
สมรภูมิโลว์คอสต์เอเชียเดือดหน้าใหม่แห่ชิงส่วนแบ่ง-แอร์ไลน์ฟูลเซอร์วิสดาวน์ไซซ์
เอโอซี เผยสมรภูมิการบินเปลี่ยน แอร์ไลน์ฟูลเซอร์วิส ดาวน์ไซซ์ หลายสายตัดลดชั้นเฟิร์สคลาส คืนพื้นที่ภายในสนามบิน โดยหันมาแชร์การใช้เลานจ์ ของสายการบินพันธมิตร หรือผู้ประกอบการด้านนี้ที่ให้บริการอยู่ในสนามบินแทน ทั้งนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงาน ช่วยลดจำนวนพนักงาน
ท่ามกลางการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวและการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากในอีก 20 ปีข้างหน้า (ตารางประกอบ) ซึ่งการ ขยายตัวที่เกิดขึ้น จุดหลักมาจากการขยายตัวของสายการบินต้นทุน ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในภูมิภาคนี้ ที่นับวันจะเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดจากสายการบินฟูลเซอร์วิสอย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้น ทำให้สายการบินเหล่านี้ต้องปรับตัว และส่งผลให้ธุรกิจการบินมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก
นายหลุยส์ มอเซอร์ ประธานคณะดำเนินงานธุรกิจการบินประเทศไทย (เอโอซี) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมของธุรกิจการบินในขณะนี้มีการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก จะเห็นว่าสายการบินต่างๆ โดยเฉพาะสายการบินที่ให้บริการแบบฟูลเซอร์วิส มีการดาวน์ไซซ์รูปแบบการให้บริการลง เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเติบโตของสายการบินต้นทุนตํ่า และต้นทุนนํ้ามันที่เพิ่มสูงขึ้น
ธุรกิจการบินมาร์จินไม่สูง และการแข่งขันนับวันจะสูงขึ้น ทำให้หลายสายการบินต้องประหยัดมากกว่าเดิม รวมถึงการปรับเปลี่ยนโมเดลการให้บริการให้เหมาะสมกับตลาด เช่น วันนี้สายการบินหลายสาย จะตัดการให้บริการในชั้นเฟิร์สคลาสออกไป ปรับเปลี่ยนมาเป็นชั้นธุรกิจและชั้นประหยัดมากขึ้น เพื่อรองรับการให้บริการในเดสติเนชัน ที่มีตลาดด้านการท่องเที่ยวเป็นหลักอย่างในไทย
แม้แต่ห้องรับรองของสายการบิน (เลานจ์) ภายในสนามบินต่างๆ สมัยก่อนสายการบินต้องการจะมีเลานจ์ของตัวเองหรือสำนักงานภายในสนามบินในประเทศต่างๆ ที่ทำการบินเข้าไป แต่สิ่งที่ทำวันนี้ คือ หลายสายการบินเลือกที่จะขอคืนพื้นที่ให้สนามบิน และหันไปใช้บริการเลานจ์ของสายการบินพันธมิตร หรือเลานจ์ส่วนกลางที่มีผู้ให้บริการด้านนี้อยู่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงาน ที่นอกจากจะรวดเร็วยังลดจำนวนพนักงานลงได้ระดับหนึ่งด้วย นายหลุยส์ กล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตามจากการแข่ง ขันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ปีนี้เราจะเห็น ชัดเจนว่าสายการบินระดับชั้นนำ โดยเฉพาะเอเชีย ต้องประสบกับปัญหาการขาดทุน และกำลังอยู่ระหว่างการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคาเธ่ย์ แปซิฟิค ที่ผลประกอบการช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ขาดทุนอยู่ราว 8.92 พันล้านบาท (2.1 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง) จากที่เคยกำไรเกือบ 1.5 พันล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว โดยสาเหตุหลักเกิดจากการแข่งขันที่ดุเดือดจากบรรดาสายการบินคู่แข่ง โดยเฉพาะสายการบินราคาประหยัดของจีนแผ่นดินใหญ่ และในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ประกาศจะปลดพนักงานเกือบ 600 คน รวมถึงระดับบริหารจัด การ 190 คน จากพนักงานทั้งหมด 1.65 หมื่นคนในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็น การปรับลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุด ในรอบ 20 ปีนับตั้งแต่ปี 2541
ขณะที่สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ก็มีผลประกอบการไม่ดีนัก โดยช่วงไตรมาส 4 ของสายการบิน(เดือนม.ค.-มี.ค.60) ขาดทุน อยู่ราว 3.4 พันล้านบาท (138.3 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) และพลิก กลับมาทำกำไร ช่วงไตรมาสแรก (เม.ย.-มิ.ย.60) โดยกำไรอยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท (235 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ซึ่งหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ถือว่ากำไรลดลงกว่า 8.6% อันเป็นผลมาจากการแข่งขันที่สูงขึ้นมาก ทั้งด้านส่วนแบ่งการตลาดจากสายการบินราคาถูก อีกทั้งการรุกหนักของสายการบินตะวัน ออกกลางที่มีเครื่องบินทันสมัย
นี่เองทำให้สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ประกาศให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน สามารถลางานโดยไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายนนี้ เนื่อง จากมีพนักงานเกินความต้องการ เป็นการชั่วคราว ซึ่งสายการบินเคย ใช้มาตรการนี้มาแล้วเมื่อปี 2552 ในช่วงวิกฤติการเงินโลก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,291 วันที่ 27 - 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560
ท่ามกลางการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวและการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากในอีก 20 ปีข้างหน้า (ตารางประกอบ) ซึ่งการ ขยายตัวที่เกิดขึ้น จุดหลักมาจากการขยายตัวของสายการบินต้นทุน ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในภูมิภาคนี้ ที่นับวันจะเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดจากสายการบินฟูลเซอร์วิสอย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้น ทำให้สายการบินเหล่านี้ต้องปรับตัว และส่งผลให้ธุรกิจการบินมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก
นายหลุยส์ มอเซอร์ ประธานคณะดำเนินงานธุรกิจการบินประเทศไทย (เอโอซี) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมของธุรกิจการบินในขณะนี้มีการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก จะเห็นว่าสายการบินต่างๆ โดยเฉพาะสายการบินที่ให้บริการแบบฟูลเซอร์วิส มีการดาวน์ไซซ์รูปแบบการให้บริการลง เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเติบโตของสายการบินต้นทุนตํ่า และต้นทุนนํ้ามันที่เพิ่มสูงขึ้น
ธุรกิจการบินมาร์จินไม่สูง และการแข่งขันนับวันจะสูงขึ้น ทำให้หลายสายการบินต้องประหยัดมากกว่าเดิม รวมถึงการปรับเปลี่ยนโมเดลการให้บริการให้เหมาะสมกับตลาด เช่น วันนี้สายการบินหลายสาย จะตัดการให้บริการในชั้นเฟิร์สคลาสออกไป ปรับเปลี่ยนมาเป็นชั้นธุรกิจและชั้นประหยัดมากขึ้น เพื่อรองรับการให้บริการในเดสติเนชัน ที่มีตลาดด้านการท่องเที่ยวเป็นหลักอย่างในไทย
แม้แต่ห้องรับรองของสายการบิน (เลานจ์) ภายในสนามบินต่างๆ สมัยก่อนสายการบินต้องการจะมีเลานจ์ของตัวเองหรือสำนักงานภายในสนามบินในประเทศต่างๆ ที่ทำการบินเข้าไป แต่สิ่งที่ทำวันนี้ คือ หลายสายการบินเลือกที่จะขอคืนพื้นที่ให้สนามบิน และหันไปใช้บริการเลานจ์ของสายการบินพันธมิตร หรือเลานจ์ส่วนกลางที่มีผู้ให้บริการด้านนี้อยู่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงาน ที่นอกจากจะรวดเร็วยังลดจำนวนพนักงานลงได้ระดับหนึ่งด้วย นายหลุยส์ กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ก็มีผลประกอบการไม่ดีนัก โดยช่วงไตรมาส 4 ของสายการบิน(เดือนม.ค.-มี.ค.60) ขาดทุน อยู่ราว 3.4 พันล้านบาท (138.3 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) และพลิก กลับมาทำกำไร ช่วงไตรมาสแรก (เม.ย.-มิ.ย.60) โดยกำไรอยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท (235 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ซึ่งหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ถือว่ากำไรลดลงกว่า 8.6% อันเป็นผลมาจากการแข่งขันที่สูงขึ้นมาก ทั้งด้านส่วนแบ่งการตลาดจากสายการบินราคาถูก อีกทั้งการรุกหนักของสายการบินตะวัน ออกกลางที่มีเครื่องบินทันสมัย
นี่เองทำให้สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ประกาศให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน สามารถลางานโดยไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายนนี้ เนื่อง จากมีพนักงานเกินความต้องการ เป็นการชั่วคราว ซึ่งสายการบินเคย ใช้มาตรการนี้มาแล้วเมื่อปี 2552 ในช่วงวิกฤติการเงินโลก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,291 วันที่ 27 - 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560






