
ภัยคุกคามโสมแดง ดันราคาทองพุ่ง! คาดสิ้นปีแตะ 1,400 ดอลล์/ออนซ์
ความตึงเครียดเกี่ยวกับภาวะสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลีและอุปสงค์ที่พุ่งทะยานในตลาดอินเดีย ส่งผลให้ราคาทองคำอยู่ในทิศทางขาขึ้นซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าราคาทองคำจะขยับขึ้นไปได้ถึง 1,360 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ภายในระยะเวลา 3 เดือนนับจากนี้และมีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นไปแตะถึง 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ 4 ปีภายในสิ้นปี 2560
นักวิเคราะห์จากวีทีบี แคปปิตอล เจเอสซี วาณิชธนกิจในเครือวีทีบี กรุ๊ป ธนาคารรายใหญ่อันดับสองของรัสเซีย กล่าวว่าราคาทองคำแท่งซึ่งเมื่อต้นสัปดาห์ (14 สิงหาคม) ซื้อขายอยู่ที่ 1,281.86 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ จะสามารถขยับขึ้นไปที่ระดับ 1,360 ดอลลาร์ภายในเวลา 3 เดือนนับจากนี้และพุ่งต่อเนื่องไปอีกถึงสิ้นปีสาเหตุหลักจากการเผชิญหน้าระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกาที่สุ่มเสี่ยงภาวะสงครามประกอบกับความต้องการนำเข้าทองคำจาก 2 ตลาดสำคัญ คือ จีนและอินเดีย พุ่งสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะจากอินเดียนั้นตั้งแต่ต้นปีมาความต้องการนำเข้าทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 30%
แม้ว่านับจากนี้จนถึงสิ้นปีราคาทองคำอาจมีช่วงปรับราคาลงมาบ้างแต่เชื่อว่าราคาต่ำสุดจะไม่ต่ำไปกว่าออนซ์ละ 1,200 ดอลลาร์ (ทองคำแท่ง 1 ออนซ์ = 31.104 กรัม และทองคำ 1 บาท = 0.49 ออนซ์) นอกจากปัจจัยสนับสนุนข้างต้นแล้ว ภาวะเงินเฟ้อที่ลดน้อยลงในสหรัฐอเมริกายังเป็นอีกปัจจัยเพราะสภาวะดังกล่าวทำให้คาดหมายได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด อาจชะลอแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือขึ้นไม่มากเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นแล้ว 12% นับจากต้นปีมาจนถึงปัจจุบัน นายเรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุนในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ให้ความเห็นว่า ในช่วงเวลาแบบนี้นักลงทุนควรลงทุนในทองคำด้วยสัดส่วน 5-10% ของสินทรัพย์ที่มีอยู่
ด้านบริษัทวิจัย เมทัลส์ โฟกัส ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระบุว่า ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือจะดันให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นเหนือระดับ 1,300 ดอลลาร์และจะคงอยู่เหนือระดับนั้น และอาจจะได้เห็นราคาซื้อขายที่ 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระยะ 6-9 เดือนข้างหน้า
นักวิเคราะห์จากวีทีบี แคปปิตอล เจเอสซี วาณิชธนกิจในเครือวีทีบี กรุ๊ป ธนาคารรายใหญ่อันดับสองของรัสเซีย กล่าวว่าราคาทองคำแท่งซึ่งเมื่อต้นสัปดาห์ (14 สิงหาคม) ซื้อขายอยู่ที่ 1,281.86 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ จะสามารถขยับขึ้นไปที่ระดับ 1,360 ดอลลาร์ภายในเวลา 3 เดือนนับจากนี้และพุ่งต่อเนื่องไปอีกถึงสิ้นปีสาเหตุหลักจากการเผชิญหน้าระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐอเมริกาที่สุ่มเสี่ยงภาวะสงครามประกอบกับความต้องการนำเข้าทองคำจาก 2 ตลาดสำคัญ คือ จีนและอินเดีย พุ่งสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะจากอินเดียนั้นตั้งแต่ต้นปีมาความต้องการนำเข้าทองคำเพิ่มขึ้นประมาณ 30%
แม้ว่านับจากนี้จนถึงสิ้นปีราคาทองคำอาจมีช่วงปรับราคาลงมาบ้างแต่เชื่อว่าราคาต่ำสุดจะไม่ต่ำไปกว่าออนซ์ละ 1,200 ดอลลาร์ (ทองคำแท่ง 1 ออนซ์ = 31.104 กรัม และทองคำ 1 บาท = 0.49 ออนซ์) นอกจากปัจจัยสนับสนุนข้างต้นแล้ว ภาวะเงินเฟ้อที่ลดน้อยลงในสหรัฐอเมริกายังเป็นอีกปัจจัยเพราะสภาวะดังกล่าวทำให้คาดหมายได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด อาจชะลอแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือขึ้นไม่มากเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นแล้ว 12% นับจากต้นปีมาจนถึงปัจจุบัน นายเรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุนในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ให้ความเห็นว่า ในช่วงเวลาแบบนี้นักลงทุนควรลงทุนในทองคำด้วยสัดส่วน 5-10% ของสินทรัพย์ที่มีอยู่
ด้านบริษัทวิจัย เมทัลส์ โฟกัส ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระบุว่า ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือจะดันให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นเหนือระดับ 1,300 ดอลลาร์และจะคงอยู่เหนือระดับนั้น และอาจจะได้เห็นราคาซื้อขายที่ 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระยะ 6-9 เดือนข้างหน้า






