
‘ปารีส’ผงาด! ฮับการเงิน มั่นใจแซงแฟรงก์เฟิร์ต
รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศสเชื่อ ปารีสจะสามารถเอาชนะแฟรงก์เฟิร์ตในการก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการเงินของยุโรปหลังจากอังกฤษออกจากอียู แม้ว่าปารีสจะยังตามหลังเมืองอื่นๆ อยู่ก็ตาม
นับตั้งแต่ที่สหราชอาณาจักรลงประชามติถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ?(อียู) เมื่อปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสพยายามแข่งขันกับเยอรมนีและไอร์แลนด์เพื่อแย่งชิงบางส่วนของธุรกิจด้านการเงินที่มีแผนจะย้ายฐานออกมาจากลอนดอน อย่างไรก็ตาม กฎหมายแรงงานที่ไม่ยืดหยุ่น ประกอบกับภาษีในระดับสูง ทำให้ฝรั่งเศสมีความเสียเปรียบในเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม นายบรูโน เลอ แมร์ กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก แสดงความเชื่อมั่นว่าฝรั่งเศสจะสามารถดึงสถาบันการเงินให้เข้ามาลงหลักปักฐานในปารีสได้สำเร็จ “เราจะลดภาษี เราจะทำให้ประเทศของเรามีความน่าสนใจมากขึ้น เราจะปฏิรูปโครงสร้างที่จำเป็น เช่น ลดความซับซ้อนของตลาดแรงงาน ธนาคารและนักลงทุนควรรู้ว่าฝรั่งเศสกำลังเปลี่ยนแปลง และเราจะชนะการแข่งขัน” นายเลอ แมร์ กล่าว
อัตราภาษีและสภาพตลาดแรงงานในปัจจุบันทำให้แฟรงก์เฟิร์ตมีความได้เปรียบในสายตาของสถาบันการเงินเหนือปารีส รวมถึงเมืองอื่นๆ อาทิ อัมสเตอร์ดัม และดับลิน ที่หวังจะชิงส่วนแบ่งธุรกิจในส่วนนี้มาจากลอนดอน โดยถึงขณะนี้มีธนาคาร 20 แห่งแล้วที่กล่าวว่าจะย้ายพนักงานไปยังแฟรงก์เฟิร์ต
มีการประเมินกันว่า การย้ายงานของธุรกิจธนาคารหลังการถอนตัวจากอียูของอังกฤษจะมีมากถึง 20,000-300,000 ตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและอียูว่าจะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งหมายความว่ายังมีธนาคารอีกเป็นจำนวนมากที่จะตัดสินใจโยกย้ายฐานการทำธุรกิจหลังจากนี้ และฝรั่งเศสก็หวังว่าจะสามารถดึงนักลงทุนเหล่านี้เข้ามายังปารีส
“เวลานี้เรามองเห็นภาพที่ค่อนข้างบิดเบือนว่าแฟรงก์เฟิร์ตเป็นผู้ชนะอย่างชัดเจนในการแข่งขันสำหรับตำแหน่งงานหลังเบร็กซิท แต่เมื่อเราพูดถึงการย้ายพนักงานจำนวนมาก ปารีสยังคงอยู่ในการแข่งขัน เราเชื่อว่าในระยะสั้นถึงระยะกลาง ความได้เปรียบของปารีสจะสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างน่าสนใจ”นายอาร์โนด์ เดอ เบรสสัน กรรมการ ผู้จัดการกลุ่มปารีส ยูโรเพลซ องค์กรสัญชาติฝรั่งเศสที่สนับสนุนปารีสให้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการเงินแห่งใหม่ของยุโรป กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสภายใต้การนำของนายเอ็มมานูเอล มาครง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ พยายามที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของฝรั่งเศส โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมได้มีการประกาศแผนการยกเลิกภาษีธุรกรรมการเงินในปีหน้า พร้อมเตรียมทยอยปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 25% ในปี 2565 จากระดับ 33% ในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีมาตรการอื่นๆ ออกมา เช่น เพิ่มงบประมาณให้โรงเรียนในระบบ 2 ภาษาเพื่อช่วยให้ชาวต่างชาติปรับตัวในการอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสได้ง่ายขึ้น เป็นต้น
ซิตี้แบงก์ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด และโนมูระ เป็นตัวอย่างของธนาคารที่ตัดสินใจว่าจะย้ายพนักงานส่วนหนึ่งออกจากลอนดอนมาอยู่ในแฟรงก์เฟิร์ต เช่นเดียวกับดอยช์แบงก์ที่เตรียมย้ายสินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่อยู่ในลอนดอนกลับถิ่น ขณะที่เอชเอสบีซี ซึ่งเปิดสาขาธนาคารเพื่อลูกค้ารายย่อยอยู่ในฝรั่งเศส กล่าวว่าอาจจะย้ายพนักงานซื้อขายหลักทรัพย์ 1,000 ตำแหน่งมายังปารีส
กลุ่มปารีสยูโรเพลซอ้างว่า มีสถาบันการเงินอีก 30 แห่งซึ่งรวมถึงธนาคารขนาดใหญ่ของเอเชียและสหรัฐอเมริกา กำลังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทางการฝรั่งเศสถึงการย้ายพนักงานมายังปารีส พร้อมกับให้เหตุผลว่าปารีสมีความได้เปรียบเหนือเยอรมนีในแง่ของความเข้มแข็งของระบบธนาคาร โดยเฉพาะในเวลานี้ที่ธนาคารขนาดใหญ่หลายรายของเยอรมนีกำลังประสบปัญหา
อย่างไรก็ดี นายสตวร์ท กัลลิเวอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของเอชเอสบีซี กล่าวว่า กฎหมายแรงงานที่เข้มงวดเป็นประเด็นที่ธนาคารต่างชาติแสดงความกังวลใจมาเป็นเวลานานในการพิจารณาเข้ามาทำธุรกิจในฝรั่งเศส และแม้ว่าแผนการปฏิรูปตลาดแรงงานของนายมาครงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ธนาคารต้องการรอดูว่านายมาครงจะทำได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้หรือไม่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,287 วันที่ 13 -16 สิงหาคม พ.ศ. 2560
นับตั้งแต่ที่สหราชอาณาจักรลงประชามติถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ?(อียู) เมื่อปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสพยายามแข่งขันกับเยอรมนีและไอร์แลนด์เพื่อแย่งชิงบางส่วนของธุรกิจด้านการเงินที่มีแผนจะย้ายฐานออกมาจากลอนดอน อย่างไรก็ตาม กฎหมายแรงงานที่ไม่ยืดหยุ่น ประกอบกับภาษีในระดับสูง ทำให้ฝรั่งเศสมีความเสียเปรียบในเรื่องดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม นายบรูโน เลอ แมร์ กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก แสดงความเชื่อมั่นว่าฝรั่งเศสจะสามารถดึงสถาบันการเงินให้เข้ามาลงหลักปักฐานในปารีสได้สำเร็จ “เราจะลดภาษี เราจะทำให้ประเทศของเรามีความน่าสนใจมากขึ้น เราจะปฏิรูปโครงสร้างที่จำเป็น เช่น ลดความซับซ้อนของตลาดแรงงาน ธนาคารและนักลงทุนควรรู้ว่าฝรั่งเศสกำลังเปลี่ยนแปลง และเราจะชนะการแข่งขัน” นายเลอ แมร์ กล่าว
อัตราภาษีและสภาพตลาดแรงงานในปัจจุบันทำให้แฟรงก์เฟิร์ตมีความได้เปรียบในสายตาของสถาบันการเงินเหนือปารีส รวมถึงเมืองอื่นๆ อาทิ อัมสเตอร์ดัม และดับลิน ที่หวังจะชิงส่วนแบ่งธุรกิจในส่วนนี้มาจากลอนดอน โดยถึงขณะนี้มีธนาคาร 20 แห่งแล้วที่กล่าวว่าจะย้ายพนักงานไปยังแฟรงก์เฟิร์ต
มีการประเมินกันว่า การย้ายงานของธุรกิจธนาคารหลังการถอนตัวจากอียูของอังกฤษจะมีมากถึง 20,000-300,000 ตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและอียูว่าจะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งหมายความว่ายังมีธนาคารอีกเป็นจำนวนมากที่จะตัดสินใจโยกย้ายฐานการทำธุรกิจหลังจากนี้ และฝรั่งเศสก็หวังว่าจะสามารถดึงนักลงทุนเหล่านี้เข้ามายังปารีส
“เวลานี้เรามองเห็นภาพที่ค่อนข้างบิดเบือนว่าแฟรงก์เฟิร์ตเป็นผู้ชนะอย่างชัดเจนในการแข่งขันสำหรับตำแหน่งงานหลังเบร็กซิท แต่เมื่อเราพูดถึงการย้ายพนักงานจำนวนมาก ปารีสยังคงอยู่ในการแข่งขัน เราเชื่อว่าในระยะสั้นถึงระยะกลาง ความได้เปรียบของปารีสจะสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างน่าสนใจ”นายอาร์โนด์ เดอ เบรสสัน กรรมการ ผู้จัดการกลุ่มปารีส ยูโรเพลซ องค์กรสัญชาติฝรั่งเศสที่สนับสนุนปารีสให้ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการเงินแห่งใหม่ของยุโรป กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสภายใต้การนำของนายเอ็มมานูเอล มาครง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ พยายามที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของฝรั่งเศส โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมได้มีการประกาศแผนการยกเลิกภาษีธุรกรรมการเงินในปีหน้า พร้อมเตรียมทยอยปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 25% ในปี 2565 จากระดับ 33% ในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีมาตรการอื่นๆ ออกมา เช่น เพิ่มงบประมาณให้โรงเรียนในระบบ 2 ภาษาเพื่อช่วยให้ชาวต่างชาติปรับตัวในการอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสได้ง่ายขึ้น เป็นต้น
กลุ่มปารีสยูโรเพลซอ้างว่า มีสถาบันการเงินอีก 30 แห่งซึ่งรวมถึงธนาคารขนาดใหญ่ของเอเชียและสหรัฐอเมริกา กำลังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทางการฝรั่งเศสถึงการย้ายพนักงานมายังปารีส พร้อมกับให้เหตุผลว่าปารีสมีความได้เปรียบเหนือเยอรมนีในแง่ของความเข้มแข็งของระบบธนาคาร โดยเฉพาะในเวลานี้ที่ธนาคารขนาดใหญ่หลายรายของเยอรมนีกำลังประสบปัญหา
อย่างไรก็ดี นายสตวร์ท กัลลิเวอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของเอชเอสบีซี กล่าวว่า กฎหมายแรงงานที่เข้มงวดเป็นประเด็นที่ธนาคารต่างชาติแสดงความกังวลใจมาเป็นเวลานานในการพิจารณาเข้ามาทำธุรกิจในฝรั่งเศส และแม้ว่าแผนการปฏิรูปตลาดแรงงานของนายมาครงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ธนาคารต้องการรอดูว่านายมาครงจะทำได้สำเร็จตามแผนที่วางไว้หรือไม่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,287 วันที่ 13 -16 สิงหาคม พ.ศ. 2560






