยะข้างหน้าว่า ธสน. เตรียมเปิดสาขาให้บริการที่ประเทศแอฟริกาในปี 2562 เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศดังกล่าว หลังจากที่ได้ทำการศึกษาถึงแนวทางความเป็นไปได้ รวมถึงความต้องการของเอสเอ็มอี และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต
อย่างไรก็ดี ธสน. ยังเตรียมที่จะไปเปิดสาขาให้บริการในประเทศอินเดียด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกับประเทศแอฟริกา ส่วนอินเดียเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะทำประเทศให้เป็นฐานการผลิตของโลกในระยะต่อไป สินค้าที่อินเดียมีแนวโน้มเติบโตขึ้น คือ กลุ่มปิโตรเคมี, สินค้ากึ่งวัตถุดิบ, เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ของประเทศ
“กลุ่มประเทศ CLMV จะเติบโตไปอีก 5-10 ปี หลังจากนั้นแอฟริกาจะเริ่มเติบโต เพราะจีนได้เข้าไปปูทางเอาไว้ โดยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานไว้ให้”
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับเอสเอ็มอี และให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ของ ธสน. ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของการทำประกันความเสี่ยงทางด้านการส่งออก ดังนั้นในปี 2561 ธสน. จึงมีแผนที่จะเปิดให้บริการการรับทำประกันฯผ่านช่องทางออนไลน์ โดยคาดว่าจะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.กลุ่มที่มีข้อมูลชัดเจนในฐานข้อมูล ซึ่งจะสามารถตอบกลับและเปิดการรับประกันฯให้ได้ทันทีในอีก 1 วันที่ยื่นคำขอเข้ามา เช่น การส่งออกไปยังสหรัฐ อเมริกา หรือญี่ปุ่น เป็นต้น และ 2.กลุ่มที่ไม่มีฐานข้อมูล โดย ธสน. อาจจะต้องขอเวลา 14 วันในการตรวจสอบข้อมูล
นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ปัจจุบัน ธสน. มีฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดกลางที่ทำธุรกิจส่งออกอยู่ประมาณ 50-60% ของฐานลูกค้าทั้งหมด โดยแผนการดำเนินงานในอนาคตจะมุ่งเน้นการสนับสนุนกลุ่มที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ เนื่องจากรูปแบบของธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปจากการส่งสินค้าไปขายที่ประเทศนั้นเพียงอย่างเดียวเป็นการเข้าไปลงทุนเพื่อผลิตสินค้าขายในประเทศนั้น ๆ
สำหรับทางด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของ ธสน. ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 3.6% และกำลังจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% แต่ก็ถือว่าเป็นระดับที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความเสี่ยงที่ยังรับได้ โดยแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของ NPL มาจากการที่ตลาดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเกิดภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่อยอดออร์เดอร์สินค้า
“ขณะนี้ ธสน. ก็เร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่โดนผิดนัดชำระค่าสินค้าอย่างรุนแรง หรือขาดสภาพคล่อง ธสน. ก็จะคอยเข้าไปสนับสนุน โดยขณะนี้ก็เริ่มบังคับผู้ประกอบการหลายรายทำประกันฯ เพื่อเป็นการปกป้องผู้ประกอบการ”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,294 วันที่ 7 - 9 กันยายน พ.ศ. 2560






